บทที่ 120: จุดจบของตระกูลจาง
คนขับรถเลือกที่จะปิดปากเงียบ เขาหมุนพวงมาลัยบังคับรถให้เลี้ยวกลับลำอย่างคล่องแคล่ว ปลายทางคือสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดตามคำสั่ง
“จริงสิ ยังมีอีกเรื่อง” น้ำเสียงของหญิงสาวด้านหลังดังขึ้นทำลายความเงียบ
“ครับ มีอะไรหรือปล่าครับ”
“ช่วยจองเตียงที่โรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนให้ฉันที” ลู่เหยายกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนออกมาเพียงเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เด็กคนนี้จำเป็นต้องเอาออกให้หมด”
คนขับรถเหลือบสายตามองผ่านกระจกหลังแวบหนึ่ง นิ้วมือที่กำรอบพวงมาลัยเผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แม้ภายนอกผู้หญิงคนนี้จะดูเหมือนคนปกติทั่วไป แต่บทจะบ้าคลั่งขึ้นมาเธอก็น่ากลัวจนเดาทางไม่ถูก ใครจะไปรู้ว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนั้น เธอวางแผนอะไรเอาไว้กันแน่
***
หลังจากกลับมาถึงบ้าน ความง่วงก็เข้าครอบงำจนหลิ่วมู่มู่ขอตัวขึ้นไปงีบหลับพักผ่อน
กว่าจะรู้สึกตัวตื่นและเดินสะลึมสะลือลงมาข้างล่าง ก็ได้ยินข่าวว่ามีรถตำรวจมาจอดที่หน้าบ้านข้างๆ อีกแล้ว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้วคะเนี่ย ไม่ใช่ว่าหย่ากันไปแล้วเหรอ เมื่อเช้าหนูยังเห็นน้าหลู่เหยาข้างบ้านหิ้วของออกไปอยู่เลยนี่นา” หลิ่วมู่มู่ยกมือป้องปากหาวหวอดๆ ขณะเดินลากขาไปทิ้งตัวลงบนโซฟา
ดูเหมือนวันนี้เธอจะนอนกลางวันนานเกินไปหน่อย ยิ่งนอนก็ยิ่งรู้สึกเพลียจนแทบไม่อยากลืมตา
ถ้าไม่ติดว่ากลัวกลางคืนจะตาค้างนอนไม่หลับ เธอคงเลือกที่จะนอนยาวไม่ยอมลุกขึ้นมาแน่ๆ
ต่งฉีที่กำลังนอนยึดพื้นที่โซฟาอยู่นั้น พอเห็นพี่สาวเดินเข้ามาก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ขยับตัวแบ่งที่ว่างส่วนใหญ่ให้พี่สาวทันทีแบบไม่ต้องรอให้บอก
หลิ่วมู่มู่ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาทันทีที่ได้ที่ทาง ร่างกายอ่อนยวบยาบไม่อยากขยับเขยื้อน
ทางด้านต่งเยว่เห็นพี่สาวมาก็รีบขยับเข้ามาเอาใจ มือเล็กๆ จิ้มองุ่นส่งเข้าปากพี่สาว ตามด้วยแคนตาลูป สตรอว์เบอร์รี บริการประหนึ่งนางสนมปรนนิบัติฮองเฮา
สุดท้ายถึงขั้นยกจานผลไม้ทั้งจานมาวางเสิร์ฟให้ถึงตรงหน้า
ต่งเจิ้งหาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแคนตาลูปกินสักชิ้น ถึงกับชะงักค้าง หางตากระตุกยิกๆ ด้วยความหมั่นไส้ ทีตอนเขาที่เป็นพ่อกลับมาบ้าน ไอ้ลูกชายตัวดียังไม่คิดจะขยับที่ให้เลยสักนิด
แล้วดูนี่ ลูกสาวคนเล็กก็เอาแต่ป้อนผลไม้ให้พี่สาวไม่หยุดหย่อน สรุปแล้วในบ้านหลังนี้ใครเป็นประมุขกันแน่เนี่ย
เจียงหลีดูจะมีท่าทีตื่นเต้นเป็นพิเศษ คงเพราะเรื่องชาวบ้านโดยเฉพาะเพื่อนบ้านรั้วติดกันนั้นมันแซ่บเกินกว่าจะเก็บอาการไหว พอได้ยินหลิ่วมู่มู่ถาม เธอก็รีบเปิดประเด็นทันที
“คราวนี้แม่เฒ่าจางบ้านข้างๆ โดนตำรวจหิ้วตัวไปแล้วจ้ะ”
หลิ่วมู่มู่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย “ยายคนนั้นไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกละคะทีนี้”
เจียงหลีทำท่าทางลับลมคมใน ลดเสียงลงกระซิบกระซาบ “คราวนี้ตระกูลจางเจอปัญหาใหญ่เข้าให้แล้ว เห็นเขาลือกันว่าการตายของเมียเก่าจางซื่อจิงอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแม่เฒ่าจางคนนั้น”
“แถมเด็กในท้องที่ไม่ได้เกิดมาคนนั้นเหมือนจะเป็นเด็กพิการด้วย ตอนนี้ตำรวจเขาสงสัยว่าตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่อาจจะโดนแอบวางยาพวกยาเม็ดกำเนิดบุตร”
“น้าเจียงรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงคะ” หลิ่วมู่มู่ถามด้วยความสงสัย
ปกติเวลาตำรวจมาจับคน เขาคงไม่ป่าวประกาศรายละเอียดคดีให้ชาวบ้านรู้กันทั่วขนาดนั้นหรอก
“ก็ครอบครัวเมียเก่าของจางซื่อจิงบุกมาถล่มถึงที่เลยน่ะสิ เมื่อกี้เพิ่งพาคนไปพังบ้านตระกูลจางจนเละเทะไม่มีชิ้นดี ได้ยินว่าในมือพวกเขามีคลิปเสียงที่แม่เฒ่าจางยอมรับเองด้วยนะว่าเป็นคนทำร้ายลูกสะใภ้”
เจียงหลีพูดไปก็ทำหน้าเสียดายไป ทางนั้นบอกแค่ว่ามีหลักฐานเด็ด แต่ไม่ได้เปิดให้เธอได้ยินกับหูตัวเอง
หลิ่วมู่มู่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ คงไม่ใช่ว่าเป็นแผนของหลู่เหยาหรอกนะคะ”
ก่อนหน้านี้เธอยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าทำไมลู่เหยาถึงดูนิ่งเฉยไม่ยอมจัดการแม่เฒ่าจาง ที่แท้ก็ซุ่มรอจังหวะเผด็จศึกอยู่นี่เอง
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่เธอเพิ่งจะเซ็นใบหย่าไปหยกๆ ตำรวจก็บุกมาลากคนบ้านตระกูลจางไปทันทีแบบนี้ ยังไงก็น่าจะเกี่ยวกับเธอไม่มากก็น้อยแหละ” เจียงหลีวิเคราะห์เป็นฉากๆ ก่อนจะทำหน้าฉงน
“จะว่าไปหลู่เหยาคนนี้ก็แปลกนะ พอหย่าปุ๊บก็ดูเก่งกล้าขึ้นมาทันที แล้วทำไมเมื่อก่อนถึงยอมโดนโขกสับขนาดนั้น ดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยจริงๆ”
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้
“พวกผู้หญิงอย่างคุณเนี่ยนะ ประสบการณ์ชีวิตยังน้อยไป ถ้าแม่นั่นไม่มีของดีอะไรเลย สมัยนั้นจะแต่งงานกับจางซื่อจิงได้ยังไง อาศัยแค่นิสัยหัวอ่อนยอมคนงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก” ต่งเจิ้งหาวได้ทีก็ขอแทรกบทวิเคราะห์ในมุมมองของเขาบ้าง
“แต่ผู้หญิงคนนี้ใจเด็ดจริงๆ ถ้าข่าวเน่าๆ นี่หลุดออกไป ตระกูลจางคงได้ล่มสลายของจริง”
ในเมื่อมีเรื่องคดีความคนตายเข้ามาเกี่ยวข้องแบบนี้ ต่อให้จางซื่อจิงจะไม่ได้เป็นคนลงมือเอง แต่ชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลจางก็คงป่นปี้ไม่มีเหลือ
***
มหากาพย์ความวุ่นวายของตระกูลจางยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหลิ่วมู่มู่เปิดเทอม
ถึงแม้แม่เฒ่าจางจะถูกตำรวจจับตัวไปแล้ว แต่ครอบครัวทางฝั่งภรรยาเก่าของจางซื่อจิงก็ยังคงแวะเวียนมาอาละวาดที่หน้าบ้านแทบทุกวันไม่เว้นวันหยุด
จะว่าไปครอบครัวนี้ก็นับว่าแสบใช่เล่น เพื่อป้องกันไม่ให้รปภ. ของหมู่บ้านมาไล่ พวกเขาถึงขนาดยอมควักกระเป๋าเช่าบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านหรูนี้อยู่เสียเลย
ในเมื่อเป็นลูกบ้านเหมือนกัน ตราบใดที่ไม่มีใครร้องเรียน รปภ. ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการคอยจับตาดูสถานการณ์
แถมครอบครัวนั้นยังรู้จักเข้าหาคน ถึงขั้นหอบของขวัญมาเยี่ยมบ้านตระกูลต่ง พร้อมออกตัวอย่างสุภาพว่าช่วงนี้คงต้องรบกวนหน่อย ถือว่าเป็นการขอโทษล่วงหน้าหากเสียงดังรบกวน
ตอนแรกเจียงหลีก็ชักสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่พอเห็นว่าครอบครัวนี้วางตัวดี พูดจารู้ความ แถมของขวัญที่ติดมือมาก็ดูดีมีราคา อย่างน้อยก็ดีกว่าแม่เฒ่าจางข้างบ้านเยอะ เธอเลยยอมรับไมตรีนั้นไว้
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน หลิ่วมู่มู่บังเอิญเจอจางซื่อจิงอีกครั้ง สภาพของเขาดูโทรมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
หนวดเคราเฟิ้มไม่ได้รับการดูแล เสื้อผ้าชุดเดิมยับยู่ยี่เหมือนใส่ซ้ำกันมาหลายวัน นัยน์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย บ่งบอกว่าคงไม่ได้หลับสนิทมาหลายคืน
มันก็คงไม่แปลกอะไรหรอก ในเมื่อทั้งแม่บังเกิดเกล้าและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนต้องไปนอนในคุกทั้งคู่ แถมครอบครัวพ่อตาเก่ายังกัดไม่ปล่อยจ้องจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ต่อให้เขามีสามหัวหกแขนก็คงรับมือปัญหาพวกนี้ไม่ไหว
แต่ถึงอย่างนั้น จางซื่อจิงก็ยังนับว่าเป็นคนกว้างขวางมีเส้นสายพอตัว ไม่รู้ว่าไปวิ่งเต้นท่าไหนถึงสามารถช่วยจางหยางออกมาได้
แต่สำหรับแม่เฒ่าจาง ดูทรงแล้วคงหมดสิทธิ์ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน จากข่าววงในล่าสุดที่เจียงหลีไปสืบเสาะมา การตายของอดีตลูกสะใภ้กับเด็กทารกพิการในท้องนั้น น่าจะเป็นฝีมือของแม่เฒ่าจางจริงๆ อย่างที่เขาว่ากัน
ทางตำรวจได้รับไฟล์เสียงจากลู่เหยา เป็นเสียงที่แม่เฒ่าจางละเมอพร่ำเพ้อออกมาตอนฝันร้าย
แม้ในทางกฎหมายจะใช้เป็นหลักฐานมัดตัวในชั้นศาลไม่ได้ แต่มันก็เป็นเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตำรวจตัดสินใจรื้อคดีการตายของอดีตลูกสะใภ้ขึ้นมาสอบสวนใหม่
เมื่อหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้เริ่มแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการถูกสอบสวนอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง สุดท้ายแม่เฒ่าจางก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมเปิดปากสารภาพความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทั้งหมด
ต้นตอของโศกนาฏกรรมทั้งหมดเกิดจากความไม่พอใจที่รู้ว่าลูกสะใภ้กำลังตั้งท้องลูกสาว เธออยากจะได้หลานชายไว้สืบสกุลจางเพิ่มอีกคน
ตอนนั้นพอลูกสะใภ้ตั้งท้องและผลตรวจออกมาว่าเป็นลูกสาว แม่เฒ่าจางก็แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ขัดกับลูกชายและลูกสะใภ้ที่ต่างก็ดีใจกันทั้งคู่
ด้วยความมืดบอดในจิตใจ เธอจึงวางแผนชั่วร้าย ยอมทุ่มเงินก้อนโตจ้างคนไปหายาเม็ดกำเนิดบุตรมา แล้วแอบสลับเปลี่ยนยาบำรุงครรภ์ของลูกสะใภ้เป็นยานรกตัวนี้แทน
ผลกรรมตกไปอยู่ที่เด็กและแม่ พอลูกสะใภ้ไปตรวจครรภ์ตามนัด หมอก็แจ้งข่าวร้ายว่าเด็กในท้องมีพัฒนาการผิดปกติและอาจพิการ จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์
ถ้าเป็นคนทั่วไปคงได้แต่โทษโชคชะตา เสียใจฟูมฟายแล้วก็คงก้มหน้ายอมรับความจริง
แต่อดีตลูกสะใภ้ของแม่เฒ่าจางเป็นคนละเอียดรอบคอบ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอเกิดสงสัย จึงนำตัวยาที่กินอยู่ไปตรวจสอบ และความจริงก็ปรากฏว่ามันคือยาเม็ดกำเนิดบุตร
หลังจากรู้ความจริง เธอจึงนำหลักฐานไปคาดคั้นเอาเรื่องกับแม่เฒ่าจาง ทั้งสองคนมีปากเสียงและยื้อยุดฉุดกระชากกันจนเธอพลาดท่าพลัดตกลงมาจากบันได
ตอนที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเธอก็หมดสติไปแล้ว จึงไม่มีโอกาสได้บอกใครว่าเป็นฝีมือของแม่สามี สุดท้ายก็ยื้อชีวิตไว้ไม่ได้ ต้องจบชีวิตลงที่โรงพยาบาลพร้อมกับความจริงที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างของเธอ
[จบบท]