บทที่ 96: ใครกล้าแตะต้องเจียงถังก็ลองดู!
ส่วนเรื่องที่หวังชุนขู่ว่าจะไปอาละวาดที่ค่ายทหารเพื่อให้ลูกชายของเธอถูกไล่ออกจากงานนั้นน่ะหรือ
หากหล่อนมีความสามารถมากพอจะทำแบบนั้นได้ ก็เชิญไปอาละวาดให้เต็มที่ได้เลย คอยดูสิว่าถึงเวลานั้นลู่ฉางเจิงจะจัดการกับสองผัวเมียคู่นั้นอย่างไร
ในฐานะแม่ เหอลี่หัวรู้จักนิสัยใจคอลูกชายของตัวเองดีที่สุด ดีเสียยิ่งกว่าใครในโลกนี้
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเปลี่ยนใจและยืนยันหนักแน่นว่าจะแต่งงานกับเจียงถัง นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า เจียงถังได้ก้าวเข้าไปยึดพื้นที่กลางดวงใจของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหวังชุน หรือแม้แต่พี่แท้ๆ อย่างเจียงต้าอู่ หากพวกเขามั่นใจว่าสามารถแตะต้องยอดดวงใจของลู่ฉางเจิงได้โดยไม่เจ็บตัว ก็ให้พวกเขาลองเสี่ยงดู
“เธอนี่ไม่กังวลกับเรื่องนี้เลยสักนิดจริงๆ นะ”
หลี่เหวินลี่เปรยขึ้นมา ขณะที่ภายในใจกลับรู้สึกอิจฉาเพื่อนสนิทคนนี้เหลือเกิน
เธออิจฉาในความเด็ดเดี่ยว ความปล่อยวาง และความมั่นใจในครอบครัวของเหอลี่หัว
เหอลี่หัวจัดการจ่ายค่าโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยก็เดินนำออกมาด้านนอกพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“กังวลอะไร จะให้กังวลว่าคนพวกนั้นจะมาก่อความวุ่นวายงั้นหรือ เรื่องนั้นคงต้องลองไปถามพี่น้องตระกูลเหอของฉัน กับพวกหลานชายตัวโตๆ ของฉันดูก่อนนะ ว่าพวกเขาจะยอมให้ใครมาหยามหน้าหลานสะใภ้หรือเปล่า”
จริงอยู่ที่เหอลี่หัวเป็นหม้ายสามีเสียชีวิต แถมลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวก็ต้องไปประจำการเป็นทหารอยู่ต่างถิ่น
แต่บ้านเดิมตระกูลเหอของเธอนั้นแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขนาดไหน ใครๆ ก็รู้
เธอมีพี่ชายสองคน น้องชายอีกหนึ่งคน แถมยังมีหลานชายฉกรรจ์อีกตั้งห้าคน แต่ละคนถ้าให้ก้าวออกมาจัดการเจียงต้าอู่ รับรองว่าได้ลงไปนอนนับดาวแน่นอน
ดังนั้นเธอจึงไม่กังวลเลยสักนิดว่าคนอย่างเจียงต้าอู่กับหวังชุนจะก่อคลื่นลมอะไรได้
หลี่เหวินลี่นึกภาพตามถึงอิทธิพลและความสามัคคีของพี่น้องตระกูลเหอ พลันความน้อยเนื้อต่ำใจก็แล่นเข้ามาจุกที่อกจนต้องถอนหายใจยาว
นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้ แต่แข่งบุญวาสนามันแข่งกันไม่ได้จริงๆ
หันกลับมามองญาติพี่น้องฝ่ายตัวเอง วันๆ เอาแต่จ้องจะขุดหลุมวางแผนเอาเปรียบ พยายามจะสูบเลือดสูบเนื้อจากเธอไม่หยุดหย่อน
ผิดกับพี่น้องบ้านเดิมของเหอลี่หัวที่นอกจากจะประสบความสำเร็จมีหน้ามีตาในสังคมกันทุกคนแล้ว ยังรักและตามใจน้องสาวคนนี้เหมือนสมัยที่ยังเป็นสาวรุ่นไม่เคยเปลี่ยน
เฮ้อ... ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
ในขณะที่หลี่เหวินลี่กำลังจมอยู่กับความคิด หญิงสาวในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศก็เดินตรงเข้ามา รูปร่างสูงโปร่งระหง ใบหน้าสะสวยโดดเด่น มองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นตำรวจหญิงเพียงหนึ่งเดียวประจำเมืองนี้
เหอเหวินจิ้ง
หลานสาวคนเก่ง และเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวในบรรดาหลานรุ่นเล็กของตระกูลเหอ
“คุณอา มาทำธุระแถวนี้หรือคะ”
เหอเหวินจิ้งเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปยิ้มให้หลี่เหวินลี่ตามมารยาท
ทันทีที่เห็นหน้าหลานสาวคนโปรด เหอลี่หัวก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ อามาโทรหาพี่สะใภ้ของหลาน บอกเขาหน่อยว่าส่งของไปให้แล้ว ให้เขาคอยดูแล้วไปรับที่ไปรษณีย์ด้วย”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง แล้วอาได้บอกเรื่องทางบ้านตระกูลเจียงกับพี่ฉางเจิงไปหรือยังคะ” เหอเหวินจิ้งถามด้วยความใส่ใจ
“อาไม่ได้บอก ฟังจากน้ำเสียงของพี่สะใภ้เราแล้ว พี่ชายตัวดีน่าจะออกไปทำภารกิจ ยัยหนูเจียงถังเสียงเครือเหมือนคนน้อยใจ อยากจะร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยล่ะ”
แม้เจียงถังจะไม่ได้ฟ้องหรือเล่าอะไรให้ฟัง แต่คนอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเหอลี่หัวมีหรือจะดูไม่ออก เพียงแค่ฟังน้ำเสียงลูกสะใภ้ เธอก็คาดเดาสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง
เหอเหวินจิ้งได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณอา พี่สะใภ้ยังเด็กอยู่เลยนี่คะ เธออายุน้อยกว่าหนูตั้งหลายปี”
“นั่นสิ เจียงถังยังเด็กนัก เรื่องเน่าเฟะของบ้านตระกูลเจียงพวกนี้ อย่าไปบอกให้แกรำคาญใจเลยดีกว่า”
“ค่ะ คุณอาไม่ต้องห่วงนะคะ เรื่องนี้หนูบอกพ่อแล้ว พ่อบอกว่าถ้าคนบ้านเจียงกล้าทำอะไรบ้าๆ ก็อย่าโทษที่คนตระกูลเหอของเราจะใช้พวกมากรังแกคนน้อยก็แล้วกัน”
ประโยคนี้ยืนยันชัดเจน การปกป้องจากคนตระกูลเหอคือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดของเหอลี่หัวและลูกสะใภ้
เหอลี่หัวแสร้งทำเป็นค้อนใส่หลานสาวด้วยความเอ็นดู
“เรานี่นะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็โทรไปรบกวนพ่อเราแล้ว วันๆ เขาประชุมยุ่งจะตายไป”
“ยุ่งแค่ไหนก็ยอมให้คนนอกมารังแกน้องสาวตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ จริงไหมคะ” เหอเหวินจิ้งย้อนถามอย่างรู้ทัน
“แล้วลุงใหญ่กับอาสามของหลานล่ะ พวกเขารู้เรื่องนี้หรือยัง”
“ยังค่ะ ขืนบอกไป มีหวังอาสามระเบิดลงแน่ นิสัยใจร้อนแบบนั้นหนูไม่กล้าเสี่ยงหรอกค่ะ กลัวเขาจะบุกไปตีคน ถึงตอนนั้นหนูต้องไปจับเขาเข้าตารางคงจะกระอักกระอ่วนพิลึก”
“พูดก็ถูกนะ หัวหน้าตัวเองโดนตัวเองจับเข้าคุก แค่คิดก็ขายหน้าแย่แล้ว”
สองอาหลานพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินเคียงคู่กันมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลลู่
ตัดภาพมาที่เขตบ้านพักทหาร เจียงถังเดินตาแดงๆ จมูกแดงๆ ออกมาจากที่ทำการไปรษณีย์
เติ้งผิงที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูรออยู่ เห็นท่าทางของเพื่อนสาวก็อดไม่ได้ที่จะยืดตัวตรงแล้วส่งสายตาล้อเลียนไปให้
น้ำเสียงของเธอยียวนกวนประสาทตามสไตล์
“คุยโทรศัพท์แค่นี้ถึงกับซาบซึ้งน้ำตาคลอเบ้าขนาดนี้เลยเชียว คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นแม่แท้ๆ ไม่ใช่แม่สามีนะเนี่ย”
“ก็คือแม่แท้ๆ”
เจียงถังสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เติ้งผิงยกสองมือขึ้นระดับไหล่ทำท่ายอมแพ้
“โอเค โอเค เธอว่าใช่ก็ใช่ ตราบใดที่เธอมีความสุข เธอจะเรียกว่าแม่แบบไหนก็เป็นแม่แบบนั้นแหละจ้ะ”
“ท่านคือแม่ของฉัน”
“รู้แล้ว รู้แล้วน่า แม่ทูนหัว ไม่มีใครแย่งเธอหรอก”
“ต่อให้แย่งก็แย่งไปไม่ได้”
เจียงถังยังคงยืนกรานเสียงแข็ง
ดวงตาคู่สวยที่มักจะทอประกายสดใสขี้เล่นอยู่เสมอ บัดนี้กลับมีหยาดน้ำใสๆ รื้นคลอ ขอบตาแดงก่ำสะท้อนความดื้อรั้นและความผูกพันที่เธอมีต่อแม่สามีอย่างชัดเจน
เติ้งผิงรู้ทันทีว่าต้องรีบตัดจบหัวข้อนี้
ขืนต่อความยาวสาวความยืด ไม่รู้ว่ายัยตัวแสบจะพ่นวาจาอะไรที่น่าตกตะลึงออกมาอีก
“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว เลิกดราม่าแล้วไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันกันเถอะ” ที่เธอมายืนดักรออยู่ตรงนี้ก็เพื่อจะชวนเจียงถังไปกินข้าวนั่นแหละ
“ไม่เอา”
เจียงถังปฏิเสธเสียงดังฟังชัด
เติ้งผิงที่กำลังจะหันหลังเดินนำถึงกับชะงักกึก หันขวับกลับมามองหน้าเจียงถังด้วยความงุนงง
“เดี๋ยวๆ เธอเคยพูดเองไม่ใช่เหรอว่า เรื่องกินถ้าไม่กระตือรือร้น แสดงว่าสมองมีปัญหา” เติ้งผิงหรี่ตามอง “นี่เธอยอมรับว่าสมองตัวเองมีปัญหาแล้วเหรอ”
นี่ถือเป็นปรากฏการณ์หาดูยากจริงๆ ปกติเรื่องกินเจียงถังไม่เคยพลาด
เติ้งผิงตั้งท่าจะหัวเราะเยาะให้สะใจ แต่ใครจะไปคิดว่าเจียงถังจะสวนกลับด้วยประโยคที่ทำให้เธอแทบกระอักเลือด
“อาการแบบนี้เขาเรียกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะมัวแต่คิดถึงคะนึงหา ผู้หญิงที่ไม่ได้รักสามีตัวเองอย่างเธอ ไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกลึกซึ้งนี้หรอก”
“หา?”
เติ้งผิงอ้าปากค้าง ถูกยัยตัวดีหลอกด่าว่าไร้หัวใจเข้าให้อีกดอก
แต่ยังไม่ทันจะได้โต้ตอบ เจียงถังก็สะบัดหน้าก้าวเท้าฉับๆ มุ่งหน้ากลับไปทางบ้านของตัวเองเสียแล้ว
“เดี๋ยวสิ! นี่มีหนุ่มที่ไหนมาจีบเธอหรือยังไงกันฮะ ถึงได้ทำตัวเป็นนางเอกนิยายรักแบบนี้!”
เติ้งผิงตะโกนไล่หลังด้วยความหมั่นไส้
เจียงถังไม่ตอบ แต่หันหลังกลับมาโบกมือลาหยอยๆ แล้วออกวิ่งเหยาะๆ หนีไปดื้อๆ
เติ้งผิงได้แต่ยืนกุมขมับ...
จบกัน ยัยนี่ปกติก็ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านเขาอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดูเพี้ยนหนักเข้าไปใหญ่
จากที่เคยคิดว่าลู่ฉางเจิงจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ช่าง ตอนนี้เติ้งผิงกลับต้องยกมือภาวนาขอให้เขารีบกลับมาเร็วๆ เถอะ
โลกนี้คงมีแค่ลู่ฉางเจิงคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่จะปราบยัยตัวแสบคนนี้ได้อยู่หมัด
เจียงถังวิ่งกลับมาจนถึงบ้าน
ทันทีที่ถึงบ้าน เธอก็จัดการล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนชุดนอนอย่างรวดเร็ว พอฟ้าเริ่มมืดลง เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงและข่มตาหลับทันที
เธอต้องรีบหลับให้เร็วที่สุด
เพราะเมื่อหลับแล้วตื่นขึ้นมา ก็จะเท่ากับว่าเวลาผ่านไปอีกหนึ่งวัน และวันที่ลู่ฉางเจิงจะกลับมาก็จะใกล้เข้ามาอีกนิด
ที่บ้านตระกูลสวีข้างๆ
จางหงอิงที่ท้องเริ่มป่องนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ประคองชามใส่หมั่นโถวร้อนๆ ตั้งใจจะเอามาแบ่งให้เจียงถัง แต่พอเดินมาถึงหน้าบ้านก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าบ้านทั้งหลังมืดสนิทไร้แสงไฟ
เธอลองผลักประตูรั้วดู ก็พบว่าถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านใน
“หรือว่าน้องสาวจะเข้านอนแล้ว”
จางหงอิงเดินถือชามกลับบ้านด้วยความงุนงง วางหมั่นโถวลงบนโต๊ะกินข้าว
สวีว่านหมินเห็นภรรยาถือของกลับมาก็ถามด้วยความแปลกใจ
“อ้าว เป็นอะไรไป สหายเจียงไม่อยากกินหมั่นโถวเหรอ”
“เปล่าค่ะ แต่ดูเหมือนเธอจะหลับไปแล้ว”
“เร็วขนาดนี้เชียว?”
สวีว่านหมินชะเง้อมองไปทางบ้านข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง
“คงไม่ใช่ว่าไม่สบายหรอกนะ”
ในฐานะเพื่อนบ้านรั้วติดกัน พวกเขาย่อมรู้ดีว่าช่วงนี้ลู่ฉางเจิงออกไปปฏิบัติภารกิจ ทิ้งให้ภรรยาสาวอยู่บ้านเพียงลำพัง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคอยเป็นหูเป็นตาและดูแลเจียงถังให้มากกว่าปกติ
“ไม่หรอกค่ะ เมื่อตอนบ่ายหนูเห็นคุณน้าเจียงยังดูร่าเริงดีอยู่เลยนะคะ”
เสียงใสๆ ของยายาแทรกขึ้นมา
จางหงอิงพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาว
“นั่นสิ เมื่อกี้ตอนเธอไปรับโทรศัพท์กลับมา ก็ยังดูปกติดีอยู่”
“งั้นก็น่าจะแค่อยากนอนเร็วเฉยๆ อย่าคิดมากเลยคุณ เก็บหมั่นโถวไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้ใหม่ก็ได้”
ภรรยากำลังตั้งครรภ์ สวีว่านหมินจึงไม่อยากให้เธอต้องกังวลใจมากเกินไป
จางหงอิงพยักหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ สายตายังคงมองไปทางบ้านที่มืดมิดข้างๆ
“ฉันว่าน้องสาวคงจะเหงาเพราะคิดถึงสหายลู่นั่นแหละค่ะ ข้าวใหม่ปลามันรักกันปานจะกลืนกินขนาดนั้น พอต้องห่างกันนานๆ ก็คงรู้สึกโหวงเหวงใจหายเป็นธรรมดา”
[จบบท]