บทที่ 103: ยันต์คุ้มกันภัย
เสียงจานชามกระทบกันดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าของบ้านตระกูลจาง แต่สิ่งที่ดังกว่าคือเสียงบ่นกระปอดกระแปดของแม่เฒ่าจางที่ดังลั่นมาจากโต๊ะอาหาร
"วันๆ รู้จักแต่ใช้เงินซื้อของกินเข้าบ้าน ของสดในครัวมีถมเถไป ดันขี้เกียจตัวเป็นขนไม่ยอมทำกับข้าว เงินทองที่ลูกชายฉันหามาได้เลือดตาแทบกระเด็น ก็มาถูกเธอผลาญเล่นจนหมดแบบนี้นี่แหละ!"
ปากด่ากราดไม่หยุดหย่อน แต่มือไม้กลับขยับตะเกียบคีบอาหารเช้าที่ลูกสะใภ้ซื้อมาใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนแทบไม่เหลือวางอยู่บนจาน
จางหยางนั่งเคี้ยวข้าวเงียบๆ อยู่ข้างผู้เป็นย่า หญิงชราคอยเลือกของดีๆ คีบใส่ชามหลานชายอย่างเอาอกเอาใจ "กินเยอะๆ นะหยางหยาง หลานย่าจะได้โตไวๆ"
ในขณะที่สองย่าหลานกำลังเพลิดเพลินกับมื้อเช้า หลู่เหยาก็เริ่มทำกิจวัตรประจำวันด้วยการทำความสะอาดบ้าน
เธอเลือกที่จะเข้าไปจัดการในห้องของแม่เฒ่าจางเป็นลำดับแรก เสียงลูกบิดประตูที่ดังขึ้นทำให้แม่เฒ่าจางเงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะก้มหน้ากินต่อโดยไม่ใส่ใจ
เมื่อเข้ามาอยู่ภายในห้องนอนที่เงียบสงัด หลู่เหยากวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลง เอื้อมมือเข้าไปคลำหาบางสิ่งใต้ตู้เก็บของ ปลายนิ้วสัมผัสกับวัตถุแข็งเย็นเฉียบ
เธอค่อยๆ ดึงเครื่องบันทึกเสียงออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ จัดการเปลี่ยนเครื่องใหม่สลับเข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็วและแนบเนียน ทุกการกระทำลื่นไหลราวกับฝึกฝนมานับร้อยครั้ง
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นก้มหน้าก้มตาถูพื้นทำความสะอาดห้องต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
***
ทางด้านสถานีตำรวจนครบาล บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลิ่วมู่มู่ถูกเชิญตัวมาที่นี่อีกครั้ง แต่คราวนี้ในฐานะแขกวีไอพีเจ้าประจำ เธอเดินอาดๆ เข้าไปหาทำเลที่นั่งนุ่มสบายหย่อนก้นลงนั่งไขว่ห้างอย่างคุ้นเคย
ไม่ทันไรเจ้าหน้าที่หนุ่มนายหนึ่งก็รีบกุลีกุจอเอานมไข่มุกแก้วโตพร้อมขนมขบเคี้ยวพูนจานมาวางเสิร์ฟให้ถึงที่
"อาจารย์หลิ่ว เชิญดื่มชานมให้ชื่นใจก่อนครับ"
น้ำเสียงของตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความนอบน้อมเทิดทูน ชนิดที่ว่าถ้าตอนนี้มีกระถางธูปวางอยู่ตรงเท้าของหลิ่วมู่มู่ พวกเขาคงพร้อมใจกันจุดธูปกราบไหว้ไปแล้ว
ยุคนี้สมัยนี้ใครเขาไหว้เจ้าแม่กวนอิมกัน ไหว้อาจารย์ตัวเป็นๆ ที่มีญาณทิพย์เห็นอนาคตแบบนี้สิขลังกว่าเยอะ!
คดีใหญ่ระดับชาติที่ทางเมืองหลวงเฝ้าจับตาดูมาเนิ่นนาน สุดท้ายหนึ่งในตัวการสำคัญกลับเดินดุ่มๆ เข้ามามอบตัวที่สถานีตำรวจบ้านนอกแห่งนี้เสียดื้อๆ และสาเหตุเบื้องหลังทั้งหมด มีเพียงเพราะได้คุยกับเด็กสาวผมเปียคนนี้แค่ไม่กี่คำ
เรื่องแบบนี้ถ้าเล่าให้ใครฟัง เขาคงหาว่าบ้ากันทั้งโรงพัก
เวลานี้สวีหย่งหลินถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขังแล้ว ส่วนฟางชวนที่หายเข้าไปในห้องสอบสวนพักใหญ่ ในที่สุดก็เดินออกมา
การสอบสวนรอบนี้จบลงเร็วกว่าที่คาดไว้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสวีหย่งหลินให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ใช้เวลาเพียงแค่ยี่สิบนาที ฟางชวนก็ได้คำตอบครบทุกประเด็นที่สงสัย
นับว่าเก็บเกี่ยวข้อมูลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่การจะปิดเกมนี้ได้อย่างสมบูรณ์ คงต้องรอให้ลากคอสวีหย่งซวง ผู้ต้องหาอีกคนมาเข้าซังเตให้ได้เสียก่อน
ทันทีที่ฟางชวนก้าวเท้ากลับเข้ามาในห้องทำงาน ภาพที่เห็นทำเอาเขาต้องชะงัก หลิ่วมู่มู่กำลังนั่งเอนหลังสบายใจเฉิบอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขา
มือข้างหนึ่งถือแก้วชานม อีกข้างหยิบขนมเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ราวกับที่นี่เป็นคาเฟ่พักผ่อนตากอากาศ ไม่ใช่สถานีตำรวจ
นายตำรวจหนุ่มปั้นหน้าขรึมเดินตรงเข้าไปหา ลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งประจันหน้ากับเด็กสาว แล้วจู่ๆ ใบหน้าที่เคร่งเครียดก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยี "ชานมรสชาติดีถูกปากไหมครับคุณหนู?"
เหล่าลูกน้องที่แอบมองสถานการณ์อยู่รอบๆ ถึงกับสะดุ้งโหยง นึกว่าหัวหน้าโดนผีเข้า หรือกำลังแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากอยู่หรืออย่างไร
"ก็พอกินได้นะคะ" หลิ่วมู่มู่ดูดไข่มุกเม็ดโตขึ้นมาเคี้ยวหนึบหนับ ตอบกลับด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
ฟางชวนถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น "เมื่อกี้สวีหย่งหลินสารภาพว่า เพราะเธอช่วยดูดวงให้ เขาถึงตัดสินใจกลับใจมามอบตัว"
เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ พอเข้าไปในห้องสอบสวน สวีหย่งหลินกลับพยายามปกป้องหลิ่วมู่มู่สุดชีวิต ปิดปากเงียบไม่ยอมบอกว่าหมอดูเทวดาที่ชี้ทางสว่างให้เขาเป็นใคร
ทั้งที่สองคนนี้เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
เวลาเพียงแค่ยี่สิบนาที กลับสามารถเปลี่ยนใจคนคนหนึ่งให้ยอมเดินเข้าคุก แถมยังยอมซัดทอดพี่ชายร่วมสายเลือดของตัวเอง ฟางชวนเริ่มสงสัยตะหงิดๆ แล้วว่า ยัยเด็กคนนี้อาจจะมีวิชาสะกดจิต หรือมีวาจาสิทธิ์แบบที่เขาเล่าลือกันในนิยายกำลังภายใน
"ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ ปิดคดีใหญ่เบิ้มได้ขนาดนี้ ตำแหน่งเอย เงินเดือนเอย คงพุ่งกระฉูดรอคุณอยู่แล้วมั้ง"
ฟางชวนยิ้มแก้มปริ "สาธุ ขอให้สมพรปาก"
พูดจบเขาก็เพิ่งนึกได้ รีบตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ "เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งพาออกทะเล คุยเรื่องงานกันก่อน จริงจังหน่อยสิ สรุปแล้วเธอไปเป่าหูอะไรเขาบ้าง"
"ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ก็แค่คุยเรื่องชีวิตครึ่งหลังของเขาเล่นๆ แก้เบื่อ" หลิ่วมู่มู่ใช้ปลายเท้าแตะพื้นส่งแรงให้เก้าอี้ทำงานตัวใหญ่หมุนติ้วไปรอบๆ เล่นสนุกเหมือนเด็ก
"แค่นั้นจริงๆ เหรอ?" ฟางชวนทำเป็นมองข้ามพฤติกรรมซุกซนของเธอ แล้วถามย้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หลิ่วมู่มู่หยุดหมุนเก้าอี้ ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า "คนวาสนาดีชีวิตราบรื่นอย่างคุณน่ะ ไม่เข้าใจหัวอกคนดวงกุดหรอกค่ะ”
“ผู้ชายคนนั้นชะตาชีวิตครึ่งหลังนอกจากจะต้องไปนอนนับขาแมลงสาบในคุกแล้วยังอายุสั้นจนน่าใจหาย พอมีคนหยิบยื่นโอกาสเปลี่ยนชะตาให้ ใครหน้าไหนมันจะไม่รีบคว้าไว้ล่ะ"
เรื่องความแม่นยำในการทำนายทายทักของหลิ่วมู่มู่ เป็นสิ่งที่ฟางชวนประจักษ์แก่สายตามาหลายครั้ง ถ้าเหตุผลเป็นอย่างที่เธอว่า เขาก็พอจะทำใจเชื่อได้
"แต่ที่ฉันสงสัยคือ ทำไมเธอถึงยอมช่วยเขา?" ข้อนี้ต่างหากที่ฟางชวนยังขบไม่แตก
ปกติแล้วหลิ่วมู่มู่เป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างเอาแต่ใจและขีดเส้นแบ่งเรื่องส่วนตัวชัดเจน ตอนช่วยจานนี ทั้งคู่เป็นแค่เพื่อนร่วมชั้น เธอก็ช่วยแค่พอประมาณ ไม่ยอมเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วมากเกินความจำเป็น
ส่วนตอนช่วยสวีหลาน นั่นเพราะเป็นเพื่อนซี้ เธอถึงยอมทุ่มสุดตัวดูแลจนจบงาน
แต่กับสวีหย่งหลินมันต่างออกไป หมอนั่นกับหลิ่วมู่มู่เป็นคนแปลกหน้าต่อกันโดยสิ้นเชิง ไม่เคยมีบุญคุณความแค้นอะไรกันมาก่อน
จะว่าไป ความเกี่ยวข้องเดียวที่มี ก็คงเป็นเรื่องที่น้องชายของเธอโดนกู่ของฝั่งนั้นเล่นงาน... คงไม่ใช่เพราะเหตุผลพิลึกๆ แบบนี้หรอกมั้ง?
หลิ่วมู่มู่นั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าตอบด้วยแววตาเป็นประกาย "คุณไม่คิดบ้างเหรอว่า การได้พลิกชะตากรรมของใครสักคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มันเป็นเรื่องที่น่าสนุกจะตายไป”
“ชะตาของสวีหย่งหลินมันเหวี่ยงแบบสุดขั้ว จากร้ายลงนรกกลายเป็นดีขึ้นสวรรค์ คนดวงแปลกๆ แบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ นะ"
"ไม่อะ ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหน" ฟางชวนตอบหน้าตาย
"เชอะ... นี่มันเป็นความรื่นรมย์ของคนระดับปรมาจารย์ คนธรรมดาอย่างคุณไม่มีวันเก็ตหรอก" หลิ่วมู่มู่เบ้ปาก ก่อนจะหมุนเก้าอี้เล่นอีกรอบ
"แต่เหตุผลหลักๆ ก็คือ ฉันรู้สึกว่าเขายังพอมีค่าให้ช่วยอยู่บ้าง ก็แค่นั้นแหละค่ะ"
ฟางชวนขมวดคิ้วยุ่ง "ฉันไม่เห็นว่าคนอย่างเขาจะมีค่าให้ช่วยตรงไหน"
จากคำให้การ สวีหย่งหลินมีส่วนรู้เห็นในการผลิตยาวิเศษลวงโลกนั่น เอาหนอนแมลงกู่ใส่ลงไปในยา แล้วใช้วิธีขายตรงหน้าเลือดหลอกขายให้คนแก่ตาดำๆ จนหมดเนื้อหมดตัว
แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าไอ้เรื่องเรียกแมลงกู่คืนจนคนตายเป็นฝีมือของพี่ชายเลวๆ อย่างสวีหย่งซวง แต่ในสายตาของตำรวจอย่างฟางชวน คนพรรค์นี้สมควรได้รับโทษให้สาสม
คำโต้แย้งของเขาไม่ได้ทำให้หลิ่วมู่มู่รู้สึกขุ่นเคือง เธอเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ถ้าฉันสปอยล์ตอนจบให้คุณฟังหมด หนังก็ไม่สนุกสิคะ รอดูด้วยตาตัวเองดีกว่า"
ด้วยความเชื่อใจที่มีต่อหลิ่วมู่มู่ ฟางชวนจึงเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องลากคอสวีหย่งซวงมารับโทษให้ได้
ขณะที่บทสนทนาของทั้งคู่จบลง ประตูห้องทำงานอีกห้องก็เปิดออก เยียนซิวเดินก้าวออกมา ในมือถือกระดาษสีเหลืองแผ่นยาวที่ถูกตัดแต่งขอบไว้อย่างเรียบร้อย
เขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเก้าอี้ของหลิ่วมู่มู่ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาตาแป๋วด้วยความสงสัย ทันใดนั้นเอง ฝ่ามือหนาก็แปะกระดาษเหลืองแผ่นนั้นลงกลางหน้าผากมนของเธออย่างแม่นยำ ดัง 'แปะ!'
หลิ่วมู่มู่ตะลึงงัน สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับผีดิบน้อยในหนังจีนที่ถูกนักพรตแปะยันต์สะกดวิญญาณ
พอตั้งสติได้ เธอก็เบิกตากว้าง ร้องเสียงหลง "นี่คุณเล่นบ้าอะไรเนี่ย!"
มือน้อยๆ รีบตะกายจะดึงกระดาษเหลืองออก แต่ทว่าดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง!
"เดี๋ยวพาเธอไปลงบันทึกประจำวัน เสร็จแล้วก็ส่งตัวกลับบ้านได้เลย" เยียนซิวทำหูทวนลมไม่สนใจเสียงโวยวาย หันไปสั่งงานลูกน้องที่ยืนกลั้นขำอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"รับทราบครับ ที่ปรึกษาเยียน"
พอเห็นชายหนุ่มทำเมิน หลิ่วมู่มู่ก็รีบผวาลุกขึ้นคว้าท่อนแขนแข็งแรงของเยียนซิว เขย่าไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย "รีบเอาออกเดี๋ยวนี้นะ! จะให้ฉันออกไปเดินถนนสภาพนี้ได้ยังไง!"
มีกระดาษเหลืองแปะหราอยู่กลางหน้าผากแบบนี้ ขืนออกไปเจอผู้คน มีหวังโดนล้อไปสามบ้านแปดบ้าน
"ยันต์แผ่นนี้จะคุ้มครองความปลอดภัยให้เธอได้แปดชั่วโมง พอครบกำหนดเวลาแล้วมันจะร่วงหลุดออกมาเอง ไม่ต้องห่วง"
เยียนซิววางมือลงบนศีรษะทุยสวยของเธอ ตบเบาๆ ด้วยท่าทางอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเด็กดื้อ แต่มุมปากกลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด
[จบบท]