บทที่ 81: การเติบโตที่ไม่ทันตั้งตัวของเจียงถัง
เช้าวันใหม่หลังพายุฝนผ่านพ้น อากาศสดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ กลิ่นดินและใบหญ้าลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
นาฬิกาชีวิตที่เที่ยงตรงแม่นยำ ปลุกให้ชายหนุ่มที่เพิ่งจะได้ข่มตานอนไปเมื่อช่วงดึกของเมื่อคืนตื่นขึ้นมาอย่างตรงเวลา ทั้งที่ท้องฟ้าด้านนอกยังไม่ทันสว่างดีด้วยซ้ำ
หญิงสาวในอ้อมกอดของเขายังคงดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา
ท่อนแขนขาวเนียนราวกับหยกเนื้อดีพาดอยู่บนเอวสอบของเขา ใบหน้ายามหลับใหลดูไร้เดียงสาและน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยที่ไม่มีพิษมีภัย
เดิมทีลู่ฉางเจิงตั้งใจจะลุกขึ้นไปวิ่งออกกำลังกายยามเช้าตามกิจวัตร แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ตัดใจผลักไสร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอดออกไปไม่ได้เสียที
สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นนักเรียน เวลาอ่านเจอประโยคในหนังสือที่ว่า ‘นับแต่นั้นองค์ราชันไม่เข้าว่าราชการเช้า’ เขาได้แต่อ่านผ่านๆ ด้วยความไม่ใส่ใจและมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
ทว่าในวันนี้ เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เขาถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การที่มีสาวงามเนื้อตัวอุ่นนุ่มนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดนั้น การจะตัดใจลุกจากเตียงแล้วผละจากไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ช่างเถอะ วันนี้ก็เป็นวันหยุดไม่ต้องไปทำงาน งั้นก็นอนกอดเธอต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน
ลู่ฉางเจิงกดจูบลงบนหน้าผากมนของเจียงถังอย่างแผ่วเบา ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งเพื่อซึมซับช่วงเวลานี้
ทางด้านตึกแถวพักอาศัย จ้าวจานกั๋วตื่นนอนเรียบร้อยแล้วและกำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าในห้องครัวส่วนรวม
เขาเพิ่งจะจุดเตาถ่านจนไฟติดดี เสียงความเคลื่อนไหวทางด้านหลังก็ดังขึ้นเบาๆ
จ้าวจานกั๋วหันกลับไปมอง ก็เห็นภรรยาของเขา เติ้งผิง กำลังเดินเข้ามาหา
“ทำไมรีบตื่นจังครับ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“อืม นอนไม่หลับแล้วค่ะ” เติ้งผิงตอบรับเสียงเบา ใบหน้ามีสีเลือดฝาดขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยดูขัดเขิน
เมื่อคืนหลังจากที่พวกเขาสองคนเปิดอกคุยกันจนเข้าใจ จ้าวจานกั๋วก็ย้ายข้าวของกลับไปนอนที่ห้องนอนใหญ่ตามเดิม
แต่เนื่องจากร่างกายของเธอยังไม่ฟื้นตัวดีจากการแท้งลูกเมื่อไม่ถึงเดือนก่อน พวกเขาจึงเว้นระยะห่างและไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ
ทำเพียงแค่นอนเคียงข้าง ห่มผ้าผืนเดียวกัน และสัมผัสถึงไออุ่นของกันและกันเท่านั้น
เติ้งผิงในอดีตเคยเกลียดกลิ่นอายความเป็นผู้ชายที่ดูคุกคามและเผด็จการของจ้าวจานกั๋วมาก เธอมักจะรู้สึกอึดอัดเหมือนอาณาเขตส่วนตัวถูกบุกรุกทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้
แต่เมื่อคืนนี้ที่เขานอนอยู่ด้านนอกของเตียง ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอกลับไม่เกิดความรู้สึกรำคาญใจหรือรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกสงบนี้ทำให้เธอเกิดความสงสัยขึ้นมาวูบหนึ่งว่า ที่ผ่านมาที่เธอรู้สึกว่าจ้าวจานกั๋วน่ารำคาญและเผด็จการนั้น มันเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงอคติที่ปิดตาเธออยู่ฝ่ายเดียว
“เวลายังเช้าอยู่เลย คุณกลับไปนอนต่ออีกหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวผมทำข้าวเช้าเสร็จแล้วจะไปเรียก”
เสียงทุ้มของจ้าวจานกั๋วปลุกให้เติ้งผิงตื่นจากภวังค์ความคิด
เติ้งผิงดึงสติกลับมา เธอยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิด “ไม่เอาล่ะค่ะ ฉันมาช่วยคุณทำดีกว่า”
เมื่อเห็นว่าภรรยาไม่อยากนอนต่อแล้วจริงๆ จ้าวจานกั๋วก็ไม่ได้เซ้าซี้ เขาขยับตัวไปยืนด้านข้างเพื่อแบ่งพื้นที่หน้าเตาให้เธอ แล้วถามอย่างเอาใจใส่ “เช้านี้อยากกินอะไรครับ”
“กินบะหมี่น้ำไหม เดี๋ยวอีกสักพักผมจะลองไปถามดูว่าบ้านไหนพอมีไข่ไก่บ้าง จะขอแลกกลับมาบำรุงร่างกายคุณหน่อย”
จ้าวจานกั๋วคนเดิมที่แสนดีหลังจากได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว ก็กลับมาเป็นสามีที่แสนดีเหมือนเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องระหองระแหง
ตอนนี้เติ้งผิงเพิ่งจะได้ตระหนักชัดว่า แท้จริงแล้วผู้ชายที่หน้าตาซื่อๆ ดูไม่มีพิษมีภัยคนนี้ ก็มีความละเอียดอ่อน อ่อนโยน และรู้จักเอาใจใส่มากทีเดียว
“ตกลงค่ะ เอาตามที่คุณว่าเลย”
น้ำเสียงของเธออ่อนหวานจับใจ หวานหยดย้อยเข้าไปถึงในกลางใจของจ้าวจานกั๋ว
ชายหนุ่มผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าและรู้สึกท้อแท้ จู่ๆ ก็เหมือนได้รับการเติมเต็ม ร่างกายเปี่ยมไปด้วยความหวังและพละกำลังที่จะสร้างอนาคต
“ผมจะพยายามนะ ผมสัญญาว่าจะทำให้คุณมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้” จ้าวจานกั๋วให้คำมั่น
“อืม พยายามไปด้วยกันค่ะ”
“ตกลงครับ”
คู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะกลับมารักกันใหม่ยังไม่ได้แตะต้องอาหารเช้า แต่ในเวลานี้ภายในใจของทั้งคู่กลับหวานฉ่ำราวกับได้ดื่มกินน้ำผึ้งรสเลิศ
ทางฝั่งของลู่ฉางเจิง ตอนที่เจียงถังตื่นนอน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของกับข้าวจากบ้านอื่นก็ลอยโชยเข้ามาในห้องพักแล้ว
หญิงสาวขยี้ตาเบาๆ แล้วลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองดูแสงแดดอุ่นๆ ที่สาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา สมองยังคงประมวลผลช้าๆ ด้วยความงัวเงีย
“ตื่นแล้วเหรอถังถัง”
ลู่ฉางเจิงเปิดประตูเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ เดินตรงมาหาภรรยาตัวน้อย
“หิวหรือยังครับ ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วเราไปกินข้าวเช้ากันนะ กินเสร็จจะได้รีบเข้าเมืองไปซื้อของ”
แม้ว่าปกติลู่ฉางเจิงจะไม่ค่อยถูกชะตากับจางหย่วนเท่าไหร่นัก ชอบทำท่าเมินใส่กันอยู่เรื่อย
แต่ในเมื่อวันนี้ต้องไปกินข้าวที่บ้านคนอื่นจริงๆ ตามมารยาทแล้ว การไปมือเปล่าโดยไม่ติดของขวัญไปด้วยคงดูไม่เหมาะสม
เจียงถังยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปหาเขาอย่างเกียจคร้าน “อุ้มฉันหน่อยสิคะ”
เจียงถังในตอนนี้กลายสภาพเป็นปีศาจโสมไร้กระดูกที่ต้องการที่พึ่งพิง
ลู่ฉางเจิงหัวเราะในลำคออย่างเอ็นดู แล้วรวบตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอดอย่างง่ายดาย “วันนี้อยากใส่ชุดไหนครับคนเก่ง”
“อยากใส่กระโปรงค่ะ เอาตัวสวยๆ นะ”
เจียงถังชอบของสวยๆ งามๆ ที่มีสีสันสดใสมาก โดยเฉพาะกระโปรงพริ้วๆ สวยๆ เธอจะโปรดปรานเป็นพิเศษ
ลู่ฉางเจิงหลุบตามองต่ำ สายตาคมหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณไหปลาร้าสวยได้รูปของเธอ ลามไปถึงลำคอขาวเนียนที่มีรอยจูบสีกุหลาบแต้มอยู่เป็นจุดๆ
รอยพวกนั้นล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกที่เขาสร้างสรรค์เอาไว้เมื่อคืน
ชายหนุ่มกระแอมไอแก้เก้อ พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก “ถังถัง วันนี้พวกเราใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวดีไหมครับ”
“เสื้อเชิ้ตก็สวยเหมือนกันนะ แต่ทำไมล่ะ”
“หือ”
เจียงถังเอียงคอมองเขา ตาแป๋ว แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
เธอไม่ได้พูดคาดคั้นอะไรสักคำ แต่ลู่ฉางเจิงก็พ่ายแพ้ราบคาบภายใต้สายตาใสซื่อของเธอ จนต้องยอมรับความผิดแต่โดยดี
“ขอโทษครับถังถัง เมื่อคืนผม... เอ้อ... วู่วามไปหน่อย ทิ้งรอยไว้บนคอคุณเยอะแยะเลย ถ้าคุณใส่กระโปรงคอกว้าง มันจะปิดรอยพวกนี้ไม่มิดเอานะครับ...”
ถึงแม้จะรู้สึกกระดากอายจนหน้าเริ่มร้อน แต่เขาก็เลือกที่จะพูดความจริงออกไปตรงๆ
เจียงถังที่ตอนแรกยังงงๆ ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
“อ้อ เรื่องนั้นเองเหรอ ฉันไม่ถือหรอกนะ” พูดจบก็ยิ้มตาหยีแล้วยืดตัวขึ้นไปหอมแก้มสากของลู่ฉางเจิงฟอดใหญ่ “ฉันชอบมากเลยล่ะค่ะ”
“ถังถัง...”
ดวงตาของชายหนุ่มเข้มขึ้นวูบหนึ่ง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็แหบพร่าผิดปกติ
“อย่ามายั่วผมนะ”
“งั้นจะนอนต่อ แล้วทำเรื่องที่ชอบกันไหมล่ะ” เจียงถังถามสวนกลับไปอย่างกระตือรือร้น
เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าความเขินอายคืออะไร และคำพูดนั้นมันส่งผลต่อคนฟังขนาดไหน
กลับเป็นลู่ฉางเจิงเสียเองที่หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
“ไม่ได้ครับ เราต้องเข้าเมืองก่อน ต้องรีบไปซื้อของขวัญให้จางหย่วนกับคนอื่นๆ ด้วย”
“จริงด้วยสิ นั่นสินะ งั้นก็นอนต่อไม่ได้แล้วสิ แย่จัง”
“ถังถัง...”
ท่าทางเสียดายแบบไม่ปิดบังของเธอ ทำให้ลู่ฉางเจิงอยากจะทิ้งเหตุผลทุกอย่าง แล้วขังตัวเองอยู่บนเตียงกับเธอทั้งวันจริงๆ
โชคดีที่สติสัมปชัญญะของเขายังทำงานได้ดีพอที่จะควบคุมตัวเองไว้ได้
สรุปแล้วตามคำแนะนำของลู่ฉางเจิง วันนี้เจียงถังจึงยอมใส่เสื้อเชิ้ต
ลู่ฉางเจิงช่วยหยิบเสื้อผ้าออกมาวางเตรียมไว้ให้ แล้วหันหลังให้เพื่อให้เธอถอดชุดนอนและสวมใส่เสื้อผ้าเอง
ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะรักษาภาพพจน์หรือเขินอายอะไรหรอก แต่เขากลัวว่าถ้าเห็นเรือนร่างของเธอตอนนี้ เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ต่างหาก
“ลู่ฉางเจิง...”
เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้น พร้อมกับนิ้วเรียวที่จิ้มจึกๆ ลงที่แผ่นหลังกว้าง
“เสื้อซับในตัวนี้มันเล็กมากเลยอะ มันรัดหน้าอกฉันจนเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย”
ลู่ฉางเจิงหันขวับกลับมามอง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาเลือดลมสูบฉีดพล่าน เลือดกำเดาที่หยุดไหลไปนานแล้วของเขารู้สึกเหมือนกำลังจะพุ่งทะลักออกมาอีกรอบ
“ถังถัง...”
เขารีบยกมือขึ้นบีบจมูกตัวเองโดยสัญชาตญาณ แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
ต้องโทษที่เขาประมาทเลินเล่อเกินไป ละเลยพัฒนาการทางร่างกายของภรรยาสุดที่รัก
ลูกท้อใบน้อยที่เคยน่ารักกะทัดรัด พอได้รับสารอาหารบำรุงอย่างดีและได้รับการดูแลเอาใจใส่ ก็เติบโตจนกลายเป็นลูกฝรั่งลูกใหญ่เต็มไม้เต็มมือ...
“ความผิดผมเองครับคนดี เดี๋ยวเราใส่เสื้อเชิ้ตทับไปก่อน อีกเดี๋ยวเข้าเมืองไปซื้อชุดชั้นในตัวใหม่กันนะครับ”
ลู่ฉางเจิงรีบปลอบโยนเธอ แล้วหันไปค้นหาเสื้อซับในตัวที่ไซส์ใหญ่กว่าหน่อยในตู้เสื้อผ้า
ในที่สุดก็หาตัวที่ไม่ได้รัดแน่นขนาดนั้นเจอ เจียงถังสวมใส่แล้วถึงเลิกบ่นว่าเจ็บ
กว่าจะจัดการเรื่องแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟัน และกินข้าวเสร็จก็เสียเวลาไปพอสมควร ทั้งสองพกเงินและคูปองติดตัว ก่อนจะซ้อนจักรยานมุ่งหน้าเข้าเมือง
เป้าหมายแรกเมื่อถึงในตัวเมืองคือการไปจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า
สองสามีภรรยาเพิ่งเดินก้าวเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า ก็บังเอิญเจอกับจ้าวจานกั๋วและเติ้งผิงที่กำลังเดินสวนออกมาจากด้านในพอดี
คู่ของจ้าวจานกั๋วไม่ได้ดูหวานชื่นจนมดขึ้นเหมือนคู่ของเจียงถัง แต่บนใบหน้าของทั้งคู่กลับมีความขัดเขินเจือความสุขจางๆ เหมือนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มมีความรัก
พอเห็นพวกลู่ฉางเจิง จ้าวจานกั๋วก็ไม่ลืมที่จะฉีกยิ้มทักทาย แล้วลากเพื่อนรักไปคุยธุระด้านข้าง
เจียงถังยืนอยู่กับที่ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเติ้งผิงอย่างพิจารณา
เติ้งผิงถูกเธอมองจนทำตัวไม่ถูก รู้สึกอายปนโมโหขึ้นมาตงิดๆ “มองหน้าฉันทำไม”
น้ำเสียงนั้นแสร้งทำเป็นดุแก้เขิน
เจียงถังส่ายหน้าไปมา หัวเราะคิกคัก “เธอก็ฉลาดขึ้นแล้วนี่นา ดีจังเลยนะ”
สำหรับเจียงถังแล้ว ปีศาจกระต่ายขอแค่ไม่ทำร้ายผู้คน ก็ยังถือว่าเป็นกระต่ายที่ดี ขอแค่ไม่จับเธอกิน เธอก็พร้อมจะเป็นเพื่อนกับปีศาจกระต่ายได้เสมอ
เติ้งผิงค้อนใส่เจียงถังวงเบ้อเริ่ม “ถูกเธอชมว่าฉลาดเนี่ย ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกดีใจเลยสักนิดนะ”
“เป็นเพราะเธอรู้สึกผิดในใจ จนไม่กล้ารับคำชมหรือเปล่าล่ะ”
เจียงถังมีอะไรก็พูดออกไปตรงๆ ตามประสาคนซื่อ
“เธออย่าไปคิดมากใส่ใจนักเลย ชีวิตคนเราบางครั้งต้องแกล้งโง่บ้างถึงจะมีความสุขนะ รู้ไหม”
เติ้งผิงได้แต่นิ่งอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับตรรกะของอีกฝ่าย...
[จบบท]