เจ้าอ้วนทำท่าทางประกอบคำพูด ก่อนพูดอย่างออกรส
“พี่หยุน อย่าไปหลงรูปร่างล่ำ ๆ ของพี่เฟยนะ”
“สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือแม่ร้องไห้”
“คราวนี้ป้าเสิ่นคงไม่ยอมให้เขาออกมาทำงานกลางคืนอีกแน่”
หนิวเฉียวหยุนชักสงสัย
“ฉันได้ยินโหวจื่อบอกว่า เสิ่นเหยียนเฟยมีแม่แค่คนเดียว”
“แล้วพ่อของเขาล่ะ...เสียแล้วเหรอ”
เจ้าอ้วนลดเสียงลง สีหน้าราวกับกำลังเล่าความลับ
“ป้าเสิ่นไม่เคยยอมให้ใครถามเรื่องพ่อของพี่เฟยเลย”
“พวกเราเดาว่า พ่อของเขาน่าจะเป็นทหาร แล้วคงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่”
“ป้าเสิ่นเลยอยากให้พี่เฟยเข้ากองทัพมาตลอด”
“ปีที่แล้วถึงกับช่วยหาที่เรียนให้ แต่สุดท้ายพี่เฟยดันไม่ผ่านการตรวจร่างกาย”
หนิวเฉียวหยุนตกตะลึง
“ทั้งที่รูปร่างแข็งแรงขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ผ่านการตรวจร่างกายได้”
เจ้าอ้วนกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
“เพราะก่อนตรวจ...พี่เฟยดันกินผงซักฟอกเข้าไปล่ะสิ!”
“หา?”
หนิวเฉียวหยุนเบิกตากว้าง
“ของแบบนั้นกินได้ด้วยเหรอ”
เจ้าอ้วนพยักหน้ารัว
“พี่หยุน ไม่งั้นพี่เฟยจะเป็นหัวหน้าพวกเราได้ยังไง”
“มีแต่คนหัวไวเท่านั้นถึงจะคิดวิธีแบบนี้ออก”
“ตอนตรวจ เขาไม่ใช่แค่ทำเหมือนมีไข้ แต่ยังเป่าฟองออกจากปากได้อีก!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เจ้าอ้วนหัวเราะเสียงดัง หนิวเฉียวหยุนนึกภาพตาม ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน
โหวจื่อรีบดึงแขนเสื้อเจ้าอ้วน
“เจ้าอ้วน พอได้แล้ว”
“นายกำลังเอาความลับของพี่เฟยมาพูดนะ”
“ถ้าพี่เฟยรู้เข้า ระวังจะโดนอัดเอา”
เจ้าอ้วนโบกมือ
“กลัวอะไร”
“พี่หยุนไม่ใช่คนนอกสักหน่อย”
หนิวเฉียวหยุนหยิบเงินยี่สิบห้าหยวนจากกระเป๋ายื่นให้ทั้งสอง
“นี่ ค่าแผงของเดือนนี้นะ”
โหวจื่อรับเงินไว้ “พี่หยุน งั้นพวกเราไปก่อนนะ”
“พรุ่งนี้จะเอาใบเสร็จมาให้”
“ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอกได้ พวกเราอยู่ตลาดกลางคืนทุกคืน”
“ได้สิ พวกนายไปทำงานเถอะ”
หลังจากทั้งสองเดินจากไป หญิงขายไหมพรมที่อยู่แผงข้าง ๆ ก็เดินเข้ามา
“น้องสาว เธอรู้จักคนที่มาเก็บค่าแผงเมื่อกี้เหรอ”
“ใช่ค่ะ”
เพราะทั้งสองแผงอยู่ติดกันและได้ยินบทสนทนาทั้งหมด หนิวเฉียวหยุนจึงไม่คิดปิดบัง
หญิงขายไหมพรมถอนหายใจด้วยความอิจฉา
“ดีจังเลย แผงเล็ก ๆ ของฉันยังต้องจ่ายเดือนละสามสิบหยวน”
“แต่แผงของเธอใหญ่กว่า กลับจ่ายแค่ยี่สิบห้าหยวน”
หนิวเฉียวหยุนยิ้ม “พี่สาว ของที่เราขายไม่เหมือนกันนะ”
“ฉันขายหนังสือมือสอง กำไรไม่มาก”
“ถ้าค่าแผงแพงกว่านี้ ขายทั้งคืนก็คงไม่คุ้มทุน”
หญิงขายไหมพรมพยักหน้า
“มันก็จริง”
เห็นอีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น หนิวเฉียวหยุนจึงถามต่อ
“พี่สาว การถักเสื้อสเวตเตอร์ยากไหม”
“ไม่ยากหรอก ถ้าเธออยากเรียน ฉันสอนให้ได้นะ”
เมื่อพูดถึงงานถักไหมพรม สีหน้าของหญิงคนนั้นก็สดใสขึ้นทันที
เธอดึงหนิวเฉียวหยุนไปที่แผง ก่อนหยิบเสื้อสเวตเตอร์ที่กำลังถักค้างไว้ขึ้นมา
“ช่วยดูแผงให้ฉันหน่อยนะ”
หนิวเฉียวหยุนเดินตามไป พลางมองเส้นไหมหลากสีด้วยความสนใจ
หญิงขายไหมพรมหยิบเข็มขึ้นมา
“ดูนะ เริ่มแบบนี้...”
เมื่อเห็นว่าขั้นตอนไม่ซับซ้อน หนิวเฉียวหยุนก็เริ่มสนใจ
“พี่สาว ฉันอยากซื้อไหมพรมมาลองถักบ้าง”
“ถ้าทำไม่ได้ ต้องช่วยสอนฉันนะ”
หญิงขายไหมพรมนั้นยิ้มกว้าง
“ได้เลย”
“เลือกสีที่ชอบก่อนสิ”
“แผงฉันก็อยู่ข้าง ๆ เธอ จะหนีไปไหนได้”
“ฉันสอนให้แน่นอน”
ระหว่างเลือกไหมพรม หนิวเฉียวหยุนนึกถึงกู้เหวินซินขึ้นมา
สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ไหมพรมสีเทาเข้ม ก่อนหยิบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หญิงขายไหมพรมยิ้ม
“น้องสาว ตาถึงนะ”
“สีนี้เป็นไหมขนสัตว์แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ขายดีที่สุดเลย”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มตอบ ก่อนหยิบไหมพรมสีแดงสดเพิ่มอีกม้วน
“งั้นฉันเอาสองสีนี้ค่ะ”
“ได้ เดี๋ยวฉันสอนวิธีเริ่มถักให้”
หลังจ่ายเงินเสร็จ หนิวเฉียวหยุนนึกถึงเฉียนตัวต้วน จึงเรียกเด็กหญิง
“ตัวต้วน มาดูสิ ชอบสีไหน”
เฉียนตัวต้วน รีบวิ่งเข้ามา พร้อมยื่นเหรียญสองเซ็นต์ให้
“พี่เฉียวหยุน วันนี้ฉันหาเงินได้สองเซ็นต์!”
หนิวเฉียวหยุนรับไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนถาม
“ตัวต้วน เธอชอบสีไหนล่ะ”
เด็กหญิงมองไหมพรมสีสดใสอย่างตื่นเต้น
“พี่เฉียวหยุน ถักเสื้อสเวตเตอร์ได้ด้วยเหรอ”
หนิวเฉียวหยุนหัวเราะ “ตอนนี้ยังเรียนอยู่เลย”
เฉียนตัวต้วนชี้ไปที่ไหมพรมสีแดง “งั้นฉันชอบสีแดง!”
ขณะนั้นเอง ลูกค้ากลุ่มใหม่ก็เดินเข้ามา
หลังเลือกไหมพรมเสร็จ เฉียนตัวต้วนก็รีบกลับไปช่วยต้อนรับลูกค้า
เมื่อเห็นนักศึกษาเข้ามามากขึ้น หนิวเฉียวหยุนก็กลับไปขายหนังสือต่อ
นักศึกษาชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม
“เจ้าของร้าน มีหนังสือของกิมย้งไหมครับ”
หนิวเฉียวหยุนตอบขณะรับเงินจากลูกค้าอีกคน
“น่าจะมีหลายเล่มนะ”
“ลองหาบนรถสามล้อดูสิ”
นักศึกษาเกาศีรษะอย่างเขิน ๆ
“ฉันหาแล้วครับ แต่ไม่เจอ”
หนิวเฉียวหยุนแปลกใจ เธอรู้ว่าหนังสือของกิมย้งได้รับความนิยม แต่ไม่คิดว่าจะขายหมดเร็วขนาดนี้
“อย่างนั้นอีกสองสามวันแวะมาดูใหม่ก็ได้นะ”
“ฉันจะหาหนังสือมาเพิ่มเรื่อย ๆ”
นักศึกษารีบพูดทันที “ฉันชื่อจางเล่ย”
“เรียนปีสามที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
“ถ้าได้หนังสือของกิมย้งมา ช่วยเก็บไว้ให้ฉันก่อนนะครับ”
“ได้เลย”
หนิวเฉียวหยุนตอบตกลงทันที ขายให้ใครก็เหมือนกันอยู่แล้ว
นักศึกษาที่ซื้อหนังสือเมื่อคืนยังพาเพื่อนมาด้วย ทำให้คืนนี้แผงหนังสือขายดีเป็นพิเศษ
ระหว่างเก็บร้าน หนิวเฉียวหยุนมองหนังสือที่เหลืออยู่ แล้วพูดกับเฉียนตัวต้วน
“ตัวต้วน ถ้ายังขายดีแบบนี้ อีกไม่กี่วันหนังสือก็คงหมด”
“พรุ่งนี้ฉันจะออกไปหาซื้อหนังสือเก่าเพิ่ม เธออยู่บ้านอ่านหนังสือก็พอนะ”
เฉียนตัวต้วนพยักหน้าอย่างว่าง่าย “พี่เฉียวหยุนไม่ต้องห่วงค่ะ”
เพราะจางต้าจุนส่งคนไปแย่งรับซื้อของเก่าแถวบ้าน หนิวเฉียวหยุนจึงต้องออกไปไกลกว่าเดิม
เช้าตรู่วันถัดมา เธอปั่นจักรยานสามล้อไปยังย่านที่พักอาศัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงจึงมาถึง
ก่อนหน้านี้ การขายหนังสือมือสองไม่ได้สร้างกำไรมากนัก
แต่ตอนนี้แผงขายดี เธอจึงตั้งใจรวบรวมหนังสือเก่าอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหนังสือจากบ้านอาจารย์ในละแวกนี้
เธอร้องเรียกไปตลอดทาง
“รับซื้อของเก่า หนังสือเก่า หนังสือพิมพ์ กระดาษเหลือใช้ ขวดเปล่า!”
“รับแลกขยะเป็นเงินจ้า!”
เธอตะโกนอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีใครออกมา
หนิวเฉียวหยุนเริ่มกังวล และคิดจะปั่นต่อไปอีกหน่อย
ไม่นาน ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
“หนูที่รับซื้อของเก่านั่นน่ะ!”
เธอรีบจอดรถสามล้อ “ป้าคะ จะขายอะไรหรือคะ”
หญิงชราถาม
“หนูรับซื้อราคาเท่าไหร่”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มทันที
“กระดาษเหลือใช้ กิโลกรัมละสองเซ็นต์ครึ่ง”
“หนังสือเก่ากับหนังสือพิมพ์ กิโลกรัมละสามเซ็นต์ครึ่ง”
“ขวดเหล้าใบละเจ็ดเซ็นต์”
“ถ้าของอยู่ข้างบน ฉันขึ้นไปขนให้ถึงห้องได้เลยค่ะ”
หญิงชราพยักหน้า “งั้นขึ้นมาชั้นสามเลย”
“ฉันมีขวดเหล้าอยู่สองสามใบจะขาย”
หนิวเฉียวหยุนรีบเดินตามขึ้นไป พร้อมภาวนาในใจว่า นอกจากขวดเหล้าแล้ว บ้านหลังนี้ขอให้มีหนังสือเก่าขายด้วย
เธอยืนรออยู่หน้าประตูครู่ใหญ่ ในที่สุด หญิงชราก็เดินออกมาพร้อมขวดเหล้าสี่ใบ
“สาวน้อย ป้าหาได้แค่นี้จ้ะ”