บทที่ 101: โอกาสครั้งสุดท้าย
บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะนิ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อสวีหย่งหลินยืนสงบรอฟังคำชี้ชะตาจากปากของเด็กสาวตรงหน้า เขามองเธอด้วยสายตาที่พยายามจับพิรุธ มากกว่าจะคาดหวังความแม่นยำ
“อืม” หลิ่วมู่มู่ลากเสียงในลำคอเบาๆ พลางก้มมองเหรียญตรงหน้า
“ช่วงนี้ดวงคุณลุงไม่ค่อยดีเลยนะคะ”
นั่นไง มาแล้ว มุกหากินของพวกสิบแปดมงกุฎ สวีหย่งหลินลอบยิ้มหยันในใจ นี่มันเป็นจิตวิทยาพื้นฐานชัดๆ เริ่มต้นด้วยการข่มขวัญให้เหยื่อใจเสีย
แล้วค่อยเสนอทางออกให้ ฝีมือการดูหมอของแม่หนูนี่จะแม่นแค่ไหนเขาไม่รู้ แต่เรื่องลูกล่อลูกชนในการต้มตุ๋น ดูท่าจะช่ำชองไม่เบา
“ไม่ดียังไงเหรอ” สวีหย่งหลินแสร้งถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นกังวล เพื่อดูว่าเธอจะมาไม้ไหนต่อ
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ตอบในทันที ปลายนิ้วเรียวของเธอจิ้มลงบนเหรียญที่วางสงบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา “ภัยคุกตารางอยู่แค่เอื้อมแล้วค่ะ”
วินาทีที่สายตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาคู่นั้น สวีหย่งหลินถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่ง มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวธรรมดา แต่มันเป็นดวงตาที่ว่างเปล่า ลึกโหล และไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ใดๆ จนน่าขนลุก
ความเย็นยะเยือกแล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้า ทำให้ชายร่างใหญ่อย่างเขาเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ให้ตายสิ ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขา ดันมาตกใจกับสายตาของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่นี้เนี่ยนะ
“หมาย... หมายความว่ายังไง” เขาพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
หลิ่วมู่มู่ชักมือกลับ ท่าทีลึกลับเมื่อครู่จางหายไป กลับกลายเป็นเด็กสาวธรรมดาคนเดิมจนสวีหย่งหลินเริ่มไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้เขาตาฝาดไปเองหรือเปล่า
“ความหมายก็ตรงตัวเลยนี่คะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
“คุณลุงกำลังจะโดนจับ ไม่ใช่แค่เข้าไปนอนในคุกเฉยๆ นะคะ แต่ดวงคุณลุงมันกุด อายุสั้นจนน่าใจหาย เกรงว่าเข้าไปแล้วคงไม่ได้มีชีวิตเดินออกมาอีก”
ถึงในใจจะปักธงไปแล้วว่ายัยเด็กนี่ต้องกำลังเล่นละครตบตาเพื่อหลอกเงิน แต่พอได้ยินใครมาทักว่าตัวเองจะตายโหงคาคุกแบบนี้ มันก็อดใจแป้วไม่ได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่เขาทำร่วมกับพี่ชายอยู่ตอนนี้ มันเป็นงานประเภทที่ถ้าพลาดขึ้นมา หัวอาจจะหลุดจากบ่าได้จริงๆ การที่เธอทักว่าเขาอาจจะโดนจับ มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ฟังแล้วขำออก
สวีหย่งหลินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน “พูดซะน่ากลัวเชียว แล้วแบบนี้พอจะมีวิธีแก้เคล็ดไหมล่ะ”
หลิ่วมู่มู่จ้องหน้าเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง นึกชื่นชมในใจว่าคนคนนี้ความอดทนสูงใช้ได้
ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากันมาก่อน มาโดนทักแสกหน้าว่าจะติดคุกจะตายแบบนี้ ป่านนี้คงได้มีวางมวยกันไปข้างหนึ่งแล้ว
“มีสิคะ” หลิ่วมู่มู่คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“แต่ถึงฉันบอกไป คุณลุงก็คงไม่เชื่ออยู่ดี สู้เรามาคุยเรื่องรายละเอียดการติดคุกของคุณลุงกันดีกว่า น่าสนใจกว่าเยอะ”
สวีหย่งหลินเลิกคิ้ว “เอาสิ ว่ามาเลย”
“คุณลุงโดนจับไม่ใช่เพราะความผิดที่คุณุลงก่อเองหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะโดนหางเลขจากคนอื่นดึงเข้าไปเกี่ยวด้วย”
“แต่ข้อหาที่คุณจะโดนน่ะหนักหนาสาหัสเอาเรื่อง ครึ่งชีวิตที่เหลือของคุณคงต้องไปนอนนับขาแมลงสาบในคุก แต่น่าเสียดายที่ดวงคุณลุงมันอาภัพ ครึ่งชีวิตหลังที่ว่านั่นน่ะ มันดันสั้นจนน่าสงสารเลยล่ะค่ะ”
หลิ่วมู่มู่มองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ไม่รู้ว่าเธอกำลังสมเพชหรือแค่นึกสนุกที่ได้ปั่นหัวเขาเล่น
“แค่นี้เหรอ” สวีหย่งหลินถามลองเชิง
คำทำนายพวกนี้ฟังดูน่ากลัวก็จริง แต่มันก็เป็นสเต็ปหากินปกติ ยิ่งขู่ให้กลัวจนขี้ขึ้นสมองเท่าไหร่ เวลาเสนอพิธีแก้กรรม ก็จะยิ่งเรียกเงินได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้นเท่านั้น
สวีหย่งหลินมั่นใจว่าเขามองเกมของเด็กคนนี้ออกทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
แต่หลิ่วมู่มู่มีหรือจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ สายตาที่ไม่เชื่อถือของเขาปิดไม่มิดขนาดนั้น เธอจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หลังจากที่คุณลุงโดนจับไปไม่นาน น้องสาวของคุณลุงก็จะตายตามไป”
คราวนี้สวีหย่งหลินถึงกับหลุดขำออกมา “น้องสาว? ฉันไม่มีน้องสาวหรอกนะ เธอมั่วแล้ว”
หลิ่วมู่มู่เอียงคอเล็กน้อย มองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ “คุณลุงไม่มีน้องสาวจริงๆ เหรอคะ”
คำถามง่ายๆ นั้นกลับเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ สวีหย่งหลินรู้สึกเหมือนถูกสายตาคู่นั้นมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความทรงจำ รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของเขาค่อยๆ จางหายไปจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
คนภายนอกรู้แค่ว่าเขามีญาติทางสายเลือดเพียงคนเดียว คือพี่ชาย สวีหย่งซวง
แต่ความจริงที่เขาซ่อนไว้ในส่วนลึก คือเขามีน้องสาวอยู่คนหนึ่งจริงๆ
เธอเป็นลูกสาวของพ่อแม่บุญธรรม ช่วงเวลาสิบกว่าปีที่เขาได้ใช้ชีวิตในฐานะลูกชายของครอบครัวนั้น เขาเติบโตมาพร้อมกับเธอ ผูกพันกับเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆ
“ละ... แล้วยังไงต่อ” น้ำเสียงของสวีหย่งหลินเริ่มควบคุมไม่อยู่ มันสั่นพร่าด้วยความหวาดหวั่น
“เธอตัวคนเดียว ไม่มีญาติที่ไหนอีก หลังจากเธอตาย ผ่านไปหลายวันถึงค่อยมีคนไปพบศพ”
“สุดท้ายข่าวก็ไปถึงหูคุณที่นอนอยู่ในคุก คุณสิ้นหวังมาก แล้วก็เสียใจแทบขาดใจ คุณอยากจะสารภาพความจริงทุกอย่างเพื่อแลกกับการได้ออกมาจัดการศพเธอ แต่จู่ๆ คุณก็ตายไปเสียก่อน”
“จบแค่นี้เหรอ”
“ดูจากสีหน้าแล้ว คุณลุงก็ยังไม่เชื่อฉันอยู่ดีสินะคะ” หลิ่วมู่มู่ถอนหายใจเบาๆ
สวีหย่งหลินยืนนิ่งไม่ตอบ ครั้งนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อ แต่เขาไม่กล้าที่จะเชื่อต่างหาก มันแม่นยำจนน่ากลัวเกินไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป หลิ่วมู่มู่จึงล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อ ดึงเอาป้ายไม้เก่าๆ ที่ร้อยเชือกแขวนคอไว้ออกมา แล้วแกว่งไปมาตรงหน้าเขา “ถ้ามีเจ้านี่ คุณลุงจะคิดว่าคำพูดของฉันดูน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้างไหมคะ”
ดวงตาของสวีหย่งหลินเบิกกว้างทันทีที่เห็นวัตถุชิ้นนั้นชัดๆ “ป้าย... นักพยากรณ์”
ความทรงจำในวัยเด็กที่เลือนรางค่อยๆ ไหลย้อนกลับมา ตอนที่เขาถูกพ่อแม่บุญธรรมรับไปเลี้ยง
เขาพอจะจำความได้บ้างว่าก่อนหน้านั้นเขาเคยอยู่ในตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่ง ช่วงตรุษจีนจะมีแขกเหรื่อมากมายแวะเวียนมาอวยพร และเขาเคยเห็นป้ายไม้ลักษณะนี้กับตาตัวเอง
ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านเคยบอกเขาว่า นั่นคือป้ายนักพยากรณ์ สัญลักษณ์ของหมอดูเทวดา ใครก็ตามที่ครอบครองป้ายนี้ ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ด้านศาสตร์การทำนายที่หาตัวจับยาก
และที่เขาจำฝังใจได้ขนาดนี้ ก็เพราะในวันนั้น แขกผู้ทรงเกียรติคนนั้นมองหน้าเขาเพียงแวบเดียว แล้วหันไปเปรยกับผู้ใหญ่ในบ้านว่า 'เด็กคนนี้ชะตาอาภัพ'
คำทำนายนั้นตามหลอกหลอนเขามาตลอด ตระกูลล่มสลาย เขาถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์
ก่อนจะมีคนรับไปเลี้ยง ชีวิตพลิกผันจนต้องมาเป็นสิบแปดมงกุฎหากินกับการหลอกลวงชาวบ้าน จนกระทั่งถูกจับเข้าคุก เขาเคยคิดว่าชีวิตบัดซบแบบนี้แหละคือเครื่องพิสูจน์ว่าดวงเขาไม่ดีตามคำทำนาย
แต่ที่แท้... มันยังไม่จบแค่นั้นหรอกหรือ ชะตากรรมที่เลวร้ายกว่ายังรอเขาอยู่ข้างหน้าอีกงั้นหรือ
“เธอเป็น... นักพยากรณ์” ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังของสวีหย่งหลิน ขนแขนลุกชันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
การปรากฏตัวของป้ายนักพยากรณ์ยืนยันชัดเจนว่า สิ่งที่เด็กสาวคนนี้พูดเมื่อครู่ ไม่ใช่บทละครตบตาเพื่อหลอกเงิน แต่มันคืออนาคตที่เธอมองเห็นจริงๆ
“เธอเป็นคนของพวกเขาใช่ไหม” สวีหย่งหลินโพล่งถามขึ้นมาด้วยความระแวง
“หือ” หลิ่วมู่มู่ทำหน้ามึนงง “พวกเขาไหนคะ”
“ก็พวก... ตำรวจไง”
พอเห็นสีหน้าเหวอๆ ของหลิ่วมู่มู่ สวีหย่งหลินก็เริ่มลังเล หรือว่าเขาจะระแวงมากเกินไปจนประสาทหลอน
“ถามจริง หน้าตาฉันเหมือนตำรวจสายสืบขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันยังวัยรุ่นเอ๊าะๆ ขนาดนี้ คุณคิดว่าปีนี้ฉันอายุเท่าไหร่กันเชียว ฮึ”
หลิ่วมู่มู่เท้าเอวบ่นอุบ เธอไม่พอใจอย่างแรง หน้าตาเธอดูล้ำอายุไปถึงวัยทำงานแล้วหรือไง เธอยังเรียนหนังสือไม่จบเลยด้วยซ้ำ!
สวีหย่งหลินผงะถอยหลังไปเล็กน้อย ไม่เห็นต้องของขึ้นขนาดนี้เลยแม่คุณ เขาแค่เดาสุ่มไปตามสัญชาตญาณคนมีความผิดติดตัวก็เท่านั้น
“งั้น... เธอไม่ได้ตั้งใจมาดักรอจับฉันใช่ไหม”
“ก็บ้านฉันอยู่ที่นั่นนี่คะ” หลิ่วมู่มู่บุ้ยใบ้ไปทางชุมชนหรูที่สวีหย่งหลินเพิ่งจะถอยทัพกลับออกมา
“เมื่อกี้ก็บอกไปแล้วนี่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง”
“แล้วทำไมอยู่ดีๆ เธอถึงมาดูดวงให้ฉันล่ะ” นี่คือสิ่งที่สวีหย่งหลินยังหาคำตอบไม่ได้ ในยุคสมัยนี้ การเดินดุ่มๆ ออกมาข้างนอกแล้วบังเอิญเจอเข้ากับนักพยากรณ์ตัวจริงเสียงจริง โอกาสมันน้อยยิ่งกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งเสียอีก
“จะดูดวงให้คนต้องมีเหตุผลร้อยแปดด้วยเหรอคะ” หลิ่วมู่มู่ย้อนถามหน้าตาเฉย
สวีหย่งหลินนิ่งคิดตาม ก็จริงของเธอ พวกผู้ใช้วิชากู่หญ้าเวลาจะลงของใส่ใครยังต้องมีเหตุผลรองรับ แต่พวกนักพยากรณ์นี่สิ ขึ้นชื่อเรื่องความติสต์แตกอยู่แล้ว อารมณ์ดีก็นั่งดูให้ อารมณ์ไม่ดีก็ไล่ตะเพิด ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรแน่นอนจริงๆ นั่นแหละ
เขาตัดสินใจเลิกหาเหตุผล แล้วเปลี่ยนมาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อมลงจนแทบจะเป็นการอ้อนวอน “งั้น... ท่านอาจารย์ครับ สถานการณ์ของผมแบบนี้ ยังพอมีทางรอดไหมครับ”
เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมด้วยความหวังอันริบหรี่ “หรือต่อให้ช่วยผมไม่ได้ อย่างน้อย... ช่วยน้องสาวผมก็ยังดี”
“คนที่จะช่วยเธอได้มีแค่คุณลุงคนเดียวเท่านั้น ฉันไม่มีปัญญาหรอกค่ะ แต่ก่อนจะไปห่วงคนอื่น สิ่งที่คุณลุงควรคิดให้หนักตอนนี้ คือจะเอาตัวเองให้รอดยังไงมากกว่า เพราะถ้าคุณตาย น้องสาวคุณก็ไม่มีทางรอดแน่ๆ”
“ผม...” สวีหย่งหลินอึกอัก ความสับสนตีกันวุ่นอยู่ในหัว
ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังแทรกขึ้นมา ทำลายความเงียบจนเขาสะดุ้ง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู บนหน้าจอที่สว่างวาบ ปรากฏชื่อที่ทำให้หัวใจเขาเต้นรัว... สวีหย่งซวง
หลิ่วมู่มู่ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “คุณลุงมีโอกาสเลือกแค่ครั้งเดียว พลาดแล้วไม่มีครั้งที่สองนะคะ จำไว้”
[จบบท]