บทที่ 147: ลางสังหรณ์
ต่งเจิ้งหาวกวาดสายตามองลูกชายคนเล็กที่กำลังถลึงตาราวกับกบหน้าโง่ใส่พี่สาวทั้งสอง ประเมินจากสถานการณ์แล้ว เจ้าลูกชายตัวดีคงไม่พ้นจะโดนรังแกเข้าให้อีกตามเคย
เมื่อการใช้สายตาข่มขู่ไร้ผล ต่งฉีจึงพยายามหันไปหาพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวอย่างผู้เป็นพ่อ หวังให้ช่วยทวงคืนความยุติธรรมและแย่งชิงจานรากบัวยัดไส้ทอดกลับคืนมา
“พ่อ ดูพวกพี่สิ”
คนเป็นพ่อที่เปี่ยมด้วยวุฒิภาวะย่อมรู้ดีว่าไม่ควรแสดงความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
โดยเฉพาะในยามที่พี่น้องเกิดข้อพิพาทกัน ต่งเจิ้งหาวประสานสายตากับหลิ่วมู่มู่เพียงครู่เดียว จากนั้นจึงทำทีเป็นเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้เห็นหรือรับรู้อะไรทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องที่ลูกชายร้องฟ้องอะไรมานั้น เขาถือซะว่าลมในบ้านวันนี้มันพัดแรงเกินไปจนหูอื้อ ฟังไม่ได้ศัพท์ก็แล้วกัน
หัวใจดวงน้อยอันบอบบางราวกับแก้วของต่งฉีแตกละเอียดลงแทบเท้า เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาวัยเด็กอันแสนสุขและสวยงามได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์นับตั้งแต่วินาทีที่หลิ่วมู่มู่ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านหลังนี้
บัดนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ที่แสนโหดร้าย ต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนาม และต้องยอมก้มหัวอดทนต่อความไม่เป็นธรรมเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
เด็กชายกอดชามข้าวของตัวเองแน่นด้วยความคับแค้นใจ นั่งหดตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ พลางจินตนาการว่าตัวเองเป็นเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟผู้โดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ทว่าช่างน่าเสียดายที่ไม่มีสมาชิกคนใดในบ้านจะมีอารมณ์ร่วมไปกับโศกนาฏกรรมในใจของเขา เพราะความสนใจทั้งหมดของต่งเจิ้งหาวตอนนี้พุ่งเป้าไปที่ลูกสาวคนโตเพียงคนเดียว
ต่งเจิ้งหาวรู้สึกเหมือนไม่ได้พูดคุยกับลูกสาวคนโตมานานพอสมควร จึงคิดว่าถึงเวลาต้องแสดงความใส่ใจในฐานะพ่อบ้าง เขาค่อยๆ วางตะเกียบลงแล้วกระแอมไอเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ
“พักนี้วันหยุดไม่ค่อยอยู่บ้านเลย ไปไหนมา”
“ไปตั้งแผงดูดวงที่ถนนขายของเก่ามาค่ะ” หลิ่วมู่มู่ตอบกลับไปตามความจริงโดยไม่มีปิดบัง
ยังไม่ทันที่ต่งเจิ้งหาวจะได้ซักถามอะไรต่อ ต่งเยว่ก็โพล่งขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและความอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม
“สนุกไหมคะ”
ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวิบวับราวกับจะตะโกนออกมาว่า หนูอยากไปด้วย อยากไป อยากไป เหลือเกิน
ทางด้านต่งฉีที่ถูกเมินเฉยจนกลายเป็นธาตุอากาศ ก็แอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของหลิ่วมู่มู่ด้วยความสนใจเช่นกัน
“ก็พอได้นะ พรุ่งนี้จะลองไปดูไหมล่ะ”
ในเมื่อต่งเยว่เป็นเด็กดีว่าง่าย การจะพาไปเปิดหูเปิดตาเดินเล่นสักหน่อยคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ต่งเยว่รีบผงกหัวรับรัวๆ ด้วยความดีใจ
ทว่าเสียงกระแอมไอหนักๆ ของผู้เป็นพ่อก็ดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง เรียกให้เด็กสาวทั้งสองหันขวับไปมองพร้อมกัน
ต่งเจิ้งหาวอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจถามออกมา
“จะออกไปเที่ยวกัน มีเงินค่าขนมพอหรือยัง”
สิ้นคำถามนั้น สองสาวพี่น้องก็ได้รับเงินปึกใหญ่จากมือของต่งเจิ้งหาวคนละปึก ช่างเป็นภาพที่แสดงถึงความใจป้ำของยอดคุณพ่อเสียจริง
เมื่อแจกจ่ายความมั่งคั่งให้ลูกสาวเสร็จสรรพ หันมาทางลูกชายคนเล็ก กระเป๋าของเขาก็ว่างเปล่าไร้ซึ่งธนบัตรแม้แต่ใบเดียว เหลือเพียงแอปเปิลผลหนึ่งที่ลูกสาวคนโตเพิ่งจะยัดใส่มือเขาเมื่อครู่นี้
ต่งเจิ้งหาวนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะบรรจงวางแอปเปิลผลนั้นลงบนมือของต่งฉีอย่างแผ่วเบา
โบราณว่าไว้ เลี้ยงลูกสาวต้องเลี้ยงอย่างเศรษฐี เลี้ยงลูกชายต้องเลี้ยงอย่างยาจก เพื่อฝึกความอดทน
เขาเห็นว่านี่เป็นปรัชญาการเลี้ยงลูกที่เข้าท่าและน่าจะนำมาปรับใช้ ยิ่งพักหลังมานี้ลูกชายดูจะเริ่มรู้ความขึ้นมาก เขาจึงเอ่ยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความหวังดี
“กินซะสิ พ่อยกให้แกหมดเลย”
แอปเปิลผลนี้คือตัวแทนความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อ เชื่อว่าลูกชายต้องสัมผัสถึงเจตนานี้ได้แน่นอน
ต่งฉีรับแอปเปิลมาถือไว้ในมือ พลางรู้สึกเหมือนโดนความรักของพ่อฟาดเข้าแสกหน้าด้วยกระบองหนามจนมึนงงไปหมด
เช้าวันอาทิตย์ สองพี่น้องจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง วางแผนไว้ว่าจะออกไปหาอะไรกินมื้อเช้าข้างนอก แล้วค่อยมุ่งหน้าไปถนนขายของเก่า
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าลงมาถึงชั้นล่าง ก็ต้องสะดุดตากับร่างของต่งฉีที่นั่งขวางบันไดขั้นสุดท้ายเอาไว้ ใบหน้าบึ้งตึงดำทะมึนราวกับทวารบาลผู้พิทักษ์ประตูเมือง
“นายมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย” หลิ่วมู่มู่ถามด้วยความตกใจ
“...” ต่งฉีบ่นพึมพำงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์
“อะไรนะ พูดให้มันชัดๆ หน่อย”
“ผมจะไปด้วย” คราวนี้เสียงดังขึ้นมานิดหน่อย พอให้จับใจความได้
หลิ่วมู่มู่ทำหน้าเหยเก แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“นี่มันเดตของสาวๆ ย่ะ ผู้ชายไม่เกี่ยว”
ต่งฉีหน้าแดงก่ำด้วยความอัดอั้น ก่อนจะกลั้นใจเถียงกลับไปเสียงแข็ง
“พี่เหยียดเพศนี่น่า ยังไงผมก็จะไปให้ได้”
“...เออๆ อยากไปก็ตามใจ”
บรรยากาศในร้านอาหารเช้า ต่งฉีกำลังก้มหน้าก้มตายัดอาหารเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจ้าเด็กแสบนี่สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะราวกับจะเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน ตอนสั่งหลิ่วมู่มู่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร ปล่อยให้สั่งไปตามใจชอบ
แต่พอกินซาลาเปาเข้าไปได้แค่สองลูกแล้วทำท่าจะวางตะเกียบ บอกว่าอิ่มแล้ว พี่สาวทั้งสองก็นั่งขนาบข้าง ล็อกตัวเขาไว้กับโต๊ะทันที
หลิ่วมู่มู่ยื่นคำขาดด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก หากเขากินของที่ตัวเองสั่งมาไม่หมด ก็อย่าหวังว่าจะได้เดินออกจากร้านนี้โดยที่ขาเล็ๆก ทั้งสองข้างยังใช้การได้ปกติ
ต่งฉีไม่กล้าเสี่ยงดวงวัดใจว่าคำขู่นั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ล้อเล่น แต่การยัดทะนานเข้าไปให้หมด ย่อมดีกว่าต้องกลายเป็นคนพิการขาหักแน่นอน
เขายัดอาหารเข้าปากคำแล้วคำเล่า สมองก็พลางขบคิดอย่างหนักหน่วงว่า การกินทิ้งกินขว้างเป็นพฤติกรรมที่น่าละอายอย่างยิ่ง
คราวหน้าคราวหลังถ้าได้มากินข้าวนอกบ้าน ใครหน้าไหนกล้าสั่งกับข้าวเกินมาแม้แต่จานเดียว เขาจะตัดขาดความเป็นเพื่อนให้ดู
ไม่รู้ว่ามื้อเช้ามื้อนี้จะช่วยดัดนิสัยเด็กดื้อไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้หลิ่วมู่มู่ไม่มีอารมณ์จะมาสนใจสั่งสอนน้องชายอีกแล้ว โทรศัพท์มือถือของเธอสั่นแจ้งเตือนติดต่อกันหลายครั้ง พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีธนาคาร
ชื่อผู้โอนคือ หลิวซีจิง และยอดเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีต่างๆ ของเธอรวมกันแล้วสูงถึงหลายล้าน
หลิ่วมู่มู่กำโทรศัพท์ในมือแน่น ลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว แรงกระแทกทำให้เก้าอี้ที่เธอนั่งหงายหลังล้มคว่ำดังโครม
“พี่เป็นอะไรอะ” ต่งเยว่และต่งฉีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจและงุนงง
หลิ่วมู่มู่ลังเลอยู่ชั่ววินาที แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลากน้องทั้งสองคนออกมาจากร้านด้วย เธอโบกเรียกแท็กซี่แล้วบอกคนขับให้มุ่งหน้าไปยังบ้านของบอดหลิวทันทีด้วยความร้อนรน
เมื่อไปถึงหน้าบ้านตระกูลหลิว นาฬิกาบอกเวลาแปดโมงครึ่งพอดี
เธอมีกุญแจบ้านที่บอดหลิวให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน หลิ่วมู่มู่รีบไขกุญแจผลักประตูรั้วเข้าไป บรรยากาศภายในลานบ้านเงียบสงัดผิดปกติ
เก้าอี้โยกตัวเดิมยังวางอยู่ที่เดิม แม้แต่กาน้ำชาที่บอดหลิวนั่งจิบเมื่อวานก็ยังวางทิ้งไว้ ไม่ได้ถูกเก็บเข้าไปล้างเหมือนทุกที
หัวใจของเธอเต้นรัวแรงขณะผลักประตูบ้านเข้าไป ภาพที่เธอหวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นกลับว่างเปล่า บอดหลิวไม่ได้ยืนง่วนอยู่ในครัวเพื่อเตรียมมื้อเช้า และไม่ได้หันมาส่งยิ้มบอกเธอว่าวันนี้มีกับข้าวของโปรดรออยู่
ภายในบ้านเงียบเชียบและว่างเปล่า ประตูห้องนอนของเขาแง้มเปิดอยู่เล็กน้อย
ตอนที่ยื่นมือไปผลักประตูห้องนอน มือของหลิ่วมู่มู่สั่นระริกจนควบคุมไม่อยู่
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ หลิวซีจิงนั่งพิงขอบเตียงอยู่บนพื้นห้อง สวมชุดที่เขาหวงแหนที่สุด ชุดที่ปักลวดลายอักษรคำว่า “ฟู” ด้วยฝีเข็มและลายมือที่แตกต่างกันไป ตอนเด็กๆ เธอเคยนึกสนุกนั่งนับดูแล้วพบว่ามีทั้งหมดเจ็ดสิบสามคำ
เธอเคยสงสัยมาตลอดว่าในเมื่อเป็นชุดโปรด เหตุใดเขาจึงไม่เคยหยิบมาใส่เลยสักครั้ง แต่วันนี้เขากลับสวมมันไว้อย่างเรียบร้อย หลิ่วมู่มู่เพิ่งนึกขึ้นได้ในวินาทีนี้เองว่า ปีนี้เขาอายุครบเจ็ดสิบสามปีพอดี
ศีรษะของชายชราพิงซบอยู่กับขอบเตียง รอบกายมีรูปถ่ายเก่าๆ ของตัวเขาเองกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น และมีรูปใบหนึ่งถูกกำไว้แน่นในมือเหี่ยวย่น
ดูเผินๆ เหมือนเขากำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย ทว่าหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเพียงแผ่วเบานั้น ช่างดูอ่อนแรงจนแทบสังเกตไม่เห็น
“ตะ...ต้องเรียกรถพยาบาลไหมพี่” ต่งฉีถามเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอค่อยๆ เดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกายชายชรา แล้วเอื้อมมือไปเขย่าตัวเขาเบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวสองนาที หลิวซีจิงก็ดูเหมือนจะเพิ่งตื่นจากห้วงความฝันอันยาวนาน เปลือกตาขยับไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า
เมื่อสายตาปรับโฟกัสจนเห็นเด็กสาวที่นั่งขอบตาแดงก่ำเหมือนคนจะร้องไห้อยู่ข้างกาย กับเด็กน้อยอีกสองคนที่ยืนตัวลีบเกาะขอบประตูด้วยความกลัว เขาก็พยายามยกมือขึ้นลูบศีรษะของหลิ่วมู่มู่ด้วยความเอ็นดูและแผ่วเบา
“มาแล้วเหรอ”
[จบบท]