หลังจากด่าจบ คุณยายเฉียนก็ยังไม่หายโมโห เธอเดินไปกระชากเฉียนจ้าวตี้ที่หลบอยู่มุมห้องออกมา ก่อนตบหน้าอย่างแรงจนเด็กสาวล้มลงกับพื้น
“จ้าวตี้!”
หนิวเฉียวหยุนรีบวิ่งเข้าไปประคอง พลางแตะหน้าผากก็พบว่าเด็กตัวร้อนจัดเพราะพิษไข้
เจ้าอ้วนเดือดดาลทันที เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อคุณยายเฉียน เตรียมฟาดหมัดใส่
“ยายแก่! แกยังมีหัวใจไหม ตีหลานตัวเองได้ลงคอ!”
“หยุด!”
หัวหน้าหมู่บ้านรีบเข้ามาคว้าหมัดของเจ้าอ้วนไว้ ขณะเดียวกันเสิ่นเหยียนเฟยกับโหวจื่อก็ปะทะกับพี่น้องตระกูลเฉียนจนเกิดความชุลมุน
“หยุด! เลิกตีกันเดี๋ยวนี้!”
หนิวเฉียวหยุนรีบตะโกนห้ามพร้อมหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะรู้ดีว่าหากเรื่องบานปลาย จะยิ่งพาเฉียนจ้าวตี้ออกไปได้ยากกว่าเดิม
เธอประคองเด็กขึ้นมา ก่อนหันไปถามคุณยายเฉียนอย่างตรงไปตรงมา
“บอกมาเถอะ ต้องการอะไรถึงจะยอมให้ฉันพาจ้าวตี้ไป?”
คุณยายเฉียนกลอกตา แล้วยื่นมือออกมาตรงหน้า
“ห้าร้อยหยวน! เอามา แล้วจะยกไอ้เด็กเวรนี่ให้!”
โหวจื่อแทบกระโดดขึ้นทันที
“ยายแก่! นี่คิดจะปล้นกันหรือไง? ค่าสินสอดในชนบทยังไม่ถึงเท่านี้เลย จะขายเด็กผอมแห้งคนหนึ่งตั้งห้าร้อยหยวน ทำไมไม่ไปปล้นเสียเลย!”
“ฉันเอาห้าร้อย ไม่ลดแม้แต่เฟินเดียว! ถ้าไม่จ่ายก็อย่าหวังพาตัวไป!”
หนิวเฉียวหยุนบีบมือเฉียนจ้าวตี้เบาๆ แล้วกระซิบเสียงต่ำที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“แกล้งเป็นลม”
เฉียนจ้าวตี้เข้าใจทันที เธอกลอกตาเล็กน้อยก่อนปล่อยตัวล้มลงหมดสติ
“จ้าวตี้! จ้าวตี้! ห้ามเป็นอะไรนะ!”
หนิวเฉียวหยุนรีบกอดเด็กไว้ ร้องเรียกเสียงดัง
เสิ่นเหยียนเฟยรีบย่อตัวลงตรวจดู หนิวเฉียวหยุนแอบขยิบตาให้ เขาจึงเข้าใจทันที ก่อนลุกขึ้นพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เด็กคนนี้หายใจอ่อนมาก ต้องรีบส่งโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้! ถ้าช้ากว่านี้อาจไม่รอด”
คุณยายเฉียนเริ่มหน้าเสีย หนิวเฉียวหยุนจึงรีบเสริม
“จ้าวตี้กำลังมีไข้สูง ถ้ารักษาไม่ทัน ต่อให้รอดก็อาจพิการทางสมองได้ แล้วฉันจะไม่จ่ายเงินให้ตระกูลเฉียนแม้แต่เซ็นต์เดียว!”
คุณยายเฉียนเริ่มร้อนใจ หากเด็กตาย เงินก็ไม่ได้สักบาท
“งั้น... สี่ร้อย! สี่ร้อยก็พอ!”
“สองร้อย”
“ไม่ได้! อย่างน้อยสามร้อย!”
“สองร้อย”
ทั้งสองต่อรองกันไปมา จนหัวหน้าหมู่บ้านต้องออกหน้าประนีประนอม
“แม่ของเทียนหนิว สองร้อยก็ไม่น้อยแล้ว ถ้าจ้าวตี้ตาย พวกเจ้าจะไม่ได้อะไรเลย”
จากนั้นเขาหันมาหาหนิวเฉียวหยุน
“หนู เพิ่มให้อีกนิดเถอะ อย่างไรก็เลี้ยงเด็กมาจนโตขนาดนี้แล้ว”
หนิวเฉียวหยุนมองเด็กที่หน้าแดงเพราะพิษไข้ ก่อนตัดสินใจ
“ฉันเพิ่มได้อีกห้าสิบหยวน มากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ”
คุณยายเฉียนยังลังเล หัวหน้าหมู่บ้านจึงตัดสินทันที
“เอาอย่างนี้ สองร้อยห้าสิบหยวน ถือว่าจบ ตั้งแต่นี้ป้าของจ้าวตี้จะรับตัวเด็กไป”
“หัวหน้าหมู่บ้าน! จ้าวตี้เป็นลูกสาวของฉันนะ!”
เฉียนเทียนหนิวรีบโวย หัวหน้าหมู่บ้านจ้องเขาเขม็ง
“นายกล้าพูดหรือไม่ว่าดูแลลูกได้ดี? ถ้าเลี้ยงไม่ได้ ก็ให้คนอื่นเลี้ยง!”
หนิวเฉียวหยุนหยิบเงิน 250 หยวนส่งให้หัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์
หัวหน้าหมู่บ้านรับมาอ่านออกเสียง
“หนังสือตัดขาดความสัมพันธ์
วันนี้ หนิวเฉียวหยุนรับตัวเฉียนจ้าวตี้ไป โดยชำระเงินจำนวน 250 หยวน
นับแต่นี้เป็นต้นไป เฉียนจ้าวตี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉียนอีก
ไม่ว่าเรื่องการเลี้ยงดู การเจ็บป่วย การเสียชีวิต หรือภาระใดๆ ในอนาคต ตระกูลเฉียนจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรือคุกคามหนิวเฉียวหยุนและเฉียนจ้าวตี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ลงนาม ณ วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1984”
อ่านจบ คุณยายเฉียนก็รีบพุ่งเข้ามาคว้าเงินไว้ทันที
“ก็แค่เด็กใกล้ตายคนหนึ่ง ตระกูลเฉียนของเราจะไปสนใจทำไม!”
เธอเอาแต่นับเงิน ไม่ยอมลงชื่อ หนิวเฉียวหยุนจึงยื่นปากกาให้
“จะรับเงินได้ก็ต่อเมื่อเซ็นเอกสาร”
คุณยายเฉียนกลอกตา
“ฉันเขียนหนังสือไม่เป็น ให้พ่อของมันเซ็นสิ”
พูดจบก็หันไปนับเงินต่อ
เฉียนเทียนหนิวจึงจำใจเซ็นชื่อด้วยมือสั่นๆ หนิวเฉียวหยุนยังให้เขาประทับลายนิ้วมือ เพื่อป้องกันการกลับคำในภายหลัง
“พี่เฟย ไปกันเถอะ!”
เสิ่นเหยียนเฟยอุ้มเฉียนจ้าวตี้ขึ้นรถสามล้อ แล้วรีบออกจากหมู่บ้านพร้อมทุกคน
หัวหน้าหมู่บ้านเดินมาส่งถึงปากทาง ก่อนถอนหายใจ
“โชคดีจริงๆ ที่จ้าวตี้ได้เจอพวกเธอ”
ทันใดนั้น หนิวเฉียวหยุนก็นึกขึ้นได้
“หัวหน้าหมู่บ้าน แล้วทะเบียนบ้านของจ้าวตี้ล่ะ?”
หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้า
“ตั้งแต่แม่ของเทียนหนิวเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิง ก็ไม่เคยแจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้านเลย”
หนิวเฉียวหยุนถอนหายใจด้วยความโล่ง อก แต่ไม่นานก็อดกังวลไม่ได้
เมื่อนึกถึงทะเบียนบ้านของตัวเองที่ยังอยู่กับตระกูลหนิว
ตลอดทางกลับ เธอเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้ เพราะรู้ดีว่าด้วยนิสัยของสองสามีภรรยาตระกูลหนิว การขอแยกทะเบียนบ้านคงไม่ใช่เรื่องง่าย ระหว่างปั่นรถ เจ้าอ้วนยังบ่นไม่หยุด
“ยายแก่นั่นไม่ใช่คนแล้ว!”
โหวจื่อพยักหน้าเห็นด้วย
“จริง ตระกูลเฉียนไม่มีคนดีสักคน ดูสิเด็กถูกทำร้ายจนเป็นแบบนี้ได้ยังไง”
คำพูดนั้นทำให้หนิวเฉียวหยุนนึกขึ้นได้
“พวกเราแวะพาจ้าวตี้ไปโรงพยาบาลก่อนดีไหม?”
เฉียนจ้าวตี้ลืมตาขึ้นทันที
“ไม่ต้องค่ะพี่เฉียวหยุน หนูไม่เป็นอะไรแล้ว นอนสักพักก็หาย หนูไม่อยากให้พี่เสียเงิน”
หนิวเฉียวหยุนแตะหน้าผากเด็กอีกครั้ง พบว่าไข้ลดลงแล้ว จึงพยักหน้า
“งั้นกลับบ้านก่อน กินยาแล้วพักผ่อน ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยไปโรงพยาบาล”
เมื่อกลับมาถึงย่านที่พักโรงงาน หนิวเฉียวหยุนรีบเรียก
“โหวจื่อ หยุดก่อน!”
เธอหยิบเงินหกสิบหยวนยื่นให้ทั้งสามคน
“นี่คือค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ คนละยี่สิบหยวน รับไว้เถอะ”
เสิ่นเหยียนเฟยรีบส่ายหน้า
“ไม่ต้อง เอาเงินไปซื้อของกินให้เด็กดีกว่า”
แต่หนิวเฉียวหยุนไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาปฏิเสธ เธอยัดเงินใส่มือโหวจื่อทันที
โหวจื่อหัวเราะ ก่อนรีบกระโดดขึ้นรถแล้วปั่นหนีไป ทั้งสามจึงรับเงินไปโดยปริยาย
เมื่อกลับถึงบ้าน หนิวเฉียวหยุนมองเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ก่อนถอนหายใจ
“เงินหายไปในพริบตาเดียว... พรุ่งนี้คงต้องออกไปรับซื้อของเก่าอีกแล้ว”
เช้าวันต่อมา เมื่อเห็นว่าเฉียนจ้าวตี้หายไข้แล้ว เธอจึงกำชับ
“จ้าวตี้ พี่จะออกไปทำงาน ถ้ามีใครมาเคาะประตู ห้ามเปิดเด็ดขาด อาหารพี่ทำไว้ในหม้อแล้ว หิวก็อุ่นกินเองนะ”
“ค่ะ พี่เฉียวหยุน ไม่ต้องห่วง”
เมื่อหนิวเฉียวหยุนมาถึงย่านที่พักของโรงงาน ก็มีชายร่างผอมเรียกเธอ
“รับซื้อของเก่าใช่ไหม? ฉันมีของจะขาย”
หนิวเฉียวหยุนตอบตามปกติ
“ขึ้นรถเลย ฉันจะไปดูที่บ้านคะ”
ชายผอมขึ้นรถแล้วชี้ไปข้างหน้า “มีบ้านหลังเล็กอยู่ข้างหน้า ขี่ตรงไป”
ระหว่างทาง หนิวเฉียวหยุนถาม
“สหาย คุณจะขายอะไร? ถ้าฉันขี่มาไกลแล้วมีแค่ขวดไม่กี่ใบ ฉันคงขาดทุนแน่”
ชายคนนั้นตอบสั้นๆ
“ทองแดง”
ได้ยินเพียงคำเดียว หนิวเฉียวหยุนก็รีบเบรกทันที
เธอนึกถึงข่าวลือที่เคยได้ยินจากชาวบ้านว่า มีทองแดงของโรงงานถูกขโมยไปจำนวนหนึ่ง จึงไม่กล้ารับซื้อเด็ดขาด
เธอรีบหาเหตุผล
“สหาย ลงจากรถก่อนเถอะ ฉันว่าลมยางหน้าคงรั่วแล้ว”
ทันใดนั้น
“อย่าขยับ!”
ตำรวจหลายนายโผล่ออกมาจากทุกทิศ พร้อมยกปืนเล็งมาที่ทั้งสองคน
หนิวเฉียวหยุนตกใจจนรีบยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
“ฉันไม่ได้ฆ่าใครนะ!”