บทที่ 88: เลิกอุ้มชูคนที่ไม่เอาถ่าน
หลิวหว่านเยว่โกรธจัดจนดวงตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า เธอจ้องมองเจียงถังอย่างกินเลือดกินเนื้ออยู่นานสองนาน แต่สมองกลับตื้อตันจนสรรหาคำพูดใดมาตอกกลับหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้เลยสักคำ
เสียงหัวเราะคิกคักของเติ้งผิงดังเล็ดลอดมาจากหน้าประตู ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องดูน่าขันปนตึงเครียด
หลิวเจี้ยนกั๋วยืนสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ทว่าสีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนไปมาอย่างซับซ้อน ยากจะคาดเดาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
จะมีก็แต่เจียงถังเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าจริงจังใสซื่อ
สิ่งที่เธอพูดคือความจริงล้วนๆ เธอไม่เคยคิดจะล้อเล่นกับใคร
เจ้าโสมน้อยผู้นี้นอกจากจะไม่ชอบล้อเล่นแล้ว เธอยังเป็นคนตรงต่อเวลาและเห็นคุณค่าของเวลาเป็นที่สุด
เธอไม่สนใจหรอกว่าวาจาขวานผ่าซากของตัวเองจะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ใครบ้าง เจียงถังหันไปถามหลิวเจี้ยนกั๋วด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น แจ้งให้ทราบว่าเธอหาผู้ช่วยคนใหม่ได้แล้ว และจะพาคนคนนี้ไปลุยงานที่ฟาร์มด้วยกัน
“คนชื่อหลิวหมิงฮุยเขาหัวทึบเกินไปค่ะคุณลุง ฉันไม่เอาเขาแล้วนะ” เจียงถังพูดพลางย่นจมูกเล็กน้อย แววตาฉายความรังเกียจออกมาอย่างเปิดเผยแบบไม่มีปิดบัง
หลิวเจี้ยนกั๋วได้สติกลับคืนมา ในใจลึกๆ ก็อดเสียดายแทนหลานชายไม่ได้ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีหนทางแก้ไขอะไรได้แล้ว
เมื่อวานเกิดเรื่องงามหน้าขนาดนั้น เขาเองก็ไม่มีหน้าพอที่จะยัดเยียดหลิวหมิงฮุยให้ไปติดตามเจียงถังได้อีก
“คนใหม่เป็นใครล่ะ ไว้ใจได้หรือเปล่า”
ด้วยความเอ็นดูและคาดหวังในตัวเจียงถัง ต่อให้เธอจะเปลี่ยนผู้ช่วยกี่คน หลิวเจี้ยนกั๋วก็ยังต้องตรวจสอบความประพฤติของคนคนนั้นเพื่อความสบายใจ
เจียงถังจึงกวักมือเรียกเติ้งผิงให้เดินเข้ามาในห้อง
หลิวเจี้ยนกั๋วพิจารณาเติ้งผิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มจางๆ ออกมา “เอาเถอะ พวกเธอไปกันได้ ไปทำงานที่ฟาร์มให้เต็มที่นะสหายเจียงถัง ลุงรอวันที่พวกเธอจะทำให้ฟาร์มของเราร่ำรวยขึ้นมา ทุกคนจะได้กินดีอยู่ดีกันถ้วนหน้าเสียที”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจที่มีต่อเจียงถัง
แต่สำหรับเจียงถังแล้ว เรื่องจุกจิกพวกนี้ไม่ได้รกสมองเธอเลยสักนิด
เธอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะยิงคำถามใส่หลิวเจี้ยนกั๋วต่อทันทีว่า การที่เติ้งผิงไปทำงานที่ฟาร์มนั้น จะต้องรับเงินเดือนที่สถานีเครื่องจักรกลฯ หรือต้องไปเบิกที่ฟาร์มกันแน่
เติ้งผิงถึงกับยืนนิ่งอึ้ง...
คาดไม่ถึงเลยว่ายัยเด็กบื้อคนนี้จะรู้จักทวงสิทธิประโยชน์เรื่องเงินเดือนให้เธอด้วย
ตัวเธอเองเตรียมใจมาทำงานฟรีการกุศลด้วยซ้ำ
“ให้เบิกที่นี่แหละ ทางสถานีเรายังพอมีกำลังเลี้ยงดูพนักงานเพิ่มได้อีกสักคน” หลิวเจี้ยนกั๋วใช้เวลาไตร่ตรองเพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
เขามอบเงินเดือนให้เติ้งผิงเดือนละสามสิบหยวน
ตัวเลขนี้เท่ากับเงินเดือนของเจียงถัง และมากกว่าที่เติ้งผิงเคยได้รับจากสหกรณ์ร้านค้าถึงสองหยวน
เดิมทีเติ้งผิงวางตัวเป็นคนนอกที่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวอะไร แต่พอได้ยินเรื่องเงินเดือน เธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปาก
“จะดีเหรอคะท่านหัวหน้า”
“ถ้ามันไม่เหมาะสม ให้ฉันรับน้อยกว่านี้ก็ได้นะคะ”
ท่าทีเกรงใจของเติ้งผิงทำให้หลิวเจี้ยนกั๋วแปลกใจเล็กน้อย
เขายิ้มอย่างใจดี “เหมาะสมสิ ไม่เป็นไรหรอก คนที่สหายเจียงถังเลือกมา ลุงเชื่อว่าต้องเป็นคนมีฝีมือแน่นอน”
“การที่สถานีเครื่องจักรกลฯ สามารถดึงตัวคนเก่งมาร่วมงาน และมอบค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อให้ นั่นถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราอยู่แล้ว” ทัศนคติของหลิวเจี้ยนกั๋วนั้นน่านับถือยิ่งนัก
คำพูดนี้ทำเอาเติ้งผิงอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า พ่อที่ประเสริฐขนาดนี้ เลี้ยงลูกสาวอย่างหลิวหว่านเยว่ออกมาให้มีนิสัยเหมือนคนบ้าที่มองโลกในแง่ร้ายแบบนั้นได้ยังไงกันนะ?
เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากห้องทำงานของหลิวเจี้ยนกั๋ว
เติ้งผิงก็รีบกระซิบถามเจียงถังทันทีว่าไปทำอีท่าไหน หลิวหว่านเยว่ถึงได้มองแรงเหมือนอยากจะฉีกอกเธอขนาดนั้น
“เธอต้องไปทำอะไรให้เขาของขึ้นแน่ๆ”
“เปล่านะ” เจียงถังทำหน้ามุ่ย ดวงตากลมโตฉายแววบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “หล่อนบอกว่าฉันหน้าเหมือนพี่น้องของหล่อน ฉันก็เลยบอกว่าไม่ใช่ค่ะ พี่น้องของฉันทุกคนหน้าตาดีกันทั้งนั้น”
“....”
เติ้งผิงถึงกับมุมปากกระตุก “แค่เธอปฏิเสธว่าไม่ใช่ก็จบแล้วไหม ทำไมต้องแถมประโยคหลังไปด้วยล่ะ นั่นมันด่าว่าเขาขี้เหร่ชัดๆ”
“เอ๊ะ? แบบนั้นเองเหรอ เป็นความผิดของฉันสินะ”
เจ้าโสมน้อยยอมรับผิดแต่โดยดี “ฉันนึกว่าคนเราจะชอบฟังความจริงกันเสียอีก”
เติ้งผิงกุมขมับ...
เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงลางมรณะรำไร การต้องมาเป็นพี่เลี้ยงให้เจียงถังแบบนี้ อนาคตข้างหน้าถ้าไม่โดนรุมประชาทัณฑ์ตาย ก็คงโดนคำพูดใสซื่อของแม่คุณพาทัวร์ลงจนจมน้ำลายตายแน่ๆ
“เอ่อ... สหายเจียงถังครับ...”
เสียงตะกุกตะกักของหลิวหมิงฮุยดังขึ้นไม่ไกล เจียงถังเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไรครับ คือว่า... ผมขอโทษนะครับ...”
หลิวหมิงฮุยโค้งตัวขอโทษด้วยความจริงใจ
กัวเลี่ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นกัน
“ขอโทษจริงๆ ครับสหายเจียงถัง ก่อนหน้านี้ปากผมมันพาซวยเอง ทำให้คุณต้องถูกสหายหลิวหว่านเยว่เข้าใจผิด ผมขอโทษครับ”
ถือว่ายังมีความเป็นลูกผู้ชายที่กล้าทำกล้ารับ
เจียงถังเองก็ไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์
เธอไม่โกรธจริงๆ นั่นแหละ
“ไม่เป็นไรค่ะ! ฉันไม่ได้โกรธหรอกนะ”
พูดจบเธอก็เลิกสนใจสองหนุ่มนั่นทันที หันไปกวักมือเรียกเติ้งผิงยิกๆ ให้รีบออกเดินทาง
“เหลือเวลาอีกแค่หกเดือนกว่าๆ ก็จะปีใหม่แล้ว เวลาของพวกเราเหลือน้อยเต็มทีแล้วนะ”
เติ้งผิงที่โดนลากแขนจนตัวปลิว พอได้ยินประโยคชวนขนลุกนั่นก็อดบ่นไม่ได้
“พูดอะไรว่าเวลาเหลือน้อย พวกเราไม่ได้จะรีบไปตายเสียหน่อย เธอเลิกดึงฉันได้แล้ว ฉันเดินเองได้ย่ะ”
ถึงปากจะบ่นอุบ แต่เท้าของเติ้งผิงก็สับระรัวตามแรงลากไปโดยอัตโนมัติ
เจียงถังเข็นจักรยานออกมา เธอขึ้นคร่อมแล้วให้เติ้งผิงซ้อนท้าย
“เร็วเข้าสิ”
“รู้แล้วๆ เร่งจังเลยแม่คุณ”
จักรยานคันเก่งพาทั้งสองมุ่งหน้าออกจากสถานีเครื่องจักรกลฯ ไปอย่างรวดเร็ว
หลิวหมิงฮุยยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเจียงถังที่ค่อยๆ เลือนหายไปจนลับตา ความรู้สึกในอกของเขาตีกันยุ่งเหยิงราวกับมีใครเอาเครื่องปรุงรสสารพัดชนิดมาเทรวมกัน มันจุกอกจนบอกไม่ถูก
ดูเหมือนว่าเขาได้ทำโอกาสทองหลุดมือไปเสียแล้ว และคงไม่มีวันหวนกลับมาอีก
บนห้องทำงาน หลิวเจี้ยนกั๋วยืนเอามือไพล่หลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าต่าง เขาเห็นหลานชายยืนเหม่อลอยเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก แล้วก็ปรายตามองลูกสาวที่นั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่มุมห้อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอา
ลูกหลานตระกูลหลิวรุ่นนี้ ช่างไร้ความสามารถและโง่เขลายิ่งกว่ารุ่นก่อนๆ เสียอีก
หลานชายที่เขาหมายมั่นปั้นมือ อุตส่าห์สร้างบันไดทองพาดรอไว้ให้ ประคองจนเกือบจะถึงยอด
แต่บันไดที่เขาทุ่มเทสร้างมากับมือ กลับถูกเจ้าหลานโง่คนนี้รื้อทิ้งเองกับมือ...
ช่างเถอะ พอที ไม่เอาแล้ว ปล่อยให้พวกมันไปตามยถากรรมเถอะ
คนที่ไม่เอาถ่าน ต่อให้เข็นจนตายก็ไม่ขึ้น เขาจะไม่เสียเวลาอุ้มชูอีกต่อไปแล้ว
ตัดภาพมาที่ฟาร์มฮงซิง
หลัวหงเว่ยพอได้ยินว่าเจียงถังจะย้ายมาประจำการที่เล้าหมู เขาถึงกับยืนอ้าปากค้างทำตัวไม่ถูก
ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เขาดีใจจนพูดไม่ออกต่างหาก
“เอ่อ สหายเจียงถัง นี่คุณลาออกจากสถานีเครื่องจักรกลฯ แล้วย้ายมาอยู่กับฟาร์มเราถาวรเลยเหรอครับ”
“ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ทางโน้นส่งมาค่ะ มาเพื่อชี้แนะแนวทางให้ฟาร์มเรารวยระเบิดเถิดเทิงโดยเฉพาะ” เจียงถังประกาศจุดยืนและภารกิจของตัวเองด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง
บรรดาเจ้าหน้าที่ฟาร์มที่มารายงานตัวกับหลัวหงเว่ยต่างพากันแอบขำในใจ
แม่หนูคนนี้แค่ฟลุคจับสายลับได้สองครั้ง ก็มั่นหน้าถึงขนาดคิดว่าจะพาฟาร์มรวยได้เชียวรึ?
ฟังยังไงก็เหมือนเรื่องเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้
เจียงถังคร้านจะเสียเวลาอธิบายให้คนพวกนี้เข้าใจ เธอถือคติว่าผลงานย่อมเสียงดังกว่าคำพูดเสมอ
ผิดกับหลัวหงเว่ยที่เคยประจักษ์ในความเทพของเจียงถังมาแล้ว เขารีบมอบอำนาจบริหารจัดการเขตเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดให้เจียงถังดูแลทันทีแบบไม่ต้องคิดเยอะ
“สหายท่านนี้คงเป็นผู้ช่วยของคุณสินะครับ ต่อไปถ้าพวกคุณต้องการอะไรที่เขตเลี้ยงสัตว์ ก็มาแจ้งผมได้โดยตรงเลยไม่ต้องเกรงใจ”
หลัวหงเว่ยทำงานรวดเร็วฉับไวสมกับเป็นผู้นำ
คนยุคนี้ส่วนใหญ่จิตใจดีงามซื่อสัตย์ อาจจะมีพวกคิดคดทรยศปะปนอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก
แม้พวกเขาอาจจะมีความรู้ไม่มาก แต่ความจริงใจนั้นมีเต็มร้อย
อย่างตอนนี้ พอหลัวหงเว่ยบอกว่าจะพาเจียงถังไปดูเขตเลี้ยงสัตว์ เหล่าเจ้าหน้าที่ที่มารายงานงานต่างก็ขอกระเตงตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฟาร์มฮงซิงเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ กินพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
นอกจากพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่นับพันไร่แล้ว ยังมีป่าไม้และเขตปศุสัตว์ขนาดใหญ่
ในยุคที่อุตสาหกรรมยังไม่พัฒนา กิจการเลี้ยงสัตว์ของฟาร์มถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้
เจียงถังยังเดินไปไม่ถึงเขตเลี้ยงสัตว์ จมูกของเธอก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นตุๆ ที่ลอยมาตามลม
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันที
เติ้งผิงถึงกับต้องหยุดเดิน ยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยสีหน้ารังเกียจขั้นสุด “นี่คอกหมูหรือบ่อขยะเนี่ย ไม่ได้ล้างมาชาตินึงแล้วหรือไง สภาพเน่าขนาดนี้จะไปเลี้ยงหมูให้รอดได้ยังไงกัน”
[จบบท]