ตำรวจมาถึงอย่างรวดเร็วและควบคุมตัวซู่อวี้เจิ้นไป สุดท้ายเธอถูกตัดสินจำคุกในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา
ไม่นานหลังจากนั้น สามีของเธอก็เสียชีวิต
เมื่อได้รับข่าว ซู่อวี้เจิ้นแทบหมดอาลัยตายอยาก อยากตามสามีไปให้พ้นความทุกข์
กระทั่งวันหนึ่ง กู้เหวินซินนำจดหมายที่สามีของเธอเขียนไว้ก่อนเสียชีวิตมาให้
ในจดหมาย เขาขอให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง ซู่อวี้เจิ้นจึงค่อยๆ ฮึดสู้ขึ้นมา
ขณะเดียวกัน กำลังใจจากเธอก็ช่วยให้หนิวเฉียวหยุนกลับมามีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง
และเป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสความรักแบบแม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อน
หลังพ้นโทษ หนิวเฉียวหยุนกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องอาศัยเก็บเศษอาหารประทังชีวิต
เมื่อซู่อวี้เจิ้นรู้เรื่อง ก็รีบตามหาเธอทันที พร้อมแนะนำให้ไปทำงานกับกู้เหวินซิน
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต หนิวเฉียวหยุนก็ถอนหายใจเบาๆ
“ไม่รู้ตอนนี้ป้าซู่เป็นยังไงบ้างในคุก... ถ้าไม่มีเธอ ฉันกับกู้เหวินซินก็คงไม่มีวันได้รู้จักกัน”
“สาวน้อย เติมลมยางรถสามล้อเสร็จแล้วนะ”
เสียงของชายชราดึงเธอกลับมาจากภวังค์
หนิวเฉียวหยุนหยิบเงินส่งให้พร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
ตอนเที่ยง เธอกลับถึงบ้าน กินอะไรรองท้องเล็กน้อย แล้ววางแผนจะไปห้างในช่วงบ่าย
เธอตั้งใจซื้อกางเกงผ้าฝ้ายให้ซู่อวี้เจิ้น แล้วส่งไปรษณีย์ไปให้
ตอนนี้ปลายเดือนสิงหาคมแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่เดือนกันยายน อากาศในปินโจวเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ
หนิวเฉียวหยุนอดเป็นห่วงอาการปวดขาเรื้อรังของซู่อวี้เจิ้นไม่ได้
ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอออกไปรับซื้อของเก่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนไม่มีเวลาคำนวณรายได้
เมื่อคืนเธอเพิ่งได้นั่งคิดบัญชี ผลลัพธ์ทำให้แม้แต่เธอเองยังตกใจ
เพียงครึ่งเดือน เธอทำกำไรได้ถึง สี่ร้อยยี่สิบแปดหยวน
เมื่อก่อน ตอนที่เธอทำงานรับซื้อของเก่า เคยได้ยินเจ้าของสถานีรับซื้อของเก่าเล่าอย่างติดตลกว่า
“พวกเราพลาดยุคทองกันหมดแล้ว คนที่ฉันเคยจ้าง เริ่มเก็บของเก่าตั้งแต่ปลายยุคแปดสิบ
หลังจากนั้นก็หาเงินได้มาก พาคนทั้งหมู่บ้านเข้ามาเก็บของในเมือง สุดท้ายเปิดสถานีรับซื้อของเก่าที่ใหญ่ที่สุดในปินโจว ไม่กี่ปีก่อนยังมองเห็นโอกาสในธุรกิจเหล็ก เลยขายกิจการแทบทั้งหมด ทุกวันนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว”
หนิวเฉียวหยุนถอนหายใจ
“คนเก็บของเก่าเหมือนกันแท้ๆ แต่ฉันได้แค่เดินตามรอยคนอื่น เก็บเศษกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
ตอนนี้เริ่มมีเงินเก็บแล้ว เธอจึงตั้งใจซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเองสักสองชุด
ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กู้เหวินซินไม่กลับบ้านเลย
หนิวเฉียวหยุนจึงวางแผนว่าจะไปเยี่ยมเขาที่ค่ายทหารในวันรุ่งขึ้น พร้อมนำแอปเปิลเชื่อมที่เธอทำเองไปฝากด้วย
ช่วงบ่าย หลังขายของเก่าเสร็จ เธอก็ปั่นรถสามล้อไปห้างสรรพสินค้า
ทันทีที่ขึ้นไปถึงแผนกเสื้อผ้าสตรีชั้นสาม สายตาของเธอก็สะดุดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวคอแต่งลูกไม้
และเสื้อคลุมถักสีเหลืองอ่อน เธอหันไปเรียกพนักงานขาย
“สหาย ช่วยหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อคลุมสีเหลืองตัวนั้นให้ฉันดูหน่อยได้ไหมคะ”
แต่พนักงานขายกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าคนอื่น
หนิวเฉียวหยุนคิดว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้ยิน จึงพูดดังขึ้น
“สหาย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อคลุมสีเหลืองตัวนั้นราคาเท่าไหร่คะ รบกวนช่วยหยิบให้ดูหน่อย”
พนักงานขายหันมามองด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนชี้ไปที่ป้ายราคา
“ไม่เห็นป้ายราคาหรือไง? ตามีไว้ทำอะไร คิดว่าซื้อไหวเหรอ?”
หนิวเฉียวหยุนยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่หนีออกจากบ้านตระกูลหนิว เธอรู้ว่าตัวเองดูยากจน
แต่การถูกดูแคลนเช่นนี้ ทำให้เธอเริ่มโมโห
“ในฐานะพนักงานขาย ผู้จัดการคุณไม่เคยสอนหรือคะว่าลูกค้าสำคัญที่สุด ถ้าบริการด้วยท่าทีแบบนี้ ห้างของคุณคงเจ๊งเข้าสักวัน”
พนักงานขายกลอกตา
“โอ้ ลูกค้าคนสำคัญงั้นเหรอ? กลับไปส่องกระจกก่อนเถอะ ถ้าลูกค้าสำคัญหน้าตาแบบคุณ ห้างนี้คงปิดกิจการไปนานแล้ว”
หนิวเฉียวหยุนขี้เกียจเสียเวลากับคนแบบนี้ เธอหันหลังเดินออกไป พร้อมพึมพำเบาๆ
“สายตาแย่แล้วยังบริการแย่อีก ไม่ช้าก็เร็วคงถูกไล่ออก กลับบ้านไปกินข้าวเถอะ”
พนักงานขายได้ยินก็เดือดดาล รีบลุกขึ้นเท้าเอวแล้วตะโกนตามหลัง
“นี่! แกด่าใคร กลับมานะ ถ้าแน่จริงก็ด่าต่อหน้าฉันอีกสิ!”
แต่หนิวเฉียวหยุนไม่แม้แต่จะหันกลับไป
การเถียงกับคนไร้เหตุผลก็ไม่ต่างอะไรจากลดคุณค่าของตัวเอง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงผู้ชายดังขึ้น
“จ้าวเสี่ยวเหยียน นี่เธอพูดกับลูกค้าแบบนี้อีกแล้วเหรอ? เดือนนี้เธอถูกร้องเรียนไปสามครั้งแล้วนะ ถ้าไม่อยากทำงานก็ลาออกไป!”
เมื่อเห็นผู้จัดการ จ้าวเสี่ยวเหยียนก็หน้าซีด รีบก้มหน้าพูดอย่างนอบน้อม
“ผู้จัดการ ฉันรู้ว่าผิดแล้วค่ะ คราวหน้าจะไม่ทำอีก”
หลังออกจากห้าง หนิวเฉียวหยุนเดินเข้าร้านเสื้อผ้าฝั่งตรงข้าม
ร้านไม่ใหญ่ แต่มีเสื้อผ้าแขวนเต็มไปหมด
เพียงก้าวเข้าไป เธอก็เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อคลุมสีเหลืองแบบเดียวกับที่เพิ่งดูในห้าง
“เจ้าของร้าน เสื้อเชิ้ตขาวกับเสื้อคลุมสีเหลืองชุดนี้ราคาเท่าไหร่คะ”
หญิงเจ้าของร้านผมดัดเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“พี่สาว ตาถึงจริงๆ ค่ะ ชุดนี้เพิ่งเข้าร้านเมื่อสองวันก่อนเอง ถ้าซื้อทั้งสองชิ้น ฉันคิดยี่สิบห้าหยวน”
ถูกกว่าห้างตั้งห้าหยวน หนิวเฉียวหยุนจึงตอบทันที
“เอาค่ะ ช่วยหาไซซ์ให้ฉันชุดหนึ่ง”
ขณะเก็บเสื้อผ้าลงถุง เจ้าของร้านก็แนะนำต่อ
“พี่สาว ดูเสื้อลายจุดสีแดงที่ฉันใส่อยู่สิคะ ใส่คู่กับกางเกงขายาวสีดำแบบนี้สวยมาก อีกไม่กี่วันอากาศก็เย็นแล้ว
ใส่เสื้อโค้ททับยิ่งดูดี”
ความจริง หนิวเฉียวหยุนสะดุดตาชุดนี้ตั้งแต่เดินเข้าร้าน จึงถามทันที
“ชุดที่คุณใส่อยู่ราคาเท่าไหร่คะ”
“เสื้อ กางเกง และเสื้อโค้ท รวมหกสิบเก้าหยวน แต่ถ้าซื้อทั้งชุด ฉันลดให้เหลือหกสิบห้าหยวนค่ะ”
หนิวเฉียวหยุนคิดว่าอีกไม่นานก็ต้องซื้อเสื้อโค้ทอยู่แล้ว จึงตัดสินใจทันที
“ตกลงค่ะ ช่วยห่อให้ด้วย”
เจ้าของร้านยังหยิบเสื้ออีกตัวขึ้นมาแนะนำ
“ตัวนี้ก็สวยนะคะ พี่สาวสนใจลองไหม”
หนิวเฉียวหยุนรีบยื่นเงินให้ พร้อมหัวเราะ
“อย่าแนะนำเลยค่ะ ถ้าคุณแนะนำต่อ ฉันคงหมดตัวแน่”
เจ้าของร้านหัวเราะตาม “พี่สาวพูดสนุกจัง ฉันดูออกว่าคุณเป็นนักธุรกิจ”
หนิวเฉียวหยุนแปลกใจ “ทั้งที่ฉันแต่งตัวโทรมขนาดนี้ คุณยังดูออกอีกเหรอ”
เจ้าของร้านยิ้มอย่างมั่นใจ
“ถ้าสายตาไม่ดี จะทำการค้าได้ยังไงล่ะคะ นี่ค่ะ ที่คาดผม ของแถมสำหรับคุณ ครั้งหน้ากลับมาอีกนะ
ฉันจะคิดราคาพิเศษให้”
หลังออกจากร้าน หนิวเฉียวหยุนอดเสียดายเงินไม่ได้
แต่พอนึกขึ้นได้ว่า หาเงินมาก็เพื่อใช้ ความรู้สึกเสียดายก็จางหายไป
ชาติก่อนเธอประหยัดจนเคยชิน มาชาตินี้ การใช้เงินก้อนใหญ่ยังทำให้รู้สึกไม่คุ้นอยู่บ้าง
หลังจากนั้น เธอไม่กล้าแวะดูร้านอื่นอีก
เธอซื้อกางเกงผ้าฝ้ายให้ซู่อวี้เจิ้นหนึ่งตัว แล้วแวะตลาดซื้อเนื้อ เตรียมกลับไปทำซาลาเปาไว้ให้กู้เหวินซิน
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิวเฉียวหยุนสวมเสื้อลายจุดสีแดงที่เพิ่งซื้อ พร้อมคาดผมด้วยที่คาดผมที่เจ้าของร้านแถมให้
เมื่อมองตัวเองในกระจก เธอก็อดยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ไม่ได้
ผ่านมาสองชาติ เพิ่งรู้วันนี้เองว่าแท้จริงแล้วเธอก็เป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีไม่น้อยเลยเหมือนกัน
ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ดวงตากลมสดใส และเมื่อยิ้มก็มีลักยิ้มทั้งสองข้าง
เธอขนอาหารที่เตรียมไว้ขึ้นรถสามล้ออย่างอารมณ์ดี ก่อนปั่นตรงไปยังค่ายทหาร
เมื่อมาถึง เหงื่อก็ชุ่มไปทั้งตัว แม้แต่ผมที่หวีไว้อย่างเรียบร้อยตั้งแต่เช้า ก็ยุ่งเหยิงเพราะแรงลมระหว่างทาง
ขณะที่กำลังจะปั่นรถเข้าไปในค่าย ทหารยามก็ยกมือห้าม
“สหาย ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้าเขตค่ายทหาร คุณมาหาใครครับ เดี๋ยวฉันไปเรียกให้”