บทที่ 119: ตัวตนที่แท้จริง
พูดจบเธอก็ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนออกมาเพียงเล็กน้อยอย่างทะนุถนอม
ในเวลานี้ทารกในครรภ์ยังตัวไม่ใหญ่ ขอเพียงสวมเสื้อผ้าตัวโคร่งสักหน่อยก็ยากที่จะดูออก อีกทั้งเด็กคนนี้ช่างรู้ความและเลี้ยงง่าย เธอไม่มีอาการแพ้ท้องเลยแม้แต่น้อย ทำให้แทบไม่มีใครมองเธอในฐานะคนท้องเลยสักคน
วันนี้หลังจากจางซื่อจิงผู้เป็นสามีไปรับตัวลูกชายกลับมาจากสถานีตำรวจ บรรยากาศในบ้านก็ปั่นป่วนไปด้วยความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวกับลูกชาย
ผนวกกับวันนี้หลู่เหยากำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายออก ทันทีที่แม่เฒ่าจางเห็นหน้าเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเรื่องที่ตนเองถูกหลอกเอาเงินไปก่อนหน้านี้
สองแม่ลูกโต้เถียงกันไปมาจนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท จางซื่อจิงช่วงนี้ต้องวิ่งวุ่นจัดการเรื่องจางหยางลูกชายตัวดี ไหนจะต้องมาจัดการเรื่องหย่ากับเธอ
แล้วยังต้องมาทนฟังคำตำหนิติเตียนจากแม่บังเกิดเกล้าอีก ต่อให้เป็นคนอารมณ์ดีแค่ไหนก็คงทนแบกรับไม่ไหว
กระทั่งตอนที่หลู่เหยาเดินออกมา พวกเขาก็ยังคงทะเลาะกันอยู่ ไม่มีใครมีเวลามาสนใจเธอเลยสักนิด
แต่เรื่องราววุ่นวายภายในบ้านเหล่านี้ เธอเลือกที่จะไม่เล่าให้หลิ่วมู่มู่ฟัง
หลิ่วมู่มู่ทำได้เพียงยืนฟังเธอระบายความในใจอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้จะสรรหาคำใดมาปลอบโยน ในเมื่อเธอกับอีกฝ่ายก็เป็นเพียงเพื่อนบ้านที่รู้จักกันผิวเผิน เรื่องส่วนตัวในครอบครัวคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะเข้าไปก้าวก่ายได้
หญิงสาวช่วยเข็นกระเป๋าเดินทางของหลู่เหยามาส่งจนถึงหน้าหมู่บ้าน พอออกมาถึงถนนใหญ่การเรียกรถก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หลู่เหยาหยุดฝีเท้าลง หลิ่วมู่มู่จึงปล่อยมือจากคันชักกระเป๋า
“ขอบคุณที่อุตส่าห์เดินมาส่งนะ ต่อไปพวกเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว บ๊ายบาย”
หลู่เหยายื่นมือออกมาคล้ายต้องการจะสัมผัสมือเพื่อร่ำลา
หลิ่วมู่มู่ยื่นมือออกไปจับกับเธอเบาๆ ทว่าวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกัน ดูเหมือนจะเกิดกระแสไฟฟ้าสถิตแล่นปราดจนเกิดเสียงดังเปรี้ยะ
หลังจากคลายมือออกจากกัน หลิ่วมู่มู่จึงเอ่ยขึ้นสั้นๆ
“โชคดีนะคะ”
หญิงสาวหันหลังเดินกลับเข้าไปในเขตหมู่บ้าน หลู่เหยายืนรอจนกระทั่งรถเก๋งที่มารับแล่นมาจอดเทียบ คนขับรถก้าวลงมายกกระเป๋าเดินทางของเธอไปเก็บไว้ท้ายรถอย่างรู้งาน ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ
หลู่เหยาเอนศีรษะมองผ่านกระจกติดฟิล์มไปยังเงาร่างสีแดงที่กำลังเดินห่างออกไปทีละนิด จู่ๆ เธอก็หลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ สีหน้าท่าทางอ่อนโยนน่าสงสารเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความเยือกเย็นที่ดูแปลกตา
เธอพลิกฝ่ามือข้างขวาที่เพิ่งสัมผัสกับหลิ่วมู่มู่ขึ้นมาดู กลางฝ่ามือขาวซีดปรากฏรอยไหม้เกรียมเป็นปื้นดำชัดเจน
เวลานั้นเอง คนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“คุณหลู่ครับ นายท่านไม่พอใจมากที่คุณตัดสินใจถอนตัวออกจากตระกูลจางกะทันหันแบบนี้”
หลู่เหยาปรายตามองคนขับรถผ่านกระจกมองหลัง แววตาของเธอเย็นยะเยียก
“ฉันแซ่ฉี ไม่ได้แซ่หลู่”
ความจริงแล้วเธอควรจะชื่อฉีเหยา ไม่ใช่หลู่เหยา
พ่อแท้ๆ ของเธอเป็นคนในตระกูลฉีสายรอง ครั้งหนึ่งเขาเดินทางไปต่างเมืองและได้พบรักกับแม่ของเธอ ทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนให้กำเนิดเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างเธอขึ้นมา
แม่ของเธอเฝ้าประคบประหงมตั้งใจจะคลอดเธอออกมา โดยวาดหวังว่าเศรษฐีคนนั้นจะหวนกลับมารับไปเสวยสุข
ทว่าเมื่อตากับยายล่วงรู้เรื่องลูกสาวตั้งท้อง ก็จัดการบังคับขืนใจให้แม่แต่งงานกับผู้ชายที่แก่กว่าเป็นสิบรอบ ผู้ชายคนนั้นเป็นหมันแต่มีฐานะร่ำรวย เขาปฏิบัติต่อภรรยาและลูกติดอย่างเธอดีใช้ได้เลยทีเดียว
ทุกคนในบ้านดูปกติดี ยกเว้นก็แต่แม่ของเธอที่มักจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งเป็นพักๆ พร่ำเพ้อแต่เรื่องเหลวไหลว่าผู้ชายคนนั้นจะกลับมารับ
ตอนเธออายุสิบแปดปี แม่ของเธอก็ตรอมใจตาย พ่อเลี้ยงที่เคยใจดีเริ่มคิดไม่ซื่อ หวังจะเปลี่ยนสถานะจากพ่อลูกให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่น่าขยะแขยง
และในช่วงวิกฤตินั้นเอง พ่อบังเกิดเกล้าที่หายสาบสูญไปสิบแปดปีก็ปรากฏตัวขึ้น
นับแต่นั้น หลู่เหยาก็ได้ใช้นามสกุลใหม่ แม้ทางกฎหมายจะไม่ได้รับรองสถานะ แต่สิ่งที่เธอได้รับมาคือวิชาความรู้พิเศษที่ทำให้เธอเอาตัวรอดได้ และยังสามารถใช้มันทำร้ายผู้อื่นได้อย่างอำมหิตเลือดเย็น
เสียงของคนขับรถดึงสติของหลู่เหยากลับมา น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์
“นายท่านต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหลิ่วมู่มู่มากกว่านี้ แต่การกระทำของคุณทำให้แผนของนายท่านพังไม่เป็นท่า”
“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าหลิ่วมู่มู่เป็นคนระแวดระวังตัวสูงมาก ฉันยอมลดตัวลงไปแกล้งทำตัวน่าสงสารขอร้องให้เธอช่วยทำนายดวงให้ เธอยังไม่ยอมใจอ่อน วิธีลองเชิงของนายท่านใช้ไม่ได้ผลกับผู้หญิงคนนี้หรอก”
“อีกอย่างพักนี้มีคนกำลังตามสืบประวัติฉัน ลามไปจนถึงแฟนเก่าของฉันด้วย นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด”
คนขับรถขมวดคิ้วมุ่น
“แต่ทางเรายังไม่ได้รับข่าวความเคลื่อนไหวพวกนี้เลยนะครับ”
หลู่เหยาแค่นเสียงในลำคอ
“ฉันเตือนตั้งนานแล้วว่าตำรวจเมืองชิ่งเฉิงฝีมือไม่ธรรมดา ขนาดสวีหย่งซวงยังไปไม่รอด นายท่านยังไม่เข็ดอีกเหรอ”
“หลิ่วมู่มู่มีความสัมพันธ์กับตำรวจพวกนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่เราคิด พอเธอได้เจอกับสวีหย่งหลิน สวีหย่งหลินก็รีบแจ้นไปมอบตัวทันที”
“นี่ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญแน่ๆ คนที่ตามสืบฉันมีความเป็นไปได้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นตำรวจ ฉันไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงด้วยหรอก”
จนถึงวินาทีนี้หลู่เหยาก็ยังขบคิดไม่แตกว่า วันนั้นหลิ่วมู่มู่พูดจาหว่านล้อมอะไรกับสวีหย่งหลินกันแน่
เธอกับสองพี่น้องตระกูลสวีไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ทำงานรับใช้เจ้านายคนเดียวกัน อีกทั้งเธอมีศักดิ์เป็นคนแซ่ฉี ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่าคนอื่น และจำหน้าตาของสองพี่น้องตระกูลสวีได้แม่นยำ
ในตอนนั้น แม้จะเห็นตำตาว่าหลิ่วมู่มู่เข้าไปคุยกับสวีหย่งหลิน แต่เธอก็ไม่ได้เอะใจอะไร
จนกระทั่งเห็นหลิ่วมู่มู่เดินออกไปกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วถูกรถตำรวจพากลับมาส่ง เธอถึงได้ตระหนักว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีเสียแล้ว
น่าเสียดายที่เธอไหวตัวช้าไปหน่อย สวีหย่งซวงเลยไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนีเอาตัวรอด ส่วนสาเหตุที่พี่น้องตระกูลสวีแตกหักกันเอง จนป่านนี้ก็ยังคงเป็นปริศนา
หลู่เหยารู้เต็มอกว่าเจ้านายไม่เชื่อรายงานที่เธอส่งไปก่อนหน้านี้ เขาปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าจะเป็นฝีมือของเด็กสาวอย่างหลิ่วมู่มู่ เขาจะเชื่อหรือไม่ก็ช่างประไร แต่หลู่เหยาไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่แบบไร้ค่า
คนขับรถนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก่อนจะผ่อนน้ำเสียงลง
“แล้วจะเอายังไงต่อครับ เรื่องพี่น้องตระกูลสวี นายท่านก็หัวเสียมากพออยู่แล้ว เบาะแสเรื่องกู่อายุวัฒนะไม่เพียงแค่ขาดหายไป แต่เรายังต้องเสียมือดีไปอีกตั้งหลายคน ตอนนี้ทางฝั่งหลิ่วมู่มู่ คุณจะให้ยอมแพ้เหรอครับ”
“ใครบอกว่าจะยอมแพ้ แค่เปลี่ยนวิธีจากการแฝงตัวอยู่ข้างกาย เป็นการเฝ้าจับตาดูอยู่ห่างๆ ต่างหาก ขอแค่ไม่คลาดสายตา สักวันความลับที่ซ่อนอยู่ก็ต้องเผยออกมาจนได้”
พูดจบเธอก็แบฝ่ามือข้างนั้นให้คนขับรถดู
“อย่างน้อยฉันก็พิสูจน์ได้แล้วว่านังเด็กนั่นไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ของขวัญอำลาที่ตั้งใจจะมอบให้เธอ ดันส่งไปไม่ถึงมือซะได้”
ภายใต้ผิวหนังบริเวณรอยไหม้ดำนั้น คล้ายกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างขยับเคลื่อนไหว มันดิ้นขลุกขลักจนผิวหนังปูดโปนเป็นตุ่มเล็กๆ ขึ้นมาเป็นจังหวะ
หลู่เหยาไม่ได้ใส่ใจความเจ็บปวด เธอก้มมองฝ่ามือตัวเองด้วยรอยยิ้มมุมปาก แล้วเหมือนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ไปส่งฉันที่สถานีตำรวจก่อน”
คนขับรถเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
“คุณจะไปทำอะไรที่นั่นครับ”
เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ก็ต้องไปมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้ครอบครัวสามีสุดที่รักของฉันหน่อยน่ะสิ”
คนขับรถรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องในบ้านของหลู่เหยาดีจึงแย้งขึ้น
“ผู้ชายคนนั้นให้เงินก้อนโตกับคุณมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
นิ้วเรียวยาวของหลู่เหยาลูบไล้ริมฝีปากตัวเองไปมา แววตาฉายแววอำมหิต
“เงินนั่นมันค่าซื้อชีวิตลูกชายเขา ไม่ได้รวมถึงชีวิตแม่ของเขาด้วยสักหน่อย ใครใช้ให้เขาให้น้อยเองล่ะ”
แม้ลึกๆ เธอจะพึงพอใจในตัวสามีคนนี้มาก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อพวกเขาหย่าขาดจากกันแล้ว พอสิ้นสุดสถานะสามีภรรยาก็เท่ากับเป็นคนอื่นคนไกล จะลงมือทำอะไรก็ไม่เห็นต้องไว้หน้ากันอีก
[จบบท]