บทที่ 114: แตกหัก
กว่าหลู่เหยาจะก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาลได้ วันเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่เจ็ดของเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว อากาศภายนอกยังคงหนาวเหน็บ แต่คงไม่หนาวเหน็บเท่ากับบรรยากาศภายในใจของเธอ
สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อกลับมาเหยียบธรณีประตูบ้านตระกูลจาง ไม่ใช่การพักผ่อน แต่เป็นการกดโทรศัพท์เรียกตำรวจให้มาที่บ้าน โดยแจ้งข้อกล่าวหาที่ทำเอาคนทั้งบ้านนั่งไม่ติดว่า
เธอถูกลูกเลี้ยงผลักจนล้ม และเด็กคนนั้นจงใจทำร้ายหมายจะให้เธอแท้งลูกในท้อง
แน่นอนว่าคนเป็นย่าอย่างแม่เฒ่าจางต้องกางปีกปกป้องหลานชายสุดที่รักแบบหัวชนฝา ทางด้านจางซื่อจิงเองก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างแม่ของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เขาจะรักและดีกับภรรยาใหม่คนนี้มากแค่ไหน
แต่จางหยางก็คือเลือดเนื้อเชื้อไข คือลูกชายแท้ๆ ของเขา จางซื่อจิงพยายามใช้คำพูดหว่านล้อมสารพัดหวังให้หลู่เหยากลับคำให้การ
แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ หลู่เหยาผู้เคยเป็นภรรยาที่ว่านอนสอนง่ายราวกับลูกไก่ในกำมือ ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอปิดหูไม่รับฟังคำแก้ตัวใดๆ ของเขาเลยแม้แต่น้อย
หลู่เหยาแจ้งความด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ พร้อมทั้งงัดเอาผลตรวจจากโรงพยาบาลออกมาวางตรงหน้าตำรวจ หลักฐานทางการแพทย์ทำให้เจ้าหน้าที่จำต้องคุมตัวจางหยางกลับไปสอบสวนที่โรงพัก
แต่ปัญหามันติดตรงที่ว่า ในบ้านตระกูลจางไม่ได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซ้ำร้ายพยานในบ้านอีกสองคนยังให้การตรงกันเป็นเสียงเดียวว่าหลู่เหยาล้มลงไปเอง ไม่เกี่ยวกับจางหยางแม้แต่ปลายเล็บ
การสอบสวนกินเวลาไปหนึ่งวันเต็มๆ ก็ยังคว้าน้ำเหลว หาหลักฐานมัดตัวไม่ได้ ทางด้านจางหยางเองก็ปากแข็ง ยืนกรานเสียงแข็งขันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ตำรวจจึงจำต้องปล่อยตัวเขาออกมาในวันที่สอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำเอาครอบครัวจางปั่นป่วนจนแทบไม่ได้หลับได้นอน รถตำรวจวิ่งเข้าวิ่งออกถึงสองรอบ ทำให้บ้านตระกูลจางกลายเป็น "ดาวเด่น" ประจำชุมชนไปโดยปริยาย เพื่อนบ้านร้านตลาดต่างพากันชะเง้อคอรอชมเรื่องสนุกหลังมื้ออาหาร
เพื่อนบ้านรั้วติดกันอย่างครอบครัวตระกูลต่งก็ไม่พลาดรายการเรียลลิตี้นี้เช่นกัน มิหนำซ้ำยังได้รับข้อมูลวงในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพราะสายสัมพันธ์อันดีระหว่างเจียงหลีกับจางเสวี่ยฉี
สรุปใจความสั้นๆ จากปากของจางเสวี่ยฉีก็คือ พี่สะใภ้ของเธอสติแตกจนเป็นบ้าไปแล้ว
ทว่าละครฉากนี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ อย่างที่คนบ้านจางวาดฝันไว้ ในวันที่จางหยางเพิ่งจะก้าวเท้าพ้นโรงพักกลับมาถึงบ้าน หลู่เหยาก็จัดการแจ้งความซ้ำอีกครั้ง
และครั้งนี้... มันไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ ที่จะแก้ต่างได้ง่ายเหมือนคราวที่แล้ว เธอแจ้งว่าจางหยางแอบสับเปลี่ยนยาของเธอ ในขวดยาที่ฉลากระบุว่าเป็นกรดโฟลิก เนื้อในกลับถูกเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่น
ตำรวจนำขวดยาเจ้าปัญหากลับไปตรวจสอบ และแน่นอนว่าต้องหิ้วปีกพาตัวจางหยางกลับไปสอบสวนที่โรงพักอีกรอบ
และครั้งนี้ จางหยางไม่ได้เดินกลับออกมาง่ายๆ เหมือนเก่า
ผลการตรวจสอบทางเคมีระบุชัดเจนว่า ยาในขวดนั้นไม่ใช่กรดโฟลิกบำรุงครรภ์ แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเม็ดยาจะดูเหมือนของเดิมจนแยกไม่ออก แต่ส่วนประกอบข้างในนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาตำรวจถึงกับผงะ เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นคือ "ยาให้กำเนิดบุตรชาย"
เจ้ายาเปลี่ยนเพศ หรือยาให้กำเนิดบุตรชายนี้ เคยเป็นสินค้าที่ฮิตระเบิดระเบ้อในตลาดมืดอยู่พักใหญ่ มีผู้หญิงจำนวนมากที่ทั้งตั้งใจสรรหามากินเองและถูกคนใกล้ชิดหลอกให้กิน
แม้ภายหลังจะมีข่าวครึกโครมพิสูจน์แล้วว่ายานี้รังแต่จะทำให้ทารกในครรภ์พิการผิดรูป แต่ก็ยังมีคนงมงายไม่ยอมเชื่อความจริง
ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์สั่งให้หลู่เหยาทานกรดโฟลิก และเธอก็กินยาจากขวดนี้ติดต่อกันทุกวันมาตลอดสามเดือนเต็ม...
เรื่องราวบานปลายจนเกินจะควบคุม ต่อมาตำรวจตรวจพบรอยนิ้วมือของจางหยางปรากฏหราอยู่บนขวดยา ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวว่าเขาเคยจับต้องขวดยาของหลู่เหยาจริงๆ
เมื่อประกอบกับคำให้การของหลู่เหยาที่ว่า เธอมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับลูกเลี้ยง ปกติจางหยางจะไม่มีทางย่างกรายเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของเธอเลย
และขวดยานี้เธอก็เก็บมิดชิดไว้ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง ความเป็นไปได้ที่จะบังเอิญเดินเข้ามาแล้วเผลอไปแตะโดนนั้น แทบจะเป็นศูนย์
ณ ห้องนั่งเล่นบ้านตระกูลจาง บรรยากาศอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก
จางซื่อจิงที่วาดฝันว่าจะได้ฉลองปีใหม่ที่บ้านอย่างอบอุ่น บัดนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย
ช่วงตรุษจีนที่คนอื่นเขาเฉลิมฉลองกัน เขาต้องไปนอนเฝ้าภรรยาที่โรงพยาบาล พอภรรยาได้กลับบ้าน เขากลับต้องมาวิ่งรอกไปโรงพักเพื่อประกันตัวลูกชายทุกวี่ทุกวัน
เขานั่งกุมขมับ คิดไม่ตกเลยจริงๆ ว่าเดิมทีทุกอย่างก็กำลังไปได้สวย ชีวิตครอบครัวดูเหมือนจะลงตัว ทำไมจู่ๆ ถึงพลิกผันกลายเป็นนรกบนดินไปได้
เขาเงยหน้ามองภรรยาที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะประนีประนอมที่สุด
"เหยาเหยา... บางทีเรื่องนี้อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันก็ได้นะ จางหยางเด็กคนนั้น คุณก็อยู่กับเขามาตั้งหลายปีแล้ว คุณน่าจะรู้นิสัยเขาดี เขาอาจจะยอมรับคุณไม่ได้ แต่เขาไม่มีทางใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นจงใจวางยาทำร้ายคุณแน่ๆ"
หลู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ขอบตาของเธอยังคงแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่แววตาคู่สวยกลับว่างเปล่า
"ที่คุณบอกว่าเขาไม่มีทางจงใจทำร้ายฉัน คุณคงหมายถึงตอนช่วงปีใหม่ที่เขา 'แค่' ผลักฉันล้มเฉยๆ ไม่ได้ฉวยโอกาสผลักตอนฉันกำลังเดินลงบันไดสินะคะ"
เจอประโยคนี้เข้าไป จางซื่อจิงถึงกับพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ เพราะภาพที่ลูกชายผลักภรรยาล้มนั้นเขาเห็นมากับตาตัวเอง ถ้าวันนั้นเขาไม่เห็น เขาคงไม่รู้สึกผิดบาปในใจขนาดนี้
แม่เฒ่าจางนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ พอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็นั่งจ้องหลู่เหยาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วหันขวับไปตวาดใส่จางซื่อจิงว่า
"แกดูสิ! แกแต่งตัวซวยอะไรเข้าบ้านมาเนี่ย ปีใหม่ก็ไม่ได้ฉลองดีๆ ยังจะมาใส่ร้ายทำลายหลานชายแม่อีก แกจะไปพูดดีกับมันทำไม พรุ่งนี้พวกแกไปหย่ากันเลยนะ! หย่าให้มันจบๆ ไป!"
"แม่ครับ!" จางซื่อจิงอุทานด้วยความลำบากใจ
"ก็ดีค่ะ งั้นก็หย่ากันเถอะ" หลู่เหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับคนที่ปลดปลงทุกอย่างแล้ว เธอรับลูกแม่เฒ่าจางทันทีโดยไม่ต้องคิด
เธอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของจางซื่อจิง "ฉันหลงคิดว่าการยอมก้มหน้าอดทนของฉันจะทำให้เราประคองชีวิตคู่ไปได้ แต่กลายเป็นว่าฉันหลอกตัวเองมาตลอด... ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ เราคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็หย่ากันเถอะค่ะ"
จางซื่อจิงอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก เขาเองยังรักและพอใจในตัวภรรยาคนนี้มาก และลึกๆ ก็ไม่อยากหย่า
แต่สิ่งที่หลู่เหยาพูดมามันคือความจริง พวกเขาคงกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้อีกแล้ว
ตั้งแต่วินาทีที่เธอตัดสินใจแจ้งความและส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาเข้าคุก เส้นทางชีวิตคู่ของพวกเขาก็ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร
"หย่าก็หย่า! แต่พูดแล้วห้ามคืนคำนะ เงินของตระกูลจาง เธออย่าหวังว่าจะได้ไปสักแดงเดียว!" แม่เฒ่าจางตวาดเสียงแหลม แววตาฉายแววสะใจวูบหนึ่งอย่างปิดไม่มิด
ย้อนกลับไปตอนที่หลู่เหยาจะแต่งเข้าบ้านตระกูลจาง แม่เฒ่าจางผู้เขี้ยวลากดินได้ยื่นคำขาดไว้ก่อนแล้วว่าต้องเซ็นสัญญาก่อนแต่งถึงจะยอมให้เหยียบเข้าบ้าน
สุดท้ายจางซื่อจิงก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และให้หลู่เหยาเซ็นสัญญาก่อนสมรสก่อนไปจดทะเบียน
ตามข้อตกลงในกระดาษแผ่นนั้น หากมีการหย่าร้างเกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใด หลู่เหยาจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องทรัพย์สินของตระกูลจางแม้แต่หยวนเดียว จะได้เพียงค่าเลี้ยงดูในวงเงินจำกัดเท่านั้น
ความจริงตอนแรกแม่เฒ่าจางไม่อยากจะให้แม้แต่ค่าเลี้ยงดูด้วยซ้ำ กะจะให้ไปแต่ตัว แต่จางซื่อจิงต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เธอถึงยอมกัดฟันให้ระบุเพิ่มลงไป
"แม่... อย่าลืมสิว่าเหยาเหยายังท้องลูกของผมอยู่นะ" จางซื่อจิงรีบแย้งขึ้นมาเมื่อเห็นแม่ตัวเองเริ่มจะบีบคั้นภรรยาเกินไป
แม่เฒ่าจางทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างแรง ปากก็พึมพำเสียงอู้อี้กับตัวเอง "ขนาดทำถึงขั้นนี้ยังไม่เปลี่ยนเป็นผู้ชาย คลอดออกมาจะมีประโยชน์อะไร..."
หมอดูคนนั้นยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะต้องกลายเป็นเด็กผู้ชายแน่นอน แถมยังเป่าหูสรรเสริญเยินยอลูกในท้องของหลู่เหยาเสียดิบดี
บอกว่าเป็นเทพลงมาเกิดบ้างอะไรบ้าง ตอนนั้นเธอคงหน้ามืดตามัวเพราะอยากได้หลานชาย ถึงได้หลงเชื่อคำพูดพวกนั้นเป็นตุเป็นตะ
แต่มาตอนนี้ พอความจริงเริ่มปรากฏ เธอก็เริ่มอดสงสัยไม่ได้แล้วว่า ไอ้มหาเทพนักพยากรณ์อะไรนั่นจะต้มตุ๋นเธอหรือเปล่า?
ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยหลงเชื่อไปชั่ววูบ แต่ค่านิยมฝังหัวเรื่องลูกชายต้องมาก่อนก็ยังครอบงำความคิดเธออยู่ดี ในใจของแม่เฒ่าจาง มีแค่เด็กผู้ชายเท่านั้นถึงจะนับเป็นผู้สืบสกุลตระกูลจางที่ควรค่าแก่การทะนุถนอม
บวกกับวีรกรรมที่หลู่เหยาทำลงไป ทั้งแจ้งความจับหลานรัก ทั้งทำให้บ้านวุ่นวาย ทำให้แม่เฒ่าจางที่เคยคาดหวังกับเด็กในท้องเปลี่ยนความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความเคลือบแคลงสงสัยที่มีต่อหมอดูก็เพิ่มทวีคูณ
ไม่ได้การละ... เธอต้องไปหาตัวนักพยากรณ์คนนั้นให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้าง
จางซื่อจิงได้ยินแม่บ่นพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ จึงหันไปมองด้วยความสงสัย แม่เฒ่าจางคร้านจะอธิบายให้ลูกชายฟัง เธอหันขวับไปเชิดหน้าพูดกับหลู่เหยาว่า
"งั้นก็เพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกก้อนก็แล้วกัน ถือว่าตระกูลจางของเราทำดีที่สุดกับเธอและเด็กในท้องแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นต้นเหตุ จางหยางก็คงไม่ต้องมารับกรรมในคุกแบบนี้ เธอไม่ต้องมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรทั้งนั้น พวกเราทำดีกับเธอมากพอแล้ว!"
[จบบท]