บทที่ 142: คดีฆาตกรรมหลิวซีจิง
รอยยิ้มจางๆ ที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของเยียนซิวเลือนหายไปจนหมดสิ้นทันทีที่รับฟังถ้อยคำจากปลายสาย น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและจริงจัง
"ใครเป็นคนแจ้งเหตุ"
"ลูกๆ ของผู้ตายเป็นคนแจ้ง" เสียงของฟางชวนตอบกลับมาอย่างชัดเจน
"พวกเขาให้การว่าเพิ่งกลับมาจากทำธุระข้างนอก พอเปิดประตูเข้ามาก็พบว่าพ่อกลายเป็นศพนอนเสียชีวิตอยู่ในบ้าน ที่สำคัญคือภาพวาดเก่าแก่ล้ำค่าที่เก็บไว้ในห้องของเขาก็หายไปพร้อมกันด้วย"
"ตอนนี้นายถึงที่เกิดเหตุหรือยัง"
"เพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี้เอง"
"ตอนที่พบศพ ในที่เกิดเหตุมีแค่ลูกๆ ของผู้ตายเหรอ"
คำถามของเยียนซิวฟังดูมีนัยประหลาด ราวกับว่าเขาคาดการณ์สถานการณ์บางอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าฟางชวนไม่ได้เก็บมาใส่ใจให้เสียเวลา เพราะประเด็นนี้เองคือสาเหตุหลักที่ทำให้เขาต้องรีบโทรศัพท์มารายงาน
นายตำรวจหนุ่มตอบกลับทันที "ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังมีคนแปลกหน้าอีกสามคน ตอนที่ฉันเข้าไปสอบถามระบุตัวตน พวกเขาก็อ้างว่ามาจากสำนักงานใหญ่ พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ให้ดู”
“แต่พอฉันซักไซ้ว่ามาทำอะไรที่นี่ พวกเขากลับตอบหน้าตาเฉยว่าฉันไม่มีอำนาจพอที่จะรับรู้"
ฟางชวนคล้ายกับได้ยินเสียงแค่นหัวเราะในลำคอแว่วมาจากโทรศัพท์ เขาจึงรายงานต่อ "สรุปแล้วคนพวกนี้มาทำอะไรกันแน่เนี่ย"
ระหว่างที่สนทนา สายตาของฟางชวนก็เหลือบมองไปยังกลุ่มคนดังกล่าว ชายสองหญิงหนึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ไม่ไกล
โดยเฉพาะชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงกลางซึ่งดูอายุน้อยเกินกว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ท่าทางของเขากลับดูมีอำนาจตัดสินใจที่สุดในกลุ่ม
สีหน้าของชายหนุ่มคนนั้นดูเคร่งเครียดและไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด เขากำลังยืนสนทนาอยู่กับกลุ่มลูกหลานของผู้ตาย ซึ่งปฏิกิริยาของทางฝั่งญาติเองก็น่ากังขาไม่แพ้กัน พวกเขาดูหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างเห็นได้ชัด
บิดาบังเกิดเกล้าถูกฆาตกรรมนอนตายอยู่แท้ๆ แต่บรรดาลูกๆ กลับไม่มีทีท่าโกรธแค้นหรือโศกเศร้าเสียใจแต่อย่างใด
สาเหตุการตายจะเป็นอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่พวกเขาพะวงหน้าพะวงหลังถามหา กลับเป็นเรื่องภาพวาดโบราณที่หายไปรูปนั้นเสียมากกว่า
"พวกมันมาหาของ" เยียนซิวไขข้อข้องใจให้ฟางชวนสั้นๆ ก่อนจะออกคำสั่ง
"รั้งตัวพวกเขาไว้ อย่าเพิ่งปล่อยให้ใครออกไปจากที่นั่น รอฉันไปถึงก่อน"
"รับทราบ"
โดยส่วนตัวแล้วฟางชวนไม่ค่อยชอบเสวนากับพวกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ที่มักจะวางก้ามเขื่องโขนัก แต่ในเมื่อคดีนี้เกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบของเขา อย่างไรเสียก็ต้องซักไซ้ไล่เลียงให้กระจ่าง
และในเมื่อเยียนซิวออกปากว่าจะเข้ามาช่วยดูคดีนี้ด้วยตัวเอง นั่นย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ทางด้านหลิ่วมู่มู่ เมื่อเห็นชายหนุ่มวางสายโทรศัพท์ลง เธอก็ตระหนักได้ในทันทีว่าทริปสวนสนุกอันแสนสุขของวันนี้คงต้องปิดฉากลงเสียแล้ว
"มีคดีด่วนเหรอคะ"
"อืม... หลิวซีจิงตายแล้ว" เยียนซิวเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ
วินาทีที่ชื่อนั้นกระทบโสตประสาท หลิ่วมู่มู่ตกใจจนแทบสะดุ้งตัวลอย "ใครนะ"
"เจ้าของวัตถุโบราณที่เอาของมาลงในงานประมูลพวกนั้น"
หญิงสาวลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก พลางนึกย้อนไปถึงชายชราตระกูลหลิวที่เจอในวันนั้น พูดกันตามตรง พอได้รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตาเฒ่าบอดหลิว
ความรู้สึกของเธอที่มีต่อคนผู้นี้ก็มีแต่ความรังเกียจขยะแขยง จะอยู่หรือตายก็ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ ทว่าการที่จู่ๆ เขาก็มาด่วนตายจากไปรวดเร็วปานนี้ แถมรูปการณ์ยังดูไม่ปกติวิสัย ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เธอต้องหูผึ่งด้วยความสนใจ
"อ้อ... แล้วเขาตายยังไงคะ" หลิ่วมู่มู่แอบขบมิมฝีปากเบาๆ พยายามปรับสีหน้าท่าทางให้ดูไม่ยี่หระกับข่าวการตายนี้จนเกินงาม
"ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด"
สิบกว่านาทีต่อมา ชิงช้าสวรรค์ก็หมุนวนครบรอบพาพวกเขาลงมาส่งยังพื้นดินจนได้ เมื่อสองเท้าสัมผัสพื้นแข็ง หลิ่วมู่มู่กลับยังรู้สึกเหมือนตัวโคลงเคลงลอยคว้างกลางอากาศ
เธอเดินเกาะชายเสื้อของเยียนซิวต้อยๆ ออกมาเงียบๆ จนกระทั่งสติสตางค์เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง และพบว่าพวกเขากำลังเดินจวนจะพ้นเขตประตูสวนสนุกอยู่รอมร่อ เธอจึงตัดสินใจเอ่ยถาม "คุณจะตรงไปที่เกิดเหตุเลยใช่ไหม"
"ใช่"
"แล้วฉันล่ะ"
"จะเรียกรถกลับเองไหม" เป็นประโยคคำถามที่ฟังดูเหมือนจะเปิดช่องว่างให้ต่อรองได้บ้างเล็กน้อย
"ไม่เอาอะ" หลิ่วมู่มู่รีบพุ่งเข้ากอดหมับเข้าที่ท่อนแขนแข็งแรงของเขา พยายามทำตัวเป็นตุ๊กตาประดับแขนเยียนซิวอย่างแนบเนียน
ภายใต้สายตาคมกริบของเยียนซิวที่จ้องมองลงมา หลิ่วมู่มู่ก็เกิดไหวพริบแล่นปราด งัดเอาข้ออ้างที่ฟังดูมีน้ำหนักที่สุดในสถานการณ์นี้ขึ้นมาใช้ "ฉันกลัว ไม่กล้ากลับคนเดียวหรอก"
ใช่แล้ว... วันนี้เธอเพิ่งจะเข้าไปผจญภัยในบ้านผีสิงมาหมาดๆ ถูกผีหลอกจนขวัญหนีดีฝ่อ เพราะฉะนั้นอาการหวาดกลัวนี้จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุด ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลยสักนิด
"เหรอ…" เยียนซิวเลิกคิ้วสูง
"ให้ฉันติดรถไปกับคุณเถอะนะ" เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเยียนซิวพร้อมยื่นข้อเสนอเสียงอ้อน
เยียนซิวไม่ได้ตอบรับในทันที สายตาของเขากวาดมองใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง "ที่นั่นมีศพคนตายนะ ไม่กลัวหรือไง"
หลิ่วมู่มู่ขยับตัวเบียดเข้าหาเขาอีกนิด ทำเสียงหวานหยดย้อย "ถ้ามีคุณอยู่ด้วยก็ไม่กลัวหรอกค่ะ"
อันที่จริงเธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะยอมง่ายๆ แต่จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำก็นดังขึ้นเหนือศีรษะ "ก็ได้"
***
ดูเหมือนทางฝั่งของฟางชวนจะเจอตอเข้าให้แล้ว ระหว่างที่รถกำลังแล่นมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลิว เสียงโทรศัพท์มือถือของเยียนซิวก็กรีดร้องขึ้นอีกครั้ง เสียงเรียกเข้าดังก้องไปทั่วห้องโดยสาร เยียนซิวที่ขับรถอยู่จึงล้วงมือถือออกมาแล้วส่งให้เธอ
หลิ่วมู่มู่รับมาอย่างรู้งาน นิ้วเรียวกดปุ่มรับสายทันที
เสียงร้อนรนของฟางชวนดังลอดออกมาจากลำโพง "เมื่อกี้ทางเราตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ตาแก่นั่นตายเพราะโดนคุณไสยประเภทกู่เล่นงาน แต่สารเคมีที่เรามีอยู่ตอนนี้ไม่สามารถกำจัดกู่พวกนี้ได้เลย"
นับว่ายังเคราะห์ดีที่พวกเขามีประสบการณ์โชกโชน ตอนที่เข้าตรวจสอบและสัมผัสศพจึงสวมชุดป้องกันไว้อย่างรัดกุม เมื่อนึกถึงภาพจุดสีดำยิบยับนับไม่ถ้วนที่ลอยฟูฟ่องขึ้นมาจากกองเลือดบนพื้น ฟางชวนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"งั้นก็ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น อย่าเพิ่งไปแตะต้อง รายงานผลการตรวจสอบส่งตรงไปที่สำนักงานใหญ่ซะ"
วิธีแก้ปัญหาของเยียนซิวทำเอาฟางชวนถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ตามปกติแล้วหากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องรายงานข้ามขั้นตอนไปถึงสำนักงานใหญ่ให้วุ่นวาย
แม้ทางนั้นจะสามารถส่งวิธีแก้ไขมาให้ได้ แต่ก็ต้องเสียเวลารอนาน ปกติแล้วเยียนซิวจะเป็นคนลงมือจัดการเรื่องพรรค์นี้ด้วยตัวเองเสมอ
"คดีนี้ยุ่งยากมากเหรอ" ฟางชวนลดเสียงลงกระซิบถาม
"ไม่ยุ่งยาก แต่อันตราย กำชับคนของเราให้ระวังตัวให้ดี"
"เข้าใจแล้ว" ฟางชวนไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าเยียนซิวรู้ได้อย่างไรว่าอันตรายทั้งที่ตัวยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ ในฐานะคู่หูที่ร่วมงานกันมานาน เขามีความเชื่อใจในตัวเยียนซิวเต็มร้อย
ทันทีที่กดวางสาย หลิ่วมู่มู่ก็โพล่งถามขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว "งานประมูลเมื่อเช้านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคนคนนี้ไหมคะ"
"ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ" เยียนซิวไม่ตอบแต่เลือกที่จะย้อนถาม
"ก็ในงานประมูลเมื่อเช้ามีคนแปลกหน้าไม่รู้หัวนอนปลายเท้าโผล่มาเต็มไปหมด คนพวกนั้นมาก็เพื่อแย่งชิงรูปวาดของตระกูลหลิว แล้วพอตกบ่ายเจ้าของรูปก็มาด่วนตายจากไป มันยากที่จะไม่ให้คนเขาคิดเชื่อมโยงกันนะคะ"
หลิ่วมู่มู่ไล่สายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่คมคายของเยียนซิว พยายามจ้องจับผิดเพื่อล้วงความลับออกมาจากเขา
"แล้วทำไมถึงคิดว่าพวกเขาไม่รู้หัวนอนปลายเท้า" เขาซักต่อ
หลิ่วมู่มู่ตอบฉะฉาน "ก็เจิ้งเซวียนเป็นคนบอกฉันเองว่าหลายคนในงานไม่ใช่คนในวงการค้าของเก่า ฉันเลยลองสังเกตโหงวเฮ้งคนพวกนั้นดู... สรุปว่าฉันเดาถูกไหมคะ"
มุมปากของเยียนซิวหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำตอบที่ทำเอาคนฟังแทบกระอัก "เดาผิด"
หลิ่วมู่มู่ “...”
แล้วคุณจะยิ้มหาอะไรมิทราบ! นี่กำลังเยาะเย้ยฉันอยู่ใช่ไหม
โมโหจนควันแทบออกหู นึกอยากจะกลายร่างเป็นต้นกระบองเพชรแล้วพ่นหนามใส่หน้าหล่อๆ นั่นให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เพื่อจะได้รู้คำตอบที่แท้จริง เธอจึงยอมใจกว้างดุจแม่น้ำ ไม่ถือสาหาความกับนิสัยเสียๆ ของเขา แล้วถามจี้ต่ออย่างไม่ลดละ "มันต้องมีความเกี่ยวข้องกันสักนิดสิน่า"
[จบบท]