บทที่ 14: คู่หมั้นที่ไม่มีจริง
หากหลิ่วมู่มู่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับเจิ้งเซวียนได้ ในอนาคตก็ย่อมส่งผลดีต่อตระกูลต่งด้วยเช่นกัน ตอนนี้เขากลับรู้สึกขึ้นมาว่าการเลี้ยงลูกสาวเพิ่มอีกสักคนก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย
ทว่าใครจะรู้ว่าหลังจากที่ต่งเจิ้งหาวพูดจบ หลิ่วมู่มู่กลับใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังมองมาที่เขาจนคิ้วของต่งเจิ้งหาวกระตุกเล็กน้อย
“เป็นอะไรไป”
“พ่อคะ หนูไม่มีคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ในท้องเหรอคะ”
ต่งเจิ้งหาวถึงกับงงกับคำถามที่ได้ยิน “คู่หมั้นอะไร”
“ก็ลูกสาวตระกูลใหญ่ๆ ที่เพิ่งตามหากันเจอ เขาก็มีคู่หมั้นกันทุกคนเลยนี่คะ บ้านเรารวยขนาดนี้ ทำไมไม่จัดหาคู่หมั้นให้หนูสักคนล่ะคะ”
ในหนังสือนิยายที่เธออ่านมามันก็เขียนไว้อย่างนี้ทั้งนั้น ไม่จัดหาให้ก็ยังพอว่า แต่นี่ขนาดแฟนยังต้องหาเองอีกเหรอ มันช่างบีบคั้นหัวใจเธอเกินไปแล้ว อุตส่าห์แอบตั้งตารออยู่หน่อยๆ แท้ๆ
“มัน…ควรต้องมีด้วยเหรอ?” ต่งเจิ้งหาวเริ่มมึน
“หนูว่าน่าจะมีสักคนนะคะ”
ถึงแม้บอดหลิวจะเคยบอกไว้ว่าก่อนอายุ 25 ปี เธอจะได้เจอแฟนแน่นอน แต่หลิ่วมู่มู่ก็ยังรู้สึกว่าด้วยดวงชะตาแบบเธอคงต้องมีคนรอบข้างคอยช่วยเหลือสนับสนุนบ้าง ตัวอย่างเช่น ให้พ่อของเธอแจกให้สักคนก็นับว่าดีมากแล้ว
แต่ถ้าแจกให้สักสองคนล่ะก็ พ่อคนนี้ต้องเป็นพ่อแท้ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย ต่งเจิ้งหาวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบกลับไปอย่างหนักแน่น
“ไม่มีจริงๆ”
เขารู้สึกเสียดายขึ้นมาหน่อยๆ ก่อนหน้านี้ทำไมเขาไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนนะ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดจริงๆ
ไม่นานนัก เจ้าของงานเลี้ยงก็พาภรรยาและลูกๆ เดินเข้ามาในงาน จานหงเย่ดูสุภาพอ่อนโยน เขายืนเคียงข้างเสี่ยวเจียภรรยาของเขา ดูแล้วเหมาะสมกันมาก ด้านหลังของทั้งคู่ยังมีพี่ชายกับน้องสาวอีกหนึ่งคู่
คนที่เป็นพี่ชายคือจานหุยเทียน ลูกชายคนโตของจานหงเย่ เขามีหน้าตาที่คล้ายคลึงกับจานหงเย่มาก แม้ว่าจะเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ก็ได้เข้ามาช่วยงานที่บริษัทของครอบครัวแล้ว
ส่วนเด็กสาวก็คือจานนีที่เพิ่งถูกรับตัวกลับบ้านนั่นเอง ผิวของจานนีค่อนข้างคล้ำ แต่เธอดันเลือกใส่ชุดราตรีสั้นสีชมพูในวันนี้ มันเลยยิ่งดูขัดตาและไม่เข้ากันอย่างแรง นี่เป็นครั้งแรกที่จานนีต้องเผชิญหน้ากับคนมากมายขนาดนี้
เธอจึงรู้สึกประหม่าอย่างช่วยไม่ได้ พอต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน เธอก็เลยยิ่งแสดงท่าทีหงอๆ หวาดกลัว ยิ่งทำให้คนอื่นพากันดูแคลน
เจียงหลีแค่ปรายตามองก็รู้ได้เลยว่านี่ต้องเป็นฝีมือของน้องสาวเธอแน่ๆ น่าเสียดายที่ยัยเด็กบ้านนี้ รับมือได้ยากกว่ายัยเด็กบ้านจานเยอะ เจียงหลีได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ในอก
จานหงเย่เริ่มต้นด้วยการกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นเสี่ยวเจียก็ประคองเค้กขนาดกะทัดรัดแต่ดูประณีตงดงามออกมา พร้อมกับบอกว่านี่คือเค้กที่ลูกสาวตั้งใจทำด้วยตัวเอง
เมื่อรวมเข้ากับเสียงดนตรีที่คลอขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ บรรยากาศก็ยิ่งดูอบอุ่นและน่าประทับใจ มีเพียงจานนีเท่านั้นที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่บ้าง ไม่ว่าใครก็ดูออกทั้งนั้นว่าเค้กก้อนนั้นไม่ใช่ฝีมือของเธออย่างแน่นอน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร ทว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ จานนียังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นี้ไม่ได้
ต่งเจิ้งหาววิจารณ์ “ลูกสาวของเหล่าจานคนนี้ ดูไม่ค่อยได้เรื่องเลยนะ”
คนที่คิดแบบเดียวกับเขาก็มีอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่มาใส่ใจหรอกว่าสภาพแวดล้อมที่เด็กสาวคนนั้นเคยอาศัยอยู่เป็นยังไง หรือมีเหตุผลอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น แค่ความประทับใจแรกเห็นก็เพียงพอให้พวกเขาตัดสินเธอไปแบบนั้นแล้ว
แม้ว่าตอนนี้จะยังมองไม่เห็นผลกระทบอะไร แต่ในอนาคต เธอจะต้องถูกปฏิเสธจากแวดวงสังคมนี้เพียงเพราะความประทับใจแรกที่ไม่ดีเท่าไหร่ในครั้งนี้
ความจริงแล้วไม่ต้องรอถึงอนาคตหรอก หลังจากพิธีการอย่างการอธิษฐานขอพรสิ้นสุดลง จานหงเย่และภรรยาก็เต้นรำเปิดฟลอร์ บรรยากาศก็ค่อยๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ส่วนจานนีก็ถูกผลักไสให้ไปอยู่ตรงมุมห้องอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีใครเดินเข้าไปทักทายเธอเพียงเพราะว่าเธอเป็นหนึ่งในตัวเอกของงานวันนี้ พี่ชายแท้ๆ ของเธอก็ถูกเพื่อนๆ ลากตัวไปนานแล้ว
พ่อของเธอก็กำลังวุ่นอยู่กับการพูดคุยกับคู่ค้าทางธุรกิจ ส่วนแม่เลี้ยงก็ทำเพียงแค่มองเธอจากระยะไกลเท่านั้น เธอในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนป่าที่ถูกทิ้งไว้บนเกาะร้าง ต้องเผชิญหน้ากับลมหนาวที่โหมกระหน่ำเพียงลำพังจนตัวสั่นเทา
และในตอนนั้นเอง เธอก็เหลือบไปเห็นหลิ่วมู่มู่ เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายของเธอ อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น สมัยที่เรียนมัธยมปลาย ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหลิ่วมู่มู่ไม่ได้ดีอะไรนัก เธอมาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว
ในขณะที่หลิ่วมู่มู่ไม่มีแม้กระทั่งพ่อแม่ แต่ในโรงเรียน พวกคุณครูและเพื่อนๆ กลับชอบหลิ่วมู่มู่มากกว่า ทั้งๆ ที่เธอเรียนเก่งกว่าแท้ๆ
แต่ท่าทีของคุณครูที่มีต่อหลิ่วมู่มู่กลับดูสนิทสนมเป็นกันเองมากกว่า ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ยังตัดสินใจเดินตรงไปหาหลิ่วมู่มู่
จานนีสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปั้นยิ้ม “หลิ่วมู่มู่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
การได้มาเจอคนที่คุ้นเคยในเมืองที่แปลกหน้า ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังรู้สึกใกล้ชิดสนิทใจมากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี
จานนีคิดว่า สำหรับเธอแล้วมันเป็นแบบนั้น และสำหรับหลิ่วมู่มู่เอง ก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน พวกเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว
ทั้งสองคนเดินออกมาคุยกันที่สวนหย่อมเล็กๆ ด้านนอก ตรงนี้ไม่มีคนอื่นอยู่เลย แสงไฟก็สลัวๆ เหมาะแก่การพูดคุยเป็นอย่างมาก
จานนีเปิดฉากถาม “เธอมาที่ชิ่งเฉิงได้ยังไง”
หลิ่วมู่มู่ตอบอย่างเปิดเผย “ฉันตามหาพ่อแท้ๆ เจอน่ะ ก็เลยมาอาศัยอยู่กับท่านก่อนรอเปิดเทอม แล้วเธอล่ะ มาที่นี่แล้วป้าจางจะทำยังไง”
ป้าจางคือแม่ของจานนี เมื่อก่อนท่านเคยทำงานอยู่ที่โรงอาหารของโรงเรียน หลิ่วมู่มู่ชอบไปต่อแถวซื้อข้าวที่ร้านของท่านเป็นประจำ
เพราะป้าจางไม่เพียงแต่มือไม่สั่นเวลาตักอาหาร แต่ยังชอบตักเพิ่มให้เธออีกหน่อยเสมอ จานนีเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แม่ฉันเสียแล้ว”
หลิ่วมู่มู่ชะงักไป “เป็นไปได้ยังไง”
ปีที่แล้วเธอยังเห็นพ่อของจานนีที่โรงเรียนอยู่เลย หลังจากนั้นไม่นานป้าจางก็ลาออกจากงานที่โรงอาหาร แล้วเธอก็ไม่เคยได้เจอป้าจางอีกเลย แต่ว่าโหงวเฮ้งของป้าจางก็ดูดีนี่นา
ถึงจะไม่ได้มีโชคลาภอะไรมากมาย แต่ก็เป็นดวงแบบที่จะมีชีวิตยืนยาวอยู่อย่างสงบสุข ไม่น่าจะจากไปกะทันหันแบบนี้ได้เลย พอหวนนึกถึงการตายของแม่ตัวเอง จานนีก็รีบคว้าข้อมือของหลิ่วมู่มู่ไว้แน่น จ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะกระซิบถาม
“ฉันรู้ว่าคุณปู่ของเธอทำนายดวงแม่นมาก ท่านรู้เรื่องตั้งหลายอย่าง แม่ของฉันตายแปลกมากเลย เธอช่วยไปถามคุณปู่ให้ฉันหน่อยได้ไหม”
“แต่ว่า คุณปู่ของฉันท่านเสียไปแล้วล่ะ”
จานนีรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าเข้ากลางวันแสกๆ เธอดูหมดอาลัยตายอยาก คุณปู่ของหลิ่วมู่มู่ที่ว่าดูดวงแม่นนักหนานั่น เสียชีวิตแล้วอย่างนั้นเหรอ
“เอาอย่างนี้ไหม เธอลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
จานนีคงอัดอั้นตันใจมานานมาก พอมีที่ให้ระบาย เธอก็ไม่ลังเลที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลิ่วมู่มู่ฟัง
“เมื่อปีที่แล้ว แม่ของฉันเป็นโรคผิวหนังแปลกๆ จู่ๆ ก็มีรอยแดงขึ้นเต็มตัวไปหมด แต่มันไม่เจ็บไม่คันอะไรเลย ท่านก็เลยไม่ได้ใส่ใจ”
“แต่พอต่อมา มันเริ่มมีรอยจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นวงกว้าง ตอนนั้นพวกเรากลัวมากว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็เลยรีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย แต่ผลตรวจที่ออกมากลับบอกว่าทุกอย่างปกติดี”
พอต้องย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่แม่ของเธอล้มป่วย จานนีก็อดที่จะตัวสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้
[จบบท]