บทที่ 107: คนละมิติ
ในเมื่อไม่เคยเห็นฝีมือการทำนายดวงชะตาของเธอมาก่อน อีกทั้งเธอก็ไม่เคยเอาป้ายนักพยากรณ์ออกมาอวดอ้างสรรพคุณให้ใครเห็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนอื่นจะมองเธอด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
แต่ทว่าท่าทีของหลู่เหยาในตอนนั้น กลับดูเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำแล้วพยายามคว้าขอนไม้ท่อนสุดท้ายเอาไว้ หล่อนฝากความหวังทั้งหมดมาลงที่ตัวเธอ... ความเชื่อใจที่หนักอึ้งขนาดนั้นมันมีที่มาจากไหนกันแน่
โดยเนื้อแท้แล้ว หลิ่วมู่มู่ไม่ได้มีอคติหรือต่อต้านการดูดวงให้ชาวบ้าน แต่สำหรับหลู่เหยาคนนี้ ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดจนน่าอึดอัด สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะปฏิเสธคำขอนั้นไป เพื่อตัดความยุ่งยากที่อาจตามมา
เมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาดึกสงัด ก่อนจะล้มตัวลงนอน หลิ่วมู่มู่ก็ไม่ลืมที่จะทำภารกิจประจำวัน นั่นคือการส่งข้อความไป "ก่อกวน" เยียนซิว
หลิ่วมู่มู่: อยู่ไหมเอ่ย? ส่งสติกเกอร์แมวทำท่าลับๆ ล่อๆ
หลิ่วมู่มู่: ส่งสติกเกอร์แมวยื่นอุ้งเท้าเข้าไปสะกิด
หลิ่วมู่มู่: เจ้าตัวเล็กของคุณมารายงานตัวแล้วนะ.jpg
ในเวลาเดียวกันนั้น ทางฝั่งของเยียนซิวกำลังติดพันอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ หลังจากรายงานข่าวการจับกุมสวีหย่งซวงกลับไปยังสำนักงานใหญ่
ทางเบื้องบนคงจะประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด สุดท้ายบทสรุปก็ออกมาว่ามีการส่งตัวผู้ใช้วิชากู่ลงมาสมทบสองคน
หนึ่งคือเยียนหลิงที่เคยรับผิดชอบคดีนี้มาตั้งแต่ต้น และอีกหนึ่งคือกู้หลาน ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบคดีนี้โดยเฉพาะ
หัวหน้าทีมคนใหม่นี้มีความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติห่างๆ กับแม่ของเยียนซิว นับลำดับศักดิ์แล้วก็ถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่ง
แม้ส่วนตัวจะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากนัก แต่ตามมารยาทแล้วเขาก็ไม่อาจทำเมินเฉยเหมือนคนไม่รู้จักได้
เยียนซิวจึงตัดสินใจเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อให้ทีมงานทุกคนรวมถึงฟางชวนได้ทำความรู้จักและปรับความเข้าใจกันไว้ก่อน จะได้ไม่เกิดปัญหาขัดแข้งขัดขากันในระหว่างการสืบสวนต่อจากนี้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น หากไม่พูดถึงเรื่องงานก็พอยิ้มแย้มให้กันได้บ้าง แต่พอวกเข้าเรื่องคดีเมื่อไหร่ ต่างฝ่ายต่างก็งัดข้อกันสุดฤทธิ์ ไม่มีใครยอมใครแม้แต่ก้าวเดียว
ลำบากเยียนซิวกับเยียนหลิงที่ต้องคอยทำหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์จนกระทั่งมื้ออาหารนี้ผ่านพ้นไปได้แบบถูๆ ไถๆ
ธรรมดาของการร่วมโต๊ะกับผู้หลักผู้ใหญ่ เมื่อคุยเรื่องงานจบแล้ว บทสนทนาก็มักจะไหลไปสู่เรื่องส่วนตัว กู้หลานซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับแม่ของเยียนซิวอยู่แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความหวังดี "ตอนนี้มีแฟนหรือยังล่ะเรา"
"ยังไม่มีครับ" เยียนซิวตอบตามความจริง
"น้ามีเด็กผู้หญิงที่เข้าท่าอยู่คนหนึ่ง อยากจะแนะนำให้เรารู้จักหน่อยไหม เป็นหลานสาวของน้าเอง ปีนี้อายุยี่สิบหกปีแล้ว เธอเป็นคน..."
ก่อนที่กู้หลานจะเดินทางมาที่นี่ เธอได้พูดคุยกับแม่ของเยียนซิวมาก่อนแล้ว การที่เธอเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา ย่อมต้องมีบัญชาจากแม่ของเยียนซิวแฝงมาด้วยอย่างแน่นอน
เผลอๆ ว่าที่ลูกสะใภ้ที่กำลังจะถูกนำเสนอใส่พานมาให้เยียนซิวคนนี้ แม่ของเขาคงจะผ่านการคัดกรองและดูตัวมาเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
เยียนหลิงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างปลงตก ขนาดลูกพี่ลูกน้องของเธอที่เป็นผู้ชายเกรดพรีเมียมระดับแรร์ไอเทมขนาดนี้
ป้าสะใภ้ใหญ่ยังต้องพยายามเฟ้นหาผู้หญิงมาประเคนให้ถึงที่ โลกใบนี้ช่างโหดร้ายกับคนโสดจริงๆ สิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหนกัน
กู้หลานยังสาธยายสรรพคุณหลานสาวไม่ทันจบ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือของเยียนซิวก็ดังขึ้นรัวๆ ติดกันหลายครั้ง
เธอยังคงอยากจะพูดต่อ แต่เยียนซิวกลับทำสิ่งที่ผิดวิสัยปกติด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอทันที ก่อนจะหันไปกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น
"ขอโทษนะครับ ผมขอตัวไปตอบแชทสักครู่"
"ไปเถอะจ้ะ" กู้หลานยิ้มรับแห้งๆ พลางส่ายหน้าอย่างจนใจ เธอผ่านโลกมามากพอที่จะดูออกว่าเยียนซิวใช้วิธีนี้เพื่อตัดบทและปฏิเสธความหวังดีของเธอ
น่าเสียดายจริงๆ เธอมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เดินออกไปนอกห้องอาหาร แล้วแอบถอนหายใจยาวด้วยความผิดหวัง
ลูกชายคนโตของตระกูลเยียนผู้เพียบพร้อม หากสามารถเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันได้ ย่อมส่งผลดีต่อตระกูลของเธออย่างมหาศาลชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้
เดิมทีหลิ่วมู่มู่คิดว่าคืนนี้อย่างมากที่สุดก็คงได้รับแค่ข้อความตอบกลับว่า 'ฝันดี' ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์จะสว่างวาบพร้อมกับสายเรียกเข้าแบบวิดีโอคอลจากเยียนซิว
ความประหลาดใจที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้หลิ่วมู่มู่นิ่งงันไปชั่วขณะ สมองยังประมวลผลไม่ทัน แต่มือเจ้ากรรมดันไวกว่าความคิด กดรับสายไปโดยอัตโนมัติ
วินาทีต่อมา หน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏภาพของเธอกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง สวมชุดนอนบอดี้สูทรูปไดโนเสาร์สีเขียวมีหางดุ๊กดิ๊ก ตัดกับภาพของเยียนซิวในอีกฝั่งที่สวมสูทผูกไทเต็มยศ ยืนอยู่ตรงทางเดินของโรงแรมหรูที่มีแสงไฟสลัว
สิ่งที่กั้นกลางระหว่างคนทั้งสองไม่ใช่แค่ระยะทางหรือเวลา แต่มันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังอยู่กันคนละมิติอย่างสิ้นเชิง
เยียนซิวหรี่ตามองเจ้าไดโนเสาร์ตัวน้อยในหน้าจอด้วยแววตาขบขัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ชุดนอนสวยดีนี่"
หลิ่วมู่มู่หน้าร้อนผ่าว รีบมุดหน้าหนีลงไปซุกในผ้าห่มด้วยความเขินอาย ปกติเขาไม่เคยยอมวิดีโอคอลกับเธอเลยสักครั้ง ทำไมวันนี้ถึงมาไม้ไหน มาลอบโจมตีตอนที่เธอยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมออกสื่อแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!
แต่ความอายอยู่ได้เพียงแค่สามวินาที ใบหน้าจิ้มลิ้มของหลิ่วมู่มู่ก็โผล่กลับเข้ามาในหน้าจออีกครั้ง พร้อมกับงัดสกิลการเปลี่ยนเรื่องคุยออกมาใช้ทันที "คุณไม่ได้อยู่บ้านเหรอ นั่นที่ไหนน่ะ"
"โรงแรม ออกมาเลี้ยงรับรองแขก"
เสาอากาศจับผิดของหลิ่วมู่มู่ตั้งชันขึ้นทันที ดวงตาหรี่ลงอย่างจับผิด "มีพี่สาวสวยๆ อยู่ด้วยหรือเปล่า"
"มีแต่คุณน้าสวยๆ"
"อ้อ..." เธอลากเสียงยาว แกล้งทำหน้ามุ่ยถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"งั้นคุณไม่อยู่คุยเป็นเพื่อนคุณน้าคนสวยเขาเหรอ ออกมาแบบนี้เสียมารยาทแย่เลย"
เยียนซิวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "งั้นฉันกลับเข้าไปตอนนี้เลยไหมล่ะ"
"ไม่ต้องเลย! ฉันว่าคุณน้าเขาคงไม่อยากให้คุณกลับเข้าไปกวนใจหรอกมั้ง" หลิ่วมู่มู่รีบห้ามเสียงหลง หัวข้อสนทนานี้ชักจะอันตรายเกินไปแล้ว เปลี่ยนเรื่องดีกว่า
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน หลิ่วมู่มู่ก็เริ่มมีน้ำโห เธอลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียงในชุดไดโนเสาร์ แล้วเริ่มบ่นกระปอดกระแปด
"คราวหน้าห้ามเอาแปะยันต์บนหน้าฉันอีกนะ แล้วก็พี่ตํารวจที่ชื่อเสี่ยวอู๋คนนั้นด้วย ดันขับรถตำรวจเปิดไฟวูบวาบมาส่งถึงหน้าบ้าน นี่เป็นคำสั่งของคุณใช่ไหม ชาวบ้านร้านตลาดเขาคิดว่าฉันไปก่อคดีอะไรมาอีกแล้วเนี่ย"
"แล้วที่พวกเขาคิดมันผิดตรงไหน"
"ผิดสิ! ผิดมหันต์เลยด้วย ฉันเป็นแค่ประชาชนพลเมืองดีที่มีน้ำใจงามเท่านั้นเอง ถึงความมีน้ำใจของฉันจะมากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยก็เถอะ”
“แต่คุณกล้าพูดไหมล่ะว่าฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่มอบธงเชิดชูเกียรติให้ก็ช่างเถอะ แต่ดันมาตอบแทนด้วยการแปะยันต์ใส่หน้ากันได้ คนใจร้าย!"
เยียนซิวทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ได้สิ งั้นเดี๋ยวไว้บอกให้ฟางชวนส่งธงเชิดชูเกียรติไปให้ที่บ้านสักสิบผืนเลยดีไหม"
หลิ่วมู่มู่โกรธจนแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้า ประเด็นมันอยู่ที่ธงเชิดชูเกียรติที่ไหนกันเล่า เธอพูดถึงเรื่องยันต์ต่างหาก ไฉไอก็เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย เขาจงใจกวนประสาทเธอชัดๆ
พอเห็นว่าเธอกำลังทำท่าเหมือนแมวที่พร้อมจะขู่ฟ่อ เยียนซิวก็ปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย "ช่วงนี้มีคนแปลกๆ มาป้วนเปี้ยนแถวตัวเธอ หรือมีใครมาทำท่าทีแปลกๆ ใส่บ้างหรือเปล่า"
"คนแปลกๆ เหรอ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือไง" หลิ่วมู่มู่ชะงัก ความโกรธเมื่อครู่หายวับไปทันที
"เกี่ยวกับคดี ตอนนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้"
ความจริงแล้ว เบื้องหลังคำถามนี้สืบเนื่องมาจากตอนที่ฟางชวนเข้าจับกุมสวีหย่งซวง เขาตรวจพบข้อความปริศนาในโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายที่ยังไม่ทันได้ลบ
ช่วงเวลาของการส่งข้อความนั้นห่างจากเวลาจับกุมเพียงไม่กี่นาที หากคนปริศนาผู้นั้นส่งข้อความมาเร็วกว่านี้อีกนิดเดียว ไม่แน่ว่าสวีหย่งซวงอาจจะไหวตัวทันและหนีรอดไปได้จริงๆ
พวกเขาได้นำข้อความนั้นไปให้สวีหย่งหลินตรวจสอบ แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง และไม่ทราบว่าสวีหย่งซวงยังมีพรรคพวกหลงเหลืออยู่ในเมืองชิ่งเฉิงอีกหรือไม่
ตลอดหลายปีมานี้มีแค่พวกเขาสองพี่น้องที่ร่วมกันเลี้ยงกู่และทำเรื่องต่างๆ ด้วยกัน ไม่ได้ดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง
ทว่าจากการตรวจสอบประวัติการโทร สวีหย่งซวงมักจะมีการติดต่อกับบุคคลภายนอกอยู่บ่อยครั้ง แต่เบอร์โทรศัพท์เหล่านั้นเมื่อลองโทรกลับไปก็กลายเป็นเลขหมายที่ยังไม่เปิดให้บริการ ตรวจสอบที่มาที่ไปไม่ได้ เหมือนเป็นเบอร์ที่ใช้แล้วทิ้ง
เขากับฟางชวนช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์อยู่พักใหญ่ ข้อสันนิษฐานแรกที่ผุดขึ้นมาคือ มีหนอนบ่อนไส้ในสถานีตำรวจ
แต่คดีของสองพี่น้องตระกูลสวีไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นคดีลับสุดยอด แม้กระทั่งก่อนที่สวีหย่งซวงจะเข้ามอบตัว
คดีนี้ก็อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบโดยตรงของสำนักงานใหญ่ แม้แต่สำนวนคดีส่วนที่เกี่ยวข้องกับจัวหร่านก็ถูกโอนย้ายขึ้นไปพร้อมกันทั้งหมด
ดังนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงภายในแผนกสืบสวนคดีพิเศษแล้ว คนนอกแทบไม่มีทางล่วงรู้ความเคลื่อนไหวนี้ได้เลย
แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน มันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย หากเป็นคนในเป็นคนปล่อยข่าวจริงๆ ทำไมต้องรอจนถึงวินาทีสุดท้ายที่กำลังจะเข้าจับกุมสวีหย่งซวง
เวลาที่คาบเกี่ยวกันขนาดนี้ มันชวนให้สงสัยว่า สรุปแล้วคนคนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะช่วยจริงๆ หรือว่าเพิ่งจะได้รับข่าวกันแน่
[จบบท]