บทที่ 148: พันธสัญญาแห่งโชคชะตา
หลิ่วมู่มู่จ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยขอบตาที่แดงก่ำ น้ำใสๆ เอ่อคลอจวนเจียนจะหยด แต่เธอก็เม้มปากแน่นไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
บอดหลิวเห็นท่าทางนั้นก็ยกมือที่สั่นเทาขึ้นกวักเรียกเบาๆ ไปทางประตู “มานี่... มาช่วยพยุงฉันหน่อย”
ต่งฉีเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความงุนงง ครั้นเห็นว่าในห้องมีเพียงพวกตน เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าชายชรากำลังเรียกตนเอง จึงรีบก้าวเข้าไปช่วยหลิ่วมู่มู่หิ้วปีกประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของบอดหลิวขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างทุลักทุเล
ต่งเยว่ที่ยืนดูอยู่สังเกตเห็นว่าชายชรายังสวมรองเท้าอยู่ เธอจึงขยับตัวจะเข้าไปช่วยถอดให้ แต่บอดหลิวกลับรีบห้ามไว้ด้วยรอยยิ้มใจดี “ไม่ต้องถอดหรอกหนู เมื่อกี้ลุงคงทำพวกเธอตกใจแย่เลยใช่ไหม”
เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธด้วยท่าทีประหม่า สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น แต่ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าบรรยากาศที่หนักอึ้งนี้คืออะไรกันแน่
“ให้พวกเขาออกไปก่อนเถอะนะ อย่าให้เด็กๆ ต้องมาเห็นอะไรแบบนี้เลย” บอดหลิวหันไปพูดกับหลิ่วมู่มู่เสียงแผ่ว
หญิงสาวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปสั่งน้องชายและน้องสาวต่างมารดาด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ปกติที่สุด “พวกเธอสองคนไปรอที่ห้องนั่งเล่นนะ โทรหาพ่อด้วย บอกว่าให้รีบมาที่นี่เดี๋ยวนี้”
ต่งฉีทำท่าขยับปากเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่ต่งเยว่ที่ไวกว่ารีบดึงแขนพี่ชายลากออกไปจากห้อง พร้อมกับช่วยงับบานประตูให้สนิทอย่างรู้ความ
“น้องชายกับน้องสาวของเธอ เป็นเด็กดีทั้งคู่เลยนะ”
เสียงแหบพร่าของบอดหลิวลอยมาเข้าหู ทว่าหลิ่วมู่มู่กลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหล
ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตั้งแต่ไปอยู่บ้านตระกูลต่ง ฉันยังไม่เคยถามเธอเลยสักครั้ง เป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นั่นสบายดีไหม”
“...ไม่เห็นจะดีตรงไหนเลย!” เธอตอบกลับเสียงอู้อี้เหมือนเด็กเอาแต่ใจ
“ไหนลองเล่าให้ฉันฟังซิ มันไม่ดียังไง” บอดหลิวถามอย่างใจเย็น สายตาที่ทอดมองมายังเธอนั้นเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู ราวกับกำลังมองหลานสาวตัวน้อยที่กำลังงอแงเพราะถูกขัดใจ
“ที่พวกเขายอมรับหนู ก็แค่เพราะกลัวความสามารถของหนูเท่านั้น คนพวกนั้นไม่มีวันมาเป็นครอบครัวของหนูได้หรอก” หลิ่วมู่มู่หันขวับกลับมาจ้องหน้าเขา แววตาฉายแววดื้อรั้นและตัดพ้อ
“ในโลกนี้ มีแค่ปู่กับลุงเท่านั้นที่เป็นครอบครัวของหนู”
บอดหลิวถอนหายใจยาว “แต่ฉันแก่ปูนนี้แล้ว สังขารมันก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา คงจะอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะมู่มู่”
“คนขี้โกหก! สุขภาพลุงยังแข็งแรงดีอยู่เห็นๆ” หลิ่วมู่มู่เถียงทั้งน้ำตา เสียงของเธอสั่นเครือและอู้อี้เพราะจมูกเริ่มตัน เธอไม่เคยเตรียมใจมาก่อนเลยว่า หลังจากเสียคุณตาไปแล้ว เธอยังจะต้องมาเสียบอดหลิวไปอีกคน
ในความคิดของเธอ อย่างน้อยๆ บอดหลิวก็ควรจะอยู่บ่นเธอไปได้อีกสักสิบปี หรือยี่สิบปี ไม่ใช่อะไรที่ปุบปับแบบนี้
“แต่ชะตาคนเรามันฝืนไม่ได้หรอกนะ สมัยฉันยังหนุ่ม ใครๆ ก็ฟันธงว่าฉันไม่มีทางอยู่รอดถึงสามสิบ” น้ำเสียงของชายชราเจือไปด้วยความภูมิใจลึกๆ
“ตอนนั้นปู่ของเธอผูกดวงให้ฉัน บอกว่าเต็มที่ฉันก็ลากสังขารไปได้แค่สี่สิบสามปี แต่ดูสิ ปีนี้ฉันปาเข้าไปเจ็ดสิบสามแล้ว ทั้งชีวิตปู่ของเธอคำนวณพลาดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว กำไรชีวิตตั้งสี่สิบปี คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก”
“ไม่คุ้ม! ยังไงก็ไม่คุ้ม!” หลิ่วมู่มู่ตะโกนใส่เขาทั้งน้ำตา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
ชายชรามองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “ดูสิ อายุตั้งยี่สิบเอ็ดแล้ว ร้องไห้เป็นก๊อกน้ำแตกไปได้ ไม่อายเด็กๆ ข้างนอกบ้างหรือไง”
“ฮือ... ฮึก...” ยิ่งโดนล้อ เธอก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม เสียงสะอื้นดังระงมไปทั้งห้อง
รอจนกระทั่งเสียงร้องไห้ของหลิ่วมู่มู่เริ่มเบาลง เหลือเพียงเสียงสะอึกเป็นห้วงๆ บอดหลิวถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ความจริงฉันก็ไม่อยากบอกเธอหรอก แต่ตอนที่ปู่พาเธอจากไป เขาเคยฝากฝังฉันไว้ว่า เมื่อไหร่ที่อายุขัยของฉันหมดลง ให้ฉันมาหาเธอ ให้หลานสาวคนนี้เป็นคนส่งฉันเป็นครั้งสุดท้าย จะได้ถือว่าเป็นการจบที่สมบูรณ์”
หลิ่วมู่มู่นั่งเบะปากฟังทั้งน้ำตา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นเพื่อให้ได้ยินสิ่งที่เขาพูด
“ปู่ของเธอยังบอกอีกว่า คนทำอาชีพอย่างพวกเรา การได้แก่ตายไปเองโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัย ถือเป็นจุดจบที่ประเสริฐที่สุดแล้ว” รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของชายชรา
“ฉันเทียบกับปู่ของเธอไม่ได้หรอก ฉันเรียนวิชากับเขามาตั้งหลายปี ก็ยังเป็นแค่หมอดูครึ่งๆ กลางๆ เหมือนที่พี่ชายของเธอคนนั้นเคยปรามาสไว้ไม่มีผิด ฉันมันคนไร้พรสวรรค์ เดินคนละเส้นทางกับผู้หญิงคนนั้น”
บอดหลิวทิ้งตัวนอนราบไปกับเตียง สายตาฝ้าฟางเหม่อมองเพดานห้อง ราวกับกำลังมองทะลุผ่านความว่างเปล่าไปสู่อดีตอันไกลโพ้น “ไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง... จะมีความสุขดีไหม”
เมื่อเห็นว่าบอดหลิวจมดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำ หลิ่วมู่มู่จึงถามแทรกขึ้นมาเบาๆ “เธอคนนั้น... คือใครเหรอคะ”
“...เธอคือคนที่ฉันหลงรักตอนหนุ่มๆ ชื่อเล่นว่าเจาเจา เธอเป็นคนพูดน้อย บทจะอารมณ์เสียก็ดื้อรั้นน่าดู แต่เชื่อไหมว่าเธอดีกับฉันมากที่สุด” น้ำเสียงของบอดหลิวล่องลอยคล้ายคนละเมอ
แม้กาลเวลาจะผันผ่านมาเนิ่นนาน แต่ความทรงจำเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาจำได้ดี ในวันที่เขาถูกพ่อแท้ๆ ไล่ออกจากบ้านเหมือนหมาจนตรอกตัวหนึ่ง โชคชะตาก็นำพาให้เขาได้มาพบกับเธอ
ผู้หญิงคนนั้นมักจะเงียบขรึมและเอาแต่ใจในบางครั้ง แต่ยามที่โรคประจำตัวของเขากำเริบ
เธอกลับเป็นคนเดียวที่คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่าง หากตอนนั้นเขามีความกล้ามากกว่านี้อีกสักนิด... บางที เรื่องราวของพวกเขาอาจจะไม่จบลงด้วยการแยกจาก
กว่าเขาจะได้กลับคืนสู่ตระกูลหลิว ทวงคืนศักดิ์ศรีและทรัพย์สินทุกอย่างกลับมา จนมั่นใจว่าตนเองมีดีพอที่จะคู่ควรกับเธอ
เวลาก็ล่วงเลยไปหลายปี แต่เมื่อเขากลับไปหาเธอ พี่ชายของเธอกลับขับไล่ไสส่งเขาออกมา พร้อมกับความจริงที่เจ็บปวดว่าเธอแต่งงานไปแล้ว
เขายังจำนิ้วที่ชี้หน้าด่ากราดของพี่ชายเธอได้แม่นยำ ‘น้องสาวของข้าคือผู้ใช้วิชากู่ที่มีพรสวรรค์สูงส่งที่สุดในรอบร้อยปี ไม่มีทางลดตัวไปแต่งงานกับคนธรรมดาที่ดวงกุดอายุสั้นอย่างแกแน่!’
คำพูดนั้นกรีดแทงลงไปในใจของเขาที่เหลือเพียงลมหายใจรวยริน แต่ทว่า... เขากลับไม่ตาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยแรงแค้นจากคำดูถูกนั้น เพียงเพื่อจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคำทำนายนั้นผิด
แต่สุดท้าย เมื่อเขารอดพ้นจากเคราะห์กรรมความตายมาได้ ไม่ใช่คนอายุสั้นอีกต่อไป เขาก็ยังเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าตนเป็นแค่คนธรรมดาไร้ซึ่งพลังพิเศษไม่ได้อยู่ดี
บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่มีใครสนใจอีกแล้ว แต่เขานี่แหละที่ยังติดอยู่ในบ่วงอดีตนั้นไม่ไปไหน
บ่อยครั้งที่เขาเฝ้าถามตัวเองว่า ถ้าหากเขามีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น เจาเจาของเขา... จะยังต้องแต่งงานกับคนอื่นอยู่อีกไหม
“แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนคะ”
“เธอแต่งงานไปแล้ว”
หลิ่วมู่มู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนึกขึ้นได้ว่าบอดหลิวเคยเล่าเรื่องหญิงสาวที่เขาหลงรักข้างเดียวให้ฟังบ้างเป็นครั้งคราว ตอนนั้นเขาเล่าด้วยท่าทีสบายๆ จนเธอหลงคิดว่าเขาปล่อยวางเรื่องนี้ไปนานแล้ว
ที่แท้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังคงฝังใจกับผู้หญิงคนนั้นอยู่หรือนี่
“เห็นภาพวาดนั่นไหม...” บอดหลิวพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ยกมืออันสั่นเทาชี้ไปที่ภาพวาดทิวทัศน์เก่าคร่ำคร่าบนผนัง
“ความจริงแล้ว... นั่นเป็นภาพที่เธอวาด เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เธอทิ้งไว้ให้ฉันดูต่างหน้า หลังจากที่เราแยกทางกัน”
หลิ่วมู่มู่หันขวับไปมองภาพวาดนั้นด้วยความตกตะลึง บอดหลิวพร่ำบอกมาตลอดว่ามันเป็นของปลอมราคาถูกที่เขาโดนหลอกขายมา ที่แท้เขาก็โกหกมาตลอดงั้นหรือ
ดวงตาที่เคยหม่นหมองของหญิงสาวพลันสว่างวาบขึ้นมา หากภาพนี้เป็นของที่ผู้หญิงคนนั้นมอบให้เขาด้วยใจจริง บางที... เธออาจจะใช้พลังพิเศษผ่านสื่อกลางชิ้นนี้เพื่อมองหาอีกฝ่ายได้
อย่างน้อยที่สุด... ก็จะได้บอกให้บอดหลิวได้รับรู้ก่อนตายว่า คนที่เขารักสุดหัวใจนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีเพียงใด
หลิ่วมู่มู่เพ่งสมาธิจดจ้องไปที่ภาพวาดนั้น ทันใดนั้น หมึกสีดำที่วาดลวดลายทิวทัศน์ภูเขาค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยภาพแผ่นหลังบอบบางของสตรีผู้หนึ่ง
นั่นคือหญิงสาวเจ้าของเรือนผมยาวสยาย เธอยืนหันหลังให้หลิ่วมู่มู่ และกำลังสนทนากับใครบางคนอย่างเคร่งเครียด
น้ำเสียงของเธอติดสำเนียงท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่ากลับฟังดูไพเราะจับใจและหนักแน่นมั่นคง
เธอเอื้อนเอ่ยออกมาว่า “พี่คะ ในโลกนี้ไม่มีชะตาชีวิตไหนที่ถูกลิขิตไว้ตายตัวหรอก ในเมื่อสวรรค์ส่งให้เรามาพบกันแล้ว ก็แปลว่าชะตากำหนดให้เราต้องคู่กัน ฉันนี่แหละ... จะเป็นคนเปลี่ยนชะตาชีวิตให้เขาเอง”
ภาพตรงหน้าแตกสลายกลายเป็นละอองหมึก ก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นฉากใหม่อีกครั้ง
คราวนี้หลิ่วมู่มู่มองเห็นทุกอย่างชัดเจนเต็มสองตา หญิงสาวคนเดิมนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ข้างกายมีม้วนภาพวาดวางอยู่
ใบหน้าที่ควรจะงดงามสดใสสมวัย บัดนี้กลับดูซีดเซียวไร้สีเลือดราวกับกระดาษสา ระหว่างคิ้วของเธอมีไอแห่งความตายสีดำทะมึนปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น บ่งบอกว่าเปลวเทียนแห่งชีวิตของเธอกำลังจะมอดดับลงในไม่ช้า
[จบบท]