บทที่ 83: อย่าเที่ยวไปนับญาติมั่วซั่ว
“หว่านเยว่...”
หลิวหมิงฮุยมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาพยายามเกลี้ยกล่อมญาติผู้น้อง “เธอทำแบบนี้ถ้าคุณอาเขารู้เข้า ท่านจะต้องโกรธมากแน่ๆ”
“ไม่เกี่ยวกับพี่สักหน่อย”
หลิวหว่านเยว่สะบัดแขนของหลิวหมิงฮุยออกอย่างไม่ไยดี ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่เจียงถังด้วยท่าทางคุกคาม พร้อมจะหาเรื่องเต็มที่
“เธอชื่อเจียงถังใช่ไหม? แม่ของเธอเป็นใคร? ชื่อแซ่อะไร? แม่ของเธอไปรู้จักกับพ่อฉันได้ยังไง? แล้วที่แม่เธอส่งเธอมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ พ่อฉันนี่มีจุดประสงค์อะไร? ต้องการจะมาแทนที่แม่ของฉันใช่ไหม?”
เจียงถังมีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่เต็มหน้า
“สหายครับ” ลู่ฉางเจิงขมวดคิ้วมุ่น เขามองไปทางหลิวหมิงฮุยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องหลิวหว่านเยว่ด้วยสายตาตำหนิ “คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า”
“เข้าใจผิด? เข้าใจผิดตรงไหน?”
หลิวหว่านเยว่ไม่ลดละ เธอจ้องเขม็งไปที่เจียงถังอย่างจับผิด “เธอกล้าพูดไหมล่ะว่าที่เธอเข้าไปทำงานในสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร เธอไม่ได้มีจุดประสงค์แอบแฝง?”
“จุดประสงค์?”
เจียงถังทวนคำพูดของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความฉงน “จุดประสงค์ที่ไปทำงานที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรน่ะเหรอ?”
“เรื่องนั้น มีสิ มีอยู่แล้ว!”
เมื่อเธอนึกคำตอบออก ดวงตากลมโตก็เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที “เมื่อก่อนฉันทำเพื่อหาเงินซื้อเนื้อให้ลู่ฉางเจิงกิน ตอนนี้มีจุดประสงค์เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง คือต้องทำให้ฟาร์มรวยขึ้น ทุกคนจะได้มีเนื้อกินกันถ้วนหน้าไงล่ะ”
นี่แหละคือจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ของเธอ
“เธออย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลย” หลิวหว่านเยว่โกรธจนลมออกหู
เจียงถังเอียงคอด้วยความสับสน “ก็เธอถามถึงจุดประสงค์ไม่ใช่เหรอ? ฉันก็ตอบไปตามตรงแล้ว ทำไมยังมาหาว่าฉันแกล้งโง่อีก?”
“ฉันหมายถึงว่า เธอเข้ามาตีสนิทกับพ่อฉันเพราะต้องการจะทำอะไร? อยากให้พ่อฉันยอมรับพวกเธอสองแม่ลูกกลับมางั้นเหรอ?”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ เลิกฝันกลางวันได้แล้ว ตระกูลหลิวของพวกเราไม่มีทางยอมรับเธอหรอก เธอไม่มีวันได้เข้ามาชูคอเป็นคนของตระกูลหลิว”
หลิวหว่านเยว่ไม่สนใจการห้ามปรามของหลิวหมิงฮุย เธอประกาศกร้าวออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
หัวคิ้วของลู่ฉางเจิงขมวดเข้าหากันแน่น รังสีความไม่พอใจเริ่มแผ่ออกมาจากตัวเขา
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด เจียงถังกลับอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังและใสซื่อ “ฉันไม่ใช่คนตระกูลหลิวของพวกเธอเสียหน่อย ฉันเป็นคนของลู่ฉางเจิงต่างหาก”
ประโยคนั้นทำให้ลู่ฉางเจิงที่อารมณ์กำลังเดือดปุดๆ เย็นลงในพริบตา ความรู้สึกอึดอัดใจหายวับไป แทนที่ด้วยความปลื้มปริ่มที่ล้นปรี่อยู่ในอก
เขากระชับมือที่กุมมือของเจียงถังไว้แน่นขึ้น ก่อนจะหันไปมองหลิวหว่านเยว่ด้วยสายตาเย็นชา
“สหายครับ ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณไปฟังอะไรมา หรือมีความเข้าใจผิดอะไรในตัวภรรยาของผม ผมแค่อยากจะเตือนคุณว่า ช่วยระวังท่าทีและคำพูดของคุณด้วย”
“พวกเราไม่ใช่พ่อแม่ของคุณ ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมาคอยรองรับอารมณ์หรือตามใจนิสัยเสียๆ ของคุณ”
แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวของชายชาติทหารอย่างลู่ฉางเจิงนั้นรุนแรงมาก
ต่อให้หลิวหว่านเยว่จะเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจ พอเจอลู่ฉางเจิงทำหน้านิ่งขรึมใส่ พร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา เธอก็ถึงกับหน้าถอดสี ตัวสั่นงันงก
เธอเงยหน้ามองลู่ฉางเจิงอย่างตะลึงงัน “เธอกับแม่ของเธอ คิดจะเข้ามาทำลายครอบครัวของคนอื่นคุณรู้บ้างไหม?”
“ไม่ใช่แล้ว หว่านเยว่...” หลิวหมิงฮุยรีบดึงมือหลิวหว่านเยว่ไว้ พยายามจะหยุดปากพาซวยของญาติผู้น้อง “เธอจะไปฟังเจ้ากัวเลี่ยงพูดพล่อยๆ ไม่กี่ประโยค แล้วเก็บเอามาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้นะ”
“พูดพล่อยๆ งั้นเหรอ? พี่เองก็ยอมรับไม่ใช่เหรอ ว่ายัยนี่เป็นลูกสาวที่เกิดจากเมียน้อยข้างนอกของพ่อฉัน?”
หลิวหว่านเยว่ชี้หน้าเจียงถัง พร้อมกับหันไปคาดคั้นเอาคำตอบจากหลิวหมิงฮุย
ลู่ฉางเจิงฟังความหมายในคำพูดของหลิวหว่านเยว่ออกแล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เลวร้ายมาก
เจียงถังเองก็เข้าใจความหมายนั้นแล้วเช่นกัน
“เธอคิดว่า ฉันกับเธอเป็นพี่น้องกันเหรอ?”
น้ำเสียงของโสมน้อยเวลามีคนพูดด้วย มักจะใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลชวนฟังอยู่เสมอ ต่อให้ประโยคถัดไปที่เธอจะพูดออกมามันจะมีความหมายที่รุนแรงจนคนฟังแทบกระอักเลือด เธอก็ยังคงใช้น้ำเสียงนุ่มนวลแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“เธออย่ามานับญาติมั่วซั่วนะ ฉันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเธอสักหน่อย พี่น้องของฉันล้วนแต่หน้าตาขาวผ่องน่ารักเหมือนๆ กับฉัน พวกเธอไม่ได้ตัวดำปิ๊ดปี๋แบบนี้หรอกนะ”
เดิมทีหลิวหว่านเยว่ก็มีไฟโทสะสุมอยู่ในอกจนแน่นไปหมดแล้ว พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเจียงถัง เธอก็ยังมึนงงปรับอารมณ์ตามไม่ทันว่ามันหมายความว่าอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง สมองของเธอถึงประมวลผลสำเร็จ
“เธอว่าฉันขี้เหร่เหรอ?”
เธอชี้มาที่ปลายจมูกของตัวเอง จ้องมองเจียงถังตาถลนด้วยความไม่อยากจะเชื่อหู
เจียงถังทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง “เธออยากฟังเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกล่ะ?”
คำถามย้อนกลับของเธอ มันต่างอะไรกับการยืนยันว่าหลิวหว่านเยว่เป็นยัยตัวน่าเกลียด?
หลิวหว่านเยว่โกรธจนสติขาดผึง
“แก... แก... แก...”
นิ้วที่ชี้หน้าเจียงถัง สั่นระริกไปหมดเพราะความโมโห
เจียงถังยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ แถมยังหวังดีช่วยออกความคิดเห็นให้หลิวหว่านเยว่อีกด้วยความใสซื่อ
“เธอมาโมโหใส่ฉันมันไม่มีประโยชน์หรอกนะ ก็ฉันไม่ได้เป็นคนหลอกเธอนี่นา ว่าฉันเป็นลูกสาวพ่อเธอน่ะ ใครเป็นคนหลอกเธอ เธอไปหาคนนั้นสิ ไปตีเขาสักทีสองทีเพื่อระบายอารมณ์ก็ได้”
พูดจบประโยค เธอก็หันไปมองหลิวหมิงฮุย คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวังและรังเกียจ “ถึงแม้หัวหน้าสถานีจะบอกให้เธอเรียกฉันว่าอาจารย์ แต่ฉันค้นพบว่าเธอหัวทึบเกินไป สอนเธอแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก!”
“ฉันไม่ชอบลูกศิษย์หัวทึบ แบบนี้จะทำให้ชื่อเสียงของฉันเสียหายเอาได้ ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ของพวกเราจบลงแค่นี้แหละนะ!”
พูดจบเธอก็ลากแขนเสื้อลู่ฉางเจิงเดินจากไป ไม่สนใจเลยว่าสองพี่น้องตระกูลหลิวจะยืนอึ้งทำหน้าตายังไง
หลิวหว่านเยว่ได้สติกลับมา เธอมองตามหลังเจียงถังที่เดินไกลออกไปแล้ว ก่อนจะหันมาถามหลิวหมิงฮุยด้วยความเจ็บใจ “นังเจียงถังนี่มันนิสัยเสียแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ?”
หลิวหมิงฮุยหน้าซีดเผือด ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจอารมณ์ของหลิวหว่านเยว่แล้ว
ในหัวของเขามีแต่เสียงก้องว่า เขาโดนเจียงถังรังเกียจเข้าแล้ว?
เพิ่งจะฝากตัวเป็นศิษย์ไปเมื่อวาน วันนี้สถานะศิษย์อาจารย์ก็ปลิวหายไปแล้ว?
ในใจของเขา จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่างโหวงแปลกประหลาด เหมือนกับว่าเขาได้พลาดโอกาสสำคัญที่สุดในชีวิตไป...
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?
“พวกเธอมายืนทำอะไรกันตรงนี้?”
หลิวเจี้ยนกั๋วที่พาภรรยาออกมาเดินซื้อของ บังเอิญเห็นหลานชายกับลูกสาวยืนทื่อเป็นก้อนหินอยู่ข้างถนนพอดี
เขาจึงเอ่ยถามออกไปอย่างไม่สบอารมณ์นักเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของเด็กทั้งสอง
ตอนนี้หลิวหว่านเยว่กำลังโมโหเลือดขึ้นหน้า เธอไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือสนใจว่าแม่ของเธอจะอยู่ด้วยหรือไม่ เธอก้าวเข้าไปประจันหน้ากับหลิวเจี้ยนกั๋วทันที “พ่อ พ่อห้ามรับผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านเรานะ”
“ตระกูลหลิวของพวกเรา จะไม่มีวันยอมให้หล่อนก้าวเท้าเข้าบ้านเด็ดขาด”
“อะไรนะ?”
หลิวเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วจนเป็นปม “ลูกพูดเรื่องอะไร? ผู้หญิงที่ไหน?” สายตาของเขาละจากลูกสาวที่กำลังทำหน้าบึ้งตึง ไปหยุดอยู่ที่หลานชายซึ่งยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ
“หมิงฮุย นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
น้ำเสียงของหลิวเจี้ยนกั๋วน่าเกรงขามโดยไม่ต้องตะคอก “อยู่ดีๆ ยัยหว่านเยว่พูดจาเพ้อเจ้ออะไร?”
หูตงเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าสงสัยไม่แพ้กัน เธอมองลูกสาวสลับกับหลานชาย ไม่เข้าใจเลยว่าเด็กสองคนนี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร
ภายใต้แรงกดดันจากทั้งอาและอาสะใภ้ หลิวหมิงฮุยทำได้เพียงพึมพำออกมาเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ “คือสหายเจียงถังครับ...”
“เสี่ยวเจียง? เสี่ยวเจียงทำอะไรให้พวกเธอ?”
พอได้ยินชื่อเจียงถัง น้ำเสียงของหลิวเจี้ยนกั๋วก็เคร่งเครียดจริงจังขึ้นมาทันที
สายตาที่จ้องมองหลิวหว่านเยว่เปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีด
ท่าทีของเขาบอกให้หลิวหว่านเยว่กับหลิวหมิงฮุยรู้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ปกติแล้วหลิวหว่านเยว่เป็นคนที่ถูกตามใจมาตลอดเวลาอยู่ที่บ้าน นิสัยจึงค่อนข้างจะเอาแต่ใจ เมื่อครู่เพิ่งจะเสียหน้าให้กับเจียงถังมาหมาดๆ ตอนนี้ความอัดอั้นตันใจก้อนนั้นไม่ว่าจะยังไงก็ต้องระบายออกมาให้ได้
“ถึงเวลาขนาดนี้แล้วพ่อยังจะมาแกล้งไขสืออีกเหรอ? ใครๆ เขาก็รู้กันหมดแล้วว่ายัยนั่นเป็นลูกที่พ่อแอบไปทำไข่ทิ้งไว้กับผู้หญิงอื่นข้างนอก?”
“ลูกพูดว่าอะไรนะ?”
“ลูกพูดว่าอะไรนะ?”
หลิวเจี้ยนกั๋วและหูตงเหมย สองสามีภรรยาอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึง
“หว่านเยว่ ใครเป็นคนบอกลูก?”
ยังไม่ทันที่สามีจะเอ่ยปาก หูตงเหมยก็ตวาดถามลูกสาวเสียงเข้มด้วยความตื่นตระหนก “ลูกรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไรออกมา?”
ยุคสมัยนี้เรื่องพรรค์นี้เขาเข้มงวดกันมาก มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทางจริยธรรมและการเมือง
ถ้าหากคำพูดของลูกสาวมีคนอื่นมาได้ยินเข้า แล้วเอาไปแจ้งทางการสุ่มสี่สุ่มห้า อย่าว่าแต่อนาคตของสามีจะดับวูบเลย ดีไม่ดีอาจจะโดนสอบสวนและโดนลงโทษอย่างหนัก
ด้วยเหตุนี้ หูตงเหมยถึงได้ดูดุร้ายและจริงจังขนาดนี้
หลิวหว่านเยว่น้อยครั้งมากที่จะเห็นแม่ของตัวเองดุขนาดนี้ เธอเองก็เริ่มจะตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยทิฐิเธอก็ยังตอบกลับไปเสียงอ้อมแอ้ม “แม่... แม่มาถามหนูทำไม? เรื่องนี้แม่ต้องไปถามพ่อสิ พ่อเขาเป็นคนต้นระ...”
พูดยังไม่ทันจบประโยค หลิวเจี้ยนกั๋วก็พูดแทรกขึ้นมาขัดจังหวะหลิวหว่านเยว่ทันทีด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ใครเป็นคนบอกลูก?”
[จบบท]