บทที่ 12: คำทำนายไม่ฟรี
เมื่อเจียงหลีเห็นต่งเยว่ผู้เป็นลูกสาวกำลังคลุกคลีอยู่กับหลิ่วมู่มู่ คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยบ่งบอกความไม่พอใจ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป
ด้านต่งเจิ้งหาวกำลังเอนกายนั่งในท่ากึ่งนอนบนโซฟา ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง สาดอารมณ์เคร่งเครียดไปทั่วบริเวณ
“เฮียฉิน... คนเพิ่งจะไม่อยู่แล้วแท้ๆ สัญญาที่คุยกันไว้ก็ยังไม่ได้เซ็นเลย แถมงานที่เคยทำด้วยกันก่อนหน้านี้ก็หยุดชะงักไปหมด”
เจียงหลีไม่ประสาเรื่องธุรกิจเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งต่งเจิ้งหาวก็ไม่เคยอนุญาตให้เธอยุ่งเกี่ยว เมื่อเห็นสามีเคร่งเครียดจึงทำได้เพียงปลอบใจไปตามสถานการณ์
“ยังไงก็คงต้องรอให้คุณนายฉินจัดการงานศพของเหล่าฉินให้เรียบร้อยก่อนมั้งคะ พอมีสติแล้วถึงจะกลับมาดูแลเรื่องบริษัทได้”
“คุณจะไปรู้อะไร” ต่งเจิ้งหาวแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“ไอ้สารเลวจานหงเย่นั่น มันไปดึงตัวคนเก่งๆ ในบริษัทของเฮียฉินไปเกือบหมดแล้ว ออร์เดอร์ไหนที่พอจะแย่งได้ มันก็กวาดไปเรียบ”
“แถมยังทำได้ไวมากด้วยนะ รอจนกว่าพี่สะใภ้จะนึกถึงเรื่องบริษัทขึ้นมา ทุกอย่างก็คงสายเกินไปแล้ว”
เขาจึงสบถด่าตามหลังอีกประโยค “เลวจริงๆ!”
หางคิ้วของเจียงหลีกระตุกเบาๆ เพราะไอ้สารเลวที่ต่งเจิ้งหาวกำลังพูดถึงก็คือน้องเขยของเธอเอง เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ... แล้วงานเลี้ยงวันเกิดของจานหงเย่พรุ่งนี้ เรายังจะไปกันอยู่ไหมคะ”
“ไปสิ ต้องไปแน่นอน” ต่งเจิ้งหาวไม่ได้นับถือจานหงเย่มากนัก เขายังจำได้ดีว่าสมัยที่ตนกับฉินไคสร้างเนื้อสร้างตัวหาเงินนั้น จานหงเย่ยังเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในวงการ แต่ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะดวงดี ไต่เต้าขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
และตอนนี้การจากไปของเหล่าฉิน ก็กลายเป็นโอกาสให้จานหงเย่ได้ผงาดขึ้นมาแทน ผู้คนมักเปรียบเปรยถึงการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตา แต่เขากลับคิดว่าแม่น้ำที่กว้างใหญ่สายนั้น เหตุใดจึงไม่พัดพาคนผู้นั้นให้จมหายไปเสียเลย
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน หลิ่วมู่มู่ก็เดินถือชามบะหมี่ออกมาจากครัว เธอวางชามลงบนโต๊ะกาแฟอย่างแผ่วเบาก่อนจะส่งตะเกียบให้ต่งเจิ้งหาว เขารับชามมาแล้วก้มหน้าก้มตากินทันที หลิ่วมู่มู่จึงถือโอกาสนั่งลงข้างๆ จ้องมองเขาขณะรับประทาน
เดิมทีเจียงหลีตั้งใจจะคุยกับต่งเจิ้งหาวต่อ แต่พอเห็นหลิ่วมู่มู่นั่งอยู่ด้วย อารมณ์สนทนาก็พลันหายไปหมดสิ้น เธอปรายตามองเด็กสาวแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“พรุ่งนี้ต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดนะ มู่มู่มีชุดที่ใส่ไปงานได้บ้างหรือเปล่า”
หลิ่วมู่มู่กะพริบตาปริบๆ “...น่าจะ... ไม่มีนะคะ”
เรื่องการแต่งตัวไปงานเลี้ยงเช่นนี้ เธอยอมรับว่าไม่มีประสบการณ์เลยจริงๆ
“ถ้าจะสั่งตัดชุดราตรีตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ งั้นเธอไปลองดูในตู้เสื้อผ้าของเสี่ยวเยว่ก็แล้วกัน ลองเลือกมาสักชุด พวกเธอสองคนหุ่นก็พอๆ กันอยู่แล้ว เสื้อผ้าของน้องน่าจะใส่ได้”
หลิ่วมู่มู่หันไปมองต่งเยว่ในครัวแวบหนึ่ง รูปร่างของพวกเธอสองคนนั้นไม่อาจเรียกว่าเหมือนกันได้เลย เผลอๆ ต้องเรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ
น้าเจียงช่างกล้าพูดออกมาว่าพวกเธอหุ่นพอๆ กัน ขณะเดียวกันต่งเจิ้งหาวยังคงก้มหน้าสูดเส้นบะหมี่เข้าปาก ไม่ได้สนใจฟังเลยว่าผู้หญิงทั้งสองกำลังคุยอะไรกัน
หลิ่วมู่มู่จึงตัดสินใจหันไปหาต่งเจิ้งหาวโดยตรง “พ่อคะ พ่อพอจะให้หนูยืมเงินสักสองสามร้อยหยวนได้ไหม พรุ่งนี้หนูจะไปซื้อชุดราตรีค่ะ”
“หืม น้าเจียงเขาไม่ได้ซื้อให้ลูกเหรอ” ต่งเจิ้งหาวเงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่
เจียงหลีกัดฟันกรอด แอบด่าหลิ่วมู่มู่ในใจว่าเป็นเด็กขี้ฟ้อง ก่อนจะแสร้งพูดด้วยท่าทางลำบากใจ
“คือเวลามันกระชั้นชิดไปหน่อยน่ะค่ะ สั่งตัดชุดก็ไม่ทันแล้ว ฉันเลยคิดว่าจะให้มู่มู่ใส่ชุดของเสี่ยวเยว่ไปก่อน พี่น้องสองคน ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกอะไรกันชัดเจนขนาดนั้นก็ได้”
“อืม ก็ได้นะ...”
“แต่ของบางอย่างมันก็ควรต้องแบ่งให้ชัดเจนนะคะ อย่างเช่นหนูอยากจะแบ่งเนื้อบนตัวหนูสัก 5 จินให้เสี่ยวเยว่ น่าเสียดาย ต่อให้เธอยินดีจะรับ มันก็ทำไม่ได้อยู่ดีค่ะ”
ต่งเจิ้งหาวเพิ่งจะตระหนักได้ว่าทั้งสองกำลังเริ่มเปิดศึกกันอีกครั้ง เขาจึงโบกตะเกียบในมือไปมาอย่างรำคาญใจ
“พอๆ ไม่ต้องพูดแล้ว พรุ่งนี้ก็ให้มู่มู่ไปซื้อเสื้อผ้าเองก็แล้วกัน คุณโอนเงินให้เธอไปสักสองสามพันหยวน ไม่ต้องสั่งตัดอะไรแล้ว”
เจียงหลีจำต้องหุบปากด้วยความอัดอั้น แต่หลิ่วมู่มู่กลับรีบคว้าโทรศัพท์มือถือยื่นไปตรงหน้าเธออย่างกระตือรือร้น “น้าเจียงแอดเพื่อนหนูหน่อยสิคะ จะได้โอนเงินมาให้สะดวกๆ”
“ไม่ต้องรีบ”
เจียงหลีเค้นเสียงพูดทีละคำ “เงินแค่นั้น ไม่เบี้ยวเธอหรอกน่า”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อเจียงหลีเดินจากไปอย่างหัวเสีย ต่งเจิ้งหาวก็หันมาจ้องหลิ่วมู่มู่ด้วยสายตาตักเตือน “ลูกไม่ต้องห่วงหรอกน่า เรื่องค่ากินค่าอยู่ของใช้ในบ้านนี้ไม่ขาดเหลือให้ลูกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำตัวน่าสงสารขนาดนั้น”
หลิ่วมู่มู่ยกสองมือขึ้นเท้าคาง “พ่อเข้าใจหนูผิดอีกแล้วนะคะ หนูแค่พูดความจริงไปตรงๆ ต่างหาก เป็นน้าเจียงเองที่เปราะบางเกินไป เอ... ว่าแต่ช่วงนี้หน้าพ่อดูซีดๆ นะคะ อยากให้หนูดูดวงให้ไหม”
เดิมทีต่งเจิ้งหาวตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขากลับลังเลเล็กน้อย
“ลูก... ดูดวงเป็นจริงๆ เหรอ”
หลิ่วมู่มู่ยักไหล่ “ฝีมือตกทอดมาจากบรรพบุรุษเลยนะคะ หนูเรียนรู้เรื่องการทำนายดวงชะตามาสิบกว่าปีแล้ว”
แม้ว่าส่วนใหญ่จะทายไม่ค่อยแม่น แถมบางครั้งผลที่ออกมาก็ทำเอาคุณปู่โกรธจนอยากลงไม้ลงมือ แต่เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญ ของฟรีจะคาดหวังอะไรมากมาย
ต่งเจิ้งหาววางชามบะหมี่ลง “ก็ได้ งั้นลูกลองดูให้พ่อหน่อยสิ”
หลิ่วมู่มู่เริ่มต้นด้วยท่าทีเหมือนผู้เชี่ยวชาญ เธอจับมือของเขามาดูเส้นลายมือ จากนั้นก็จับศีรษะของเขาหันไปมาเพื่อพิจารณาโหงวเฮ้ง
เธอใช้เวลาจ้องมองอยู่นานจนต่งเจิ้งหาวเริ่มกระวนกระวายใจ หลิ่วมู่มู่จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “อุ๊ยตาย...พ่อคะ ดูเหมือนว่าปีนี้พ่อจะมีเกณฑ์เสียทรัพย์ก้อนโตนะคะเนี่ย”
หัวใจของต่งเจิ้งหาวหล่นวูบ ช่วงนี้เขากำลังเจอเรื่องเสียเงินอยู่จริงๆ การร่วมมือกับเหล่าฉินต้องหยุดชะงักย่อมหมายถึงการขาดทุนก้อนโต เขาขยับตัวนั่งหลังตรง
“ไหนลองบอกรายละเอียดมาสิ ว่าจะเสียประมาณเท่าไหร่” หากเป็นเพียงหลักแสนหลักล้าน เขาก็ยังพอรับไหว
“สัก... สองสาม... ร้อยล้านมั้งคะ”
“อะไรนะ!” ต่งเจิ้งหาวแทบจะเป็นลม
“นี่มันล้มละลายเลยไม่ใช่เหรอ” ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามีก็แค่ไม่กี่ร้อยล้านเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าหลิ่วมู่มู่กลับประหลาดใจยิ่งกว่าเขา “สมบัติทั้งหมดของพ่อมีแค่ไม่กี่ร้อยล้านเองเหรอคะ?”
สองพ่อลูกต่างจ้องหน้ากัน ต่งเจิ้งหาวจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็น “อ้าว ลูกก็ไม่รู้เหรอ นึกว่าลูกทำนายออกมาได้ซะอีก”
หลิ่วมู่มู่หัวเราะแหะๆ แก้เก้อ “อันนี้หนูเดาสุ่มเอาน่ะค่ะ”
ความเชื่อใจระหว่างทั้งสองพังทลายลง ต่งเจิ้งหาวรู้สึกว่าตนเองคงเพี้ยนไปแล้วที่หลงเชื่อว่าหลิ่วมู่มู่จะดูดวงเป็นจริงๆ เมื่อเห็นลูกค้ารายเดียวกำลังจะจากไป หลิ่วมู่มู่ก็รีบยื้อเขาไว้
“พ่อคะ อย่าเพิ่งไปสิคะ ดูอีกสักอย่างน่า”
แต่ฝีเท้าของต่งเจิ้งหาวกลับก้าวจากไปอย่างไม่ลังเล
หลิ่วมู่มู่จึงรีบเขย่าเหรียญในมือเพื่อทำนายต่อ และในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นบันได เธอก็ร้องอุทานขึ้น “อ๊ะ!”
ต่งเจิ้งหาวหยุดฝีเท้าและหันกลับมามองเธอโดยไม่รู้ตัว
หลิ่วมู่มู่ก้มลงมองเหรียญในมือ “ผลทำนายไม่ค่อยดีเลยค่ะ... พ่อจะมีเคราะห์เลือดตกยางออก”
ต่งเจิ้งหาวมั่นใจอีกครั้งว่าเด็กคนนี้ยังสู้พวกต้มตุ๋นสิบหยวนข้างนอกไม่ได้เลย ของฟรีนี่มันเชื่อถือไม่ได้จริงๆ
วันต่อมา เพราะต่งฉีขาเจ็บจนไม่สามารถไปด้วยได้ เขาจึงอาละวาดอยู่ที่บ้านพักใหญ่ สองสามีภรรยาต้องใช้เวลาปลอบโยนอยู่นาน
แถมยังต้องยอมตกลงเงื่อนไขที่ลูกชายเรียกร้องอีกหลายข้อจึงจะสงบลงได้ สุดท้ายทั้งคู่จึงพาลูกสาวทั้งสองคนขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลจาน
ก่อนลงจากรถ เจียงหลีเหลือบมองลูกสาวทั้งสอง ต่งเยว่ลูกสาวแท้ๆ ของเธอสวมชุดราตรีสั่งตัดราคาแพง
แต่กลับดูจืดชืดจนแทบจะกลืนหายไปกับฝูงชน ขณะที่หลิ่วมู่มู่ในชุดราตรีราคาไม่ถึงหนึ่งพันหยวนกลับดูสวยงามและมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงหลีก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้น
[จบบท]