บทที่ 131: ลางสังหรณ์
บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมดูอึมครึมลงถนัดตาเมื่อฟางชวนเลือกหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกองหลักฐานที่ถูกคัดออก
มันเป็นภาพใบหน้าซีดเซียวของชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี เขาบรรจงวางมันลงเคียงคู่กับภาพถ่ายของหญิงชราอีกใบที่ถือค้างไว้อยู่ก่อนหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบอดหลิวที่นั่งรออยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
“สามีภรรยาคู่นี้เสียชีวิตเมื่อคืนวานซืน สาเหตุการตายระบุว่าเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน”
น้ำเสียงของฟางชวนเรียบนิ่ง แต่แฝงนัยบางอย่างที่สื่อให้รู้ว่าการตายครั้งนี้ไม่ปกติ ธรรมดาแล้วตำรวจระดับหัวหน้าทีมอย่างเขาคงไม่หยิบยกคดีคนแก่เสียชีวิตด้วยโรคชรามาพูดถึง
หากไม่ใช่เพราะการตายของคู่สามีภรรยาคู่นี้มีเงื่อนงำชอบกล โดยเฉพาะเมื่อทั้งคู่สิ้นลมด้วยสาเหตุเดียวกันในเวลาที่แทบจะพร้อมเพรียงกัน
บอดหลิวฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด
“ผมจำได้ ลูกค้ารายนี้สามีแซ่จาง วันนั้นเธอมาหาผมถึงที่นี่เพื่อต้องการซื้อยันต์เฝ้าบ้าน แต่บังเอิญของหมด พอผ่านไปไม่กี่วันผมถึงได้เป็นฝ่ายติดต่อกลับไปหาเธอเอง”
ทันทีที่บอดหลิวเอ่ยถึงหญิงชราผู้นั้น หลิ่วมู่มู่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็พลันนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
ภาพของคุณย่าท่าทางใจดีที่เข้ามาขอเบอร์ติดต่อบอดหลิวฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ เธอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าหญิงชราท่านนั้นอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรโครงการเดียวกับคุณป้าของเจิ้งเซวียน
ฟางชวนพยักหน้ารับคำยืนยันนั้น
“ไม่ผิดตัวแน่”
บอดหลิวยกมือขึ้นลูบเคราของตนเองไปมา สีหน้าฉายแววครุ่นคิดหนักกว่าเก่า
“มันทะแม่งๆ อยู่นะ จากที่ผมเห็นโหงวเฮ้งของแม่เฒ่าคนนั้น เธอมีใบหน้าที่บ่งบอกถึงความอายุมั่นขวัญยืน เป็นดวงชะตาของผู้มีบุญวาสนา ไม่น่าจะมีเกณฑ์ถึงคาดในช่วงเวลานี้ได้เลย”
คำทักท้วงของหมอดูตาบอดทำให้ฟางชวนต้องหยุดคิด แต่เขาไม่ได้ขยายความเรื่องสาเหตุการตายเพิ่ม กลับเลือกที่จะหยิบรูปถ่ายอีกใบขึ้นมาวางบนโต๊ะ เป็นภาพของชายวัยกลางคนที่บอดหลิวเป็นคนคัดแยกออกมาเองก่อนหน้านี้
“แล้วผู้ชายคนนี้ล่ะ เขามาขอซื้อยันต์เฝ้าบ้านเหมือนกันหรือเปล่า”
คราวนี้บอดหลิวแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด เขาส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“คนนี้ไม่ใช่ เขามาหาผมเพราะต้องการเอาเงินมาให้มากกว่า ทำทีเป็นมาให้ช่วยดูดวงว่าหลานชายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ได้หรือเปล่า แล้วก็วางเงินค่าครูทิ้งไว้ก้อนโต”
ฟางชวนเลิกคิ้วสูง ทวนคำด้วยความกังขา
“เอาเงินมาให้งั้นเหรอ”
เสียงหัวเราะในลำคอของบอดหลิวฟังดูแห้งแล้ง
“น่าจะเป็นคนที่ลูกค้าคนหนึ่งของผมแนะนำมานั่นแหละ เขาคงแค่อยากจะรักษาหน้าผู้แนะนำ เลยแวะมาทำพิธีรีตองให้มันครบถ้วนตามมารยาทก็เท่านั้น”
พูดจบชายชราก็ชะงักไปเล็กน้อย เหมือนเพิ่งจะนึกความเชื่อมโยงบางอย่างขึ้นมาได้
“จะว่าไปแล้ว ลูกค้าคนนั้นของผมดูเหมือนจะพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับสองผัวเมียตระกูลจางที่ตายไปนั่นด้วย”
ประกายตาของฟางชวนวาววับขึ้นมาทันที เขารีบถามสวนกลับไป
“ลูกค้าที่คุณพูดถึงคือใครครับ”
“คุณซ่งอวิ้ ผมจำได้แม่นว่าตอนที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในบ้านคุณซ่ง เขาก็เป็นคนแจ้งตำรวจเหมือนกัน”
สมองของฟางชวนประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาย้อนนึกไปถึงคดีเมื่อครึ่งเดือนก่อนที่บ้านตระกูลซ่ง
แต่ด้วยหลักฐานที่เบาบางและคำให้การที่ไม่ชัดเจนของสองสามีภรรยาตระกูลซ่ง ประกอบกับหลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นอีก คดีนั้นจึงถูกจำหน่ายออกไปชั่วคราวอย่างช่วยไม่ได้
แม้จะรู้ว่าบ้านตระกูลซ่งและตระกูลจางอยู่ในละแวกเดียวกัน แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะจับแพะชนแกะเอาสองคดีนี้มารวมกันมาก่อน จนกระทั่งตอนนี้
นิ้วของฟางชวนเคาะลงบนรูปชายวัยกลางคนพลางถามย้ำ
“คนคนนี้คือคนที่ซ่งอวิ้แนะนำมาหาคุณใช่ไหม”
“ผมไม่ได้ถามคุณซ่งไปตามตรง แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมีความเป็นไปได้สูงมาก ทำไมเหรอ พ่อหนุ่มคนนี้ก็เกิดเรื่องขึ้นเหมือนกันหรือไง”
สีหน้าของฟางชวนเคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพยักหน้าช้าๆ
“เขากับสองผัวเมียตระกูลจาง เสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกัน”
ข้อมูลที่ได้มาเริ่มปะติดปะต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง ผู้ตายรายหนึ่งอาจจะเป็นคนที่ซ่งอวิ้แนะนำมา ส่วนผู้ตายอีกสองคนก็เป็นเพื่อนบ้านในโครงการเดียวกันกับซ่งอวิ้ แม้จะดูห่างไกลแต่ก็นับว่าเป็นจุดเชื่อมโยงที่มองข้ามไม่ได้
บอดหลิวไม่ได้ปักใจเชื่อว่าคดีนี้จะเกี่ยวข้องกับซ่งอวิ้โดยตรง แต่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนก็ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ บอดหลิวก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“พอลองนึกดูดีๆ ผมจำได้ว่าคุณนายจางเคยเปรยว่าสามีของเธอชอบสะสมของเก่า ที่ยอมถ่อสังขารมาขอซื้อยันต์เฝ้าบ้านถึงนี่ ก็เพราะรู้สึกว่าของเก่าที่สามีสะสมไว้บางชิ้นมันมีไอชั่วร้าย ไม่สะอาด”
แน่นอนว่าในมุมมองของตำรวจ เรื่องแบบนี้ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป การยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับความสบายใจทางใจไม่ใช่เรื่องแปลก
ฟางชวนไม่ได้ขัดจังหวะ รอฟังสิ่งที่บอดหลิวจะพูดต่อ
นิ้วเหี่ยวย่นของบอดหลิวชี้ไปที่รูปชายวัยกลางคนอีกครั้ง
“ลูกค้ารายนี้ ถ้าผมจำไม่ผิด เขาเองก็เปิดร้านขายวัตถุโบราณและของเก่าเหมือนกัน”
คิ้วเข้มของฟางชวนขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม เขาจำได้แม่นยำว่าบ้านของซ่งอวิ้ประกอบธุรกิจโรงประมูล
ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องข้องเกี่ยวกับวัตถุโบราณและของเก่า หากมองในมุมนี้ จุดร่วมของคดีอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลอย่างซ่งอวิ้ แต่อยู่ที่ 'ของเก่า' เหล่านั้นมากกว่า
สมมติฐานมากมายผุดขึ้นในหัว แต่ทุกอย่างยังต้องรอการพิสูจน์ ทว่าข้อมูลจากปากบอดหลิวในวันนี้กลับช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับรูปคดีได้อย่างมหาศาล
เมื่อเห็นว่าคงรีดข้อมูลอะไรจากบอดหลิวไม่ได้อีกแล้ว ฟางชวนจึงรวบรูปถ่ายทั้งหมดเก็บเข้ากระเป๋าและเอ่ยลาตามมารยาท
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณหลิวมากที่ให้ความร่วมมือ หากคุณนึกเบาะแสอะไรออกเพิ่มเติม สามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลาครับ”
เขาทิ้งนามบัตรและเบอร์โทรศัพท์ไว้ สายตาคมกริบเหลือบมองหลิ่วมู่มู่แวบหนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้องเดินตามออกไป
เสียงรถยนต์ของตำรวจแล่นห่างออกไปจนเงียบเสียง แต่บอดหลิวยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู สีหน้าฉายแววกังวลไม่จางหาย
หลิ่วมู่มู่ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ สังเกตเห็นความผิดปกติของชายชรา
“เป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ”
คิ้วที่ขมวดมุ่นของบอดหลิวไม่ได้คลายลง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“แค่รู้สึกสังหรณ์ใจว่า... นี่ไม่ใช่ลางดีเลย”
หลังจากผละออกมาจากบ้านของบอดหลิว ฟางชวนก็บึ่งรถตรงไปยังบ้านของซ่งอวิ้ทันทีโดยไม่รอช้า
คำตอบที่ได้จากซ่งอวิ้ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเขา ข้อมูลนั้นตรงกับที่บอดหลิวบอกแทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่า
ชายวัยกลางคนที่เสียชีวิตมีชื่อว่าจ้าวเยว่ เป็นคนที่ซ่งอวิ้แนะนำให้ไปหาบอดหลิวจริง ส่วนสาเหตุก็เป็นไปตามคาด
ตอนที่บ้านซ่งเกิดเรื่องราวประหลาด บอดหลิวเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซ่งอวิ้จึงแนะนำจ้าวเยว่ไปหาเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณและอุดหนุนกิจการ
ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งอวิ้ยอมรับว่าเขารู้จักมักคุ้นกับสองสามีภรรยาตระกูลจางเป็นอย่างดี ทั้งสามคนถือว่าอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกัน
แม้จ้าวเยว่จะมีฐานะทางสังคมด้อยกว่าเล็กน้อย แต่อาของเขาที่เป็นคนพาเข้าวงการนั้นถือเป็นผู้อาวุโสที่คนในกลุ่มให้ความเคารพนับถือ เพียงแต่ท่านได้เสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อนแล้ว
กว่าฟางชวนจะก้าวเท้าออกมาจากโรงประมูลของซ่งอวิ้ ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นยามเย็น เขากลับมาถึงสถานีตำรวจพร้อมกับความสงสัยที่อัดแน่นจนเต็มอก
แสงไฟนีออนในห้องทำงานยังคงสว่างจ้า ฟางชวนชะโงกหน้าผ่านกระจกเข้าไป เห็นร่างของเยียนซิวยังคงนั่งประจำอยู่ที่เดิม
ฟางชวนผลักประตูเดินเข้าไป ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ลากเสียงถามด้วยความสงสัย
“นายไปรับคนมาไม่ใช่เหรอ แล้วคนพวกนั้นหายไปไหนกันหมดแล้วล่ะ”
สายตาเหลือบไปเห็นขวดน้ำแร่วางอยู่บนโต๊ะ เขาคว้ามันมาเปิดฝาแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวหมดไปครึ่งขวด ความเย็นของน้ำช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันให้บรรเทาลงได้บ้าง
เยียนซิวเงยหน้าขึ้นจากงาน ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเขามีภารกิจเฉพาะของตัวเอง ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยข้อมูล และยิ่งไม่สะดวกที่จะสุงสิงกับคนนอกหน่วยงานอย่างพวกเรา”
ฟางชวนหัวเราะในลำคอ ฟังดูคล้ายการประชดประชัน
“คนจากสำนักงานใหญ่เล่นส่งนายกลับมาดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ แล้วจะเรียกตัวนายไปทำไมตั้งแต่แรก ให้ไปทำหน้าที่เป็นคนขับรถรับส่งหรือไง”
เยียนซิวยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ก็คงประมาณนั้น”
ฟางชวนส่ายหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“พวกเบื้องบนคิดจะทำอะไรกันแน่ จู่ๆ ก็ส่งคนกลุ่มหนึ่งมาที่เมืองเรา แล้วก็ทำตัวลึกลับซับซ้อน ปิดบังข้อมูลกันให้วุ่น”
เขาเพิ่งได้รับแจ้งด่วนจากสำนักงานใหญ่เมื่อเช้านี้เองว่าจะมีเจ้าหน้าที่ชุดพิเศษเดินทางมาปฏิบัติราชการ ลางสังหรณ์บอกเขาว่าทางนั้นคงกลัวว่าคนกลุ่มนี้จะมาทับเส้นหรือมีเรื่องขัดแย้งกับตำรวจท้องที่ จึงได้แจ้งเตือนมาล่วงหน้าแบบขอไปที
เยียนซิวดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในเป้าหมายของคนกลุ่มนั้นแม้แต่น้อย
“ไม่ว่าพวกเขาจะมาทำอะไร ก็ไม่ใช่กงการอะไรของพวกเรา”
“พูดอีกก็ถูกอีก ช่างหัวพวกนั้นเถอะ จริงสิ วันนี้ตอนฉันไปหานักพยากรณ์ตาบอดคนนั้น ฉันบังเอิญเจอหลิ่วมู่มู่อยู่ที่บ้านเขาด้วย ดูท่าทางความสัมพันธ์ของสองคนนั้นจะสนิทสนมกันไม่น้อยเลยทีเดียว”
เยียนซิวไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น สายตาของเขายังคงจดจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า แสงจากจอมอนิเตอร์สะท้อนเข้าสู่ดวงตา เผยให้เห็นข้อมูลส่วนตัวของบอดหลิวที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
ทั้งรูปถ่ายหน้าตรงบนบัตรประชาชน และชื่อสกุลจริงที่ถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูล
[จบบท]