บทที่ 122: ธุรกิจของบอดหลิว
บริเวณนี้คือฐานที่มั่นสำหรับการทำมาหากินของบอดหลิวหลังจากที่ย้ายสำมะโนครัวมาปักหลักที่เมืองชิ่งเฉิง ก่อนหน้านี้เขาเคยพาหลิ่วมู่มู่มาเดินสำรวจลู่ทางไปรอบหนึ่งแล้ว วันนี้เธอเลยถือโอกาสพาเฉียนเสี่ยวเหมิงติดสอยห้อยตามมาเปิดหูเปิดตาด้วย
ถึงแม้บรรยากาศโดยรอบจะดูสับสนวุ่นวายไปสักหน่อย แต่ข้อดีคือพ่อค้าแม่ขายที่นี่ไม่มีพฤติกรรมยัดเยียดขายสินค้าหรือข่มขู่ลูกค้า การได้มาเดินทอดน่องดูความครื้นเครงก็นับว่าเพลินตาเพลินใจไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ที่สุดปลายถนนสายของเก่ายังเรียงรายไปด้วยร้านขายสัตว์เลี้ยง เหล่าแมวเหมียวและสุนัขตัวน้อยต่างพากันอวดความน่ารักอยู่หลังตู้กระจก
หากเดินชมของเก่าจนหนำใจแล้วไปจบโปรแกรมด้วยการแวะเล่นกับแมว ก็ถือว่าเป็นการปิดท้ายวันที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
เฉียนเสี่ยวเหมิงเพิ่งเคยมาเยือนสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก อะไรๆ ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด เธอวิ่งวุ่นหายไปเดินสำรวจรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกอดแจกันใบจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือไว้แนบอก แล้วหันมาอวดหลิ่วมู่มู่ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เจ้าของร้านบอกว่า นี่เป็นเครื่องลายครามราชวงศ์หยวนของแท้ ของตายแน่นอน!”
หลิ่วมู่มู่ปรายตามองแวบหนึ่ง อืม... เครื่องลายครามราชวงศ์หยวนรุ่นมินิย่อส่วนชัดๆ แถมก้นแจกันยังมีตราประทับเสียด้วย จะว่าไปแล้วฝีมือการผลิตก็ถือว่าประณีตใช้ได้
“ได้มาเท่าไหร่ล่ะ”
“ตอนแรกฉันกะว่าจะซื้อสักสิบหยวนสามใบ แต่ตาเถรเจ้าของร้านนั่นเคี่ยวลากดินไม่ยอมท่าเดียว สุดท้ายฉันเลยต้องควักเงินซื้อมาใบเดียวตั้งสี่หยวน”
เฉียนเสี่ยวเหมิงทำสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับว่าเธอเพิ่งจะพลาดโอกาสครอบครองสมบัติล้ำค่าระดับชาติไปอีกสองชิ้น
สรุปพฤติกรรมของเพื่อนสาวได้สองคำสั้นๆ ว่า ‘ดราม่า’
หลิ่วมู่มู่จำได้แม่นว่าแจกันเกรดนี้ขายกันในอินเทอร์เน็ตอย่างต่ำก็ใบละสิบหยวน เมื่อครู่นี้แม่เพื่อนตัวดีไปร่ายมนตร์บทไหนใส่เจ้าของร้านเข้า ถึงได้ปิดดีลมาในราคา ‘สูงลิ่ว’ จนน่าตกใจขนาดนี้
เฉียนเสี่ยวเหมิงกอดแจกันสมบัติล้ำค่าเดินนำหน้า ส่วนหลิ่วมู่มู่แวะซื้อถังหูหลูมาสองไม้ แบ่งกันถือคนละไม้ กัดกินความหวานกรอบของน้ำตาลเคลือบไปพลางเดินทอดน่องไปพลาง
ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงทำเลทองที่บอดหลิวใช้ตั้งแผงเป็นประจำ หลิ่วมู่มู่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากแนะนำ เฉียนเสี่ยวเหมิงก็พุ่งตัวตรงดิ่งไปที่แผงนั้นเสียแล้ว
ไม่ใช่เพราะเธอมีญาณวิเศษอะไร แต่เป็นเพราะหน้าแผงของบอดหลิวมีไทยมุงรุมล้อมอยู่หนาตา ด้วยนิสัยชอบเรื่องชาวบ้าน เธอจึงรีบเข้าไปร่วมวงทันที
หลิ่วมู่มู่เองก็ชักสงสัยตะหงิดๆ ว่าคนพวกนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ จึงขยับเข้าไปดูสถานการณ์บ้าง
เมื่อแทรกตัวเข้าไปได้ ก็เห็นภาพบอดหลิวกำลังบรรจงหยิบเหรียญโบราณหนึ่งเหรียญคู่กับแผ่นยันต์ ใส่ลงในกระเป๋าเครื่องรางผ้าไหมสีแดงอย่างพิถีพิถัน
แล้วส่งมอบให้กับชายวัยกลางคนที่ยืนรออยู่หน้าแผง ฝ่ายนั้นไม่รอช้า รีบจัดการโอนเงินให้ทันทีหนึ่งพันหยวนถ้วน
นึกว่าการซื้อขายจะจบลงเพียงแค่นั้น ที่ไหนได้ พอชายวัยกลางคนขยับถอยออกไป ฝูงชนที่เหลือก็กรูกันเข้ามาเสียบแทนที่ ปรากฏว่าทุกคนต่างมุ่งหน้ามาเพื่อแย่งชิงเหรียญโบราณกับยันต์ชุดนี้เหมือนกัน
ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสิบนาที หลิ่วมู่มู่ได้เป็นสักขีพยานเห็นกับตาตัวเองว่าบอดหลิวโกยรายได้วันละห้าพันหยวนเข้ากระเป๋าได้อย่างง่ายดายเพียงใด
วินาทีนี้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ทำไมเวลาปู่พูดถึงตาแก่นี่ น้ำเสียงถึงได้เต็มไปด้วยความริษยาอาฆาตขนาดนั้น
คนไม่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัว ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการหาเงิน เธอต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตายดูดวงถึงสามครั้ง กว่าจะได้เงินมาสองหมื่นกับอีกสิบหยวน
แถมยังต้องควักเนื้อจ่ายค่าซาลาเปาทอดน้ำไปอีกสิบหยวน แต่ดูตาแก่นี่สิ นั่งกระดิกเท้าสบายๆ ไม่กี่นาที ก็กวาดเงินไปได้ตั้งหนึ่งในสี่ของรายได้ที่เธอแลกมาด้วยชีวิต
หลังจากขายกระเป๋าเครื่องรางชุดที่ห้าออกไป บอดหลิวก็ยกมือประสานคารวะลูกค้าที่ยังเข้าคิวรอเก้อด้วยท่าทีนอบน้อม กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดว่า
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วย วันนี้โควตาดูดวงสิบคนครบแล้ว ขอเชิญทุกท่านมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เถอะครับ”
“อาจารย์หลิวคะ ฉันตั้งใจมาซื้อยันต์คุ้มกันภัยโดยเฉพาะเลยนะคะ” หญิงชราที่แต่งตัวดูทันสมัยภูมิฐานคนหนึ่งรีบแทรกขึ้นมา
บอดหลิวส่งยิ้มเจือความเกรงใจให้หญิงชรา “ช่างไม่บังเอิญเลยครับ วันนี้ยันต์คุ้มกันภัยขายเกลี้ยงแล้ว ยันต์ชุดใหม่กับวัตถุมงคลต้องใช้เวลาทำพิธีอีกสามวันถึงจะเสร็จ ต้องขออภัยจริงๆ ครับ”
หลิ่วมู่มู่ยืนแทะถังหูหลูพลางแค่นเสียงหึในลำคอ ตาแก่คนนี้ร้ายกาจนัก รู้จักใช้กลยุทธ์การตลาดแบบสินค้ามีจำนวนจำกัดเสียด้วย สมัยหนุ่มๆ ต้องเป็นพ่อค้าหน้าเลือดระดับเซียนแน่ๆ
หญิงชราผู้นั้นพอได้ยินว่าของหมดก็มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด รีบเร่งรัดถามต่อ “เร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอคะอาจารย์ ฉันมีเรื่องร้อนใจต้องรีบใช้จริงๆ”
“เรื่องนี้มัน...” บอดหลิวทำท่าลังเลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอ
“เอาอย่างนี้ไหมครับ คุณทิ้งเบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ ถ้าผมทำเสร็จก่อนกำหนด จะรีบโทรไปแจ้งทันที”
“ได้ค่ะๆ นี่นามบัตรของฉัน บ้านฉันอยู่ที่ถนนตงซื่อ ชุมชนชิงหลินนะคะ...” หญิงชราไม่เพียงแต่ยื่นนามบัตรให้ด้วยความกระตือรือร้น ยังสาธยายที่อยู่บ้านอย่างละเอียดถี่ยิบ ก่อนจากไปยังคว้ามือบอดหลิวมากุมไว้แน่นแล้วกำชับเสียงหนักแน่น
“อาจารย์อย่าลืมติดต่อฉันนะคะ”
หลิ่วมู่มู่มองภาพนั้นแล้วเริ่มเกิดคำถามในใจ ตกลงแล้วคุณยายท่านนี้อยากได้ยันต์คุ้มกันภัย หรืออยากได้ตัวอาจารย์ผู้ปลุกเสกยันต์กันแน่
กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ฝูงชนแยกย้ายกันไปได้หมด บอดหลิวก็หันมากวักมือเรียกหลิ่วมู่มู่ “ลมอะไรหอบมาล่ะวันนี้ ไม่ใช่ว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้วเหรอ”
“พาเพื่อนมาเดินเปิดหูเปิดตาน่ะค่ะ” หลิ่วมู่มู่ถือโอกาสแนะนำเฉียนเสี่ยวเหมิงให้บอดหลิวรู้จักอย่างเป็นทางการ
เฉียนเสี่ยวเหมิงจ้องมองบอดหลิวตาเป็นประกายวิบวับ ในมโนภาพของเธอ อาจารย์ผู้ทรงภูมิวิชาอาคมต้องมีมาดขลังๆ แบบนี้แหละ มู่มู่เทียบรัศมีบารมีของท่านผู้นี้ไม่ติดฝุ่นเลย
หลิ่วมู่มู่เพียงแค่ปรายตามองก็รู้ทันทีว่า ยัยนี่เป็นเหยื่ออีกรายที่หลงกลภาพลักษณ์ภายนอกแบบเซียนวิเศษของตาแก่เข้าให้แล้ว อาการหนักเกินเยียวยาจริงๆ
เธอขยับเข้าไปใกล้บอดหลิวแล้วกระซิบถามเสียงเบา “ทำไมอยู่ดีๆ ลุงถึงลุกขึ้นมาขายยันต์คุ้มกันภัย แล้วไอ้ที่ใส่เหรียญโบราณลงไปด้วยนั่นน่ะ ของพวกนั้นมันกันภัยได้จริงๆ เหรอ”
บอดหลิวลูบเครายาวเฟื้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง ยันต์คุ้มกันภัยพวกนั้นฉันก็ไปเช่ามาจากวัดชิงซานแถวๆ นี้แหละ”
ในฐานะที่เป็นอาจารย์ผู้มีจรรยาบรรณสูงส่ง (ในแบบของเขา) เมื่อเขียนยันต์ไม่เป็น เขาก็ย่อมไม่นั่งเทียนเขียนมั่วซั่ว สู้ไปรับของจากวัดมืออาชีพมาปล่อยต่อก็สิ้นเรื่อง ของที่รับมาผ่านการปลุกเสกมาเรียบร้อยแล้วด้วย ต้นทุนก็ไม่ใช่ถูกๆ
จะกล่าวหาว่าเขาต้มตุ๋นก็คงไม่เต็มปาก เพราะสินค้าที่ขายก็เป็นยันต์จากวัดจริงๆ เพียงแต่บวกกำไรค่าดำเนินการนิดหน่อย แถมเขายังใจป้ำแถมเหรียญโบราณให้อีกตั้งหนึ่งเหรียญ
“แล้วเหรียญโบราณล่ะ”
“หลายวันก่อนเห็นพ่อหนุ่มคนหนึ่งหิ้วเหรียญโบราณมาขายหนึ่งไห ตอนนั้นฉันหน้ามืดตามัวเกิดกิเลสครอบงำเลยเหมามาหมด ใครจะไปรู้พอให้คนมาส่องดูกลับไม่มีราคาค่างวดอะไร”
“ฉันขาดทุนย่อยยับไปตั้งห้าพันหยวน คนหนุ่มสาวสมัยนี้มันไม่รู้จักเคารพคนแก่เลย หลอกกันได้ลงคอ!” พอนึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองเสียรู้ บอดหลิวก็รู้สึกคับแค้นใจจนหนวดกระตุก
หลิ่วมู่มู่เหลือบมองเขาด้วยสายตาเอือมระอา “‘ลุงนั่นแหละตัวดี อยากเล่นของใหญ่แต่ตาไม่ถึง โดนเขาหลอกมากี่ครั้งแล้ว ไม่รู้จักจำสักที”
สมัยอยู่บ้านเกิด ตาแก่คนนี้ก็มีงานอดิเรกชอบสะสมของเก่า แล้ววงจรชีวิตก็มักจะวนเวียนอยู่กับการโดนหลอกและกำลังจะโดนหลอก ไม่เคยเห็นแกซื้อของจริงได้สักชิ้น
“รอบนี้เป็นเหรียญโบราณของจริงนะ แค่มันเป็นรุ่นหางแถวไม่มีราคา” บอดหลิวแก้ตัวเสียงอ่อย
“ฉันก็เลยจัดโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง แถมให้ลูกค้าไปเลยเป็นการระบายของ”
ส่วนจะมีอิทธิฤทธิ์ในการคุ้มกันภัยหรือไม่นั้น ก็ต้องสุดแล้วแต่วิจารณญาณและบุญวาสนาของลูกค้าแต่ละคน
พูดถึงตรงนี้ เขาก็อดเปรยขึ้นมาด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “ช่วงนี้ไม่รู้เป็นบ้าอะไร คนมาซื้อยันต์คุ้มกันภัยดูจะเยอะผิดปกติ เมื่อหลายวันก่อนลูกค้าของฉันก็เหมือนจะอยู่ที่ชุมชนชิงหลินเหมือนกัน”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกดังลั่น “อาจารย์!”
สิ้นเสียงคำว่าอาจารย์ หลิ่วมู่มู่กับบอดหลิวก็หันขวับไปพร้อมกัน หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดทันสมัยคนหนึ่งกำลังวิ่งเหยาะๆ ตรงดิ่งมาทางบอดหลิวด้วยท่าทางร้อนรน
เห็นได้ชัดว่า คำว่า ‘อาจารย์’ ไม่ได้หมายถึงเธอ
แต่ทว่า... ด้านหลังกลับมีเสียงดังแทรกขึ้นมาอีกว่า “ท่านอาจารย์”
[จบบท]