บทที่ 150: จุดจบและการเริ่มต้น
ไม่นานนักกลุ่มคนที่ต่งเจิ้งหาวไหว้วานให้มาช่วยจัดการธุระและรถรับส่งร่างไร้วิญญาณของฌาปนสถานก็มาถึงที่หมาย พวกเขาช่วยกันยกร่างที่ไร้ลมหายใจของบอดหลิวขึ้นไปบนรถอย่างทุลักทุเล
ใจจริงแล้วต่งเจิ้งหาวไม่อยากให้ลูกชายลูกสาวอย่างต่งเยว่และต่งฉีต้องมารับรู้บรรยากาศอันหดหู่เช่นนี้ แต่สุดท้ายเด็กทั้งสองก็ดื้อดึงที่จะอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว พวกเขาจึงพากันติดตามหลิ่วมู่มู่ไปจนถึงฌาปนสถาน
ฌาปนสถานไม่เคยเป็นสถานที่ที่น่าอภิรมย์สำหรับใคร แต่มันคือปลายทางสุดท้ายที่ทุกคนหนีไม่พ้น สถานที่แห่งนี้จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและไม่เคยเงียบเหงา
คนที่จากไปแล้วย่อมหมดสิ้นทุกข์โศก ทิ้งไว้เพียงคนที่ยังมีลมหายใจให้มาระบายความอาลัยอาวรณ์ ณ ที่แห่งนี้
ตามธรรมเนียมปฏิบัติจะต้องมีการตั้งสวดอภิธรรมสามคืนก่อนจะทำการฌาปนกิจ บอดหลิวเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือยไร้ญาติขาดมิตร
หลิ่วมู่มู่จึงรับหน้าที่เฝ้าหน้าโลงศพด้วยตัวเอง คอยดูแลไม่ให้ตะเกียงนิรันดร์ดับลงและจุดธูปให้เขาไม่ขาดสายไปจนกว่ารุ่งสางจะมาเยือน
ในฐานะนักพยากรณ์ หลิ่วมู่มู่ควรเป็นคนที่รู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าใครว่าเรื่องภูตผีวิญญาณนั้นเป็นเพียงความเชื่อที่เลื่อนลอย
ทว่าในห้วงลึกของจิตใจ เธอกลับภาวนาให้สิ่งเหล่านั้นมีจริง เพราะหากวิญญาณมีจริง วัฏสงสารและการเวียนว่ายตายเกิดก็ย่อมต้องมีจริง
นั่นหมายความว่าสักวันหนึ่งอาจมีโอกาสได้พบพานกันอีกครา แม้ขั้นตอนพิธีกรรมเหล่านี้จะดูไร้สาระในสายตาคนอื่น แต่เธอก็ยังก้มหน้าก้มตาทำมันอย่างประณีตบรรจง
ขั้นตอนเดิมๆ เหล่านี้ ช่างคุ้นเคยจนน่าใจหาย
ครั้งก่อนเธอเป็นคนส่งคุณปู่เดินทางไกล ครั้งนี้เธอต้องมาส่งบอดหลิวอีกคน
ดูเหมือนว่าชะตาชีวิตจะลิขิตให้เธอต้องคอยส่งคนใกล้ชิดจากไปทีละคนสองคน ราวกับเป็นเครื่องยืนยันถึงดวงชะตาของเธอที่มีเกณฑ์พิฆาตคนใกล้ตัว
คุณปู่เคยสั่งเสียให้เธออยู่ข้างกายต่งเจิ้งหาว บอกว่าจะช่วยแก้เคล็ดได้ แต่มันจะได้ผลจริงหรือ หลิ่วมู่มู่ครุ่นคิดด้วยแววตาเลื่อนลอย
เมื่อความมืดโรยตัวลงมา เจียงหลีก็แวะมาที่ฌาปนสถานเพื่อรับเด็กทั้งสองกลับบ้าน พร้อมทั้งนำอาหารมื้อเย็นและของใช้จำเป็นมาให้สองพ่อลูก
หลิ่วมู่มู่ยืนกรานหนักแน่นที่จะนอนเฝ้าศพที่นี่ ต่งเจิ้งหาวจนปัญญาจะห้ามปราม จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนลูกสาวในคืนที่เงียบเหงา
เจียงหลีไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าชายชราในโลงศพมีความสำคัญอย่างไรกับครอบครัว แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้ให้มากความ
ก่อนกลับยังหันมากำชับหลิ่วมู่มู่ว่าจะจัดการลาหยุดกับอาจารย์ที่ปรึกษาให้ เพื่อให้หลิ่วมู่มู่จัดการธุระทางนี้ได้อย่างสบายใจ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา จากละอองน้ำบางเบากลายเป็นเม็ดฝนหนักหน่วงที่ตกกระทบหลังคาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อมองผ่านม่านฝนออกไปจะเห็นแสงไฟวูบวาบจากศาลาฝั่งตรงข้ามได้อย่างเลือนราง
ครอบครัวนั้นกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งไปให้ผู้ล่วงลับ เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังฝ่าสายฝนมาเป็นระลอก
พวกเขาเพิ่งย้ายศพเข้ามาเมื่อตอนเย็น ญาติสนิทมิตรสหายคงยังทำใจรับความสูญเสียไม่ได้
เสียงร้องไห้ระงมดังอื้ออึง เพราะครอบครัวนั้นเป็นตระกูลใหญ่ที่มีญาติพี่น้องมากมายมาร่วมไว้อาลัย
หลิ่วมู่มู่ลุกเดินไปที่ข้างโลงศพ เธอยกมือขึ้นตบเบาๆ ที่ฝาโลงเหมือนกำลังปลุกคนขี้เซาที่นอนอยู่ข้างใน "ลุงดูสิ คนอื่นเขาตายไปมีคนมาส่งตั้งเยอะแยะ งานศพเขาคึกคักจะตาย ส่วนลุงมีแค่ฉันคนเดียว ขนาดคนจะมาช่วยฉันร้องไห้สักคนยังไม่มีเลย"
ความเงียบงันคือคำตอบเดียวที่ได้รับ เพราะคนที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในไม่มีวันลุกขึ้นมาโต้ตอบเธอได้อีกแล้ว
หญิงสาวเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวยาวที่ตั้งชิดผนัง นิ้วเรียวเริ่มกดโทรศัพท์หมายเลขเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายเลขที่ไม่เคยมีการตอบรับจากปลายสาย
เธอแค่อยากได้ยินเสียงใครสักคน อยากระบายความอัดอั้นในใจ แต่เยียนซิวไม่รู้หายหัวไปไหน เขาเงียบหายไปดื้อๆ โดยไม่บอกกล่าว
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาเก้าโมงครึ่ง ณ กรุงปักกิ่ง
ท่ามกลางกลุ่มอาคารมหึมาบนถนนไหวหนาน สถานที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดจนคนนอกยากจะย่างกรายเข้าไป
ที่หน้าประตูใหญ่มีป้ายสถาบันวิจัยแขวนหรา ภายในห้องโถงกว้างที่ถูกจัดผังที่นั่งคล้ายศาลสถิตยุติธรรม บัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนนั่งกันสลอน
นี่ไม่ใช่การสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือการพิจารณาคดีในชั้นศาล แต่เป็นการ "เรียกมาซักถามตามระเบียบ" ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้มีอำนาจหลายฝ่าย
แม้ว่าในทางปฏิบัติ ผู้ถูกซักถามจะถูกควบคุมตัวและจำกัดอิสรภาพอย่างเข้มงวดราวกับนักโทษอุกฉกรรจ์มาหลายวันแล้วก็ตาม
เยียนซิวถูกเจ้าหน้าที่พาตัวเข้ามากลางห้องท่ามกลางสายตาจับจ้องนับสิบคู่
ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแล็คสีดำเรียบกริบ ข้อมือทั้งสองข้างว่างเปล่าไร้พันธนาการ เพราะเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อใด
การจะจับเขาใส่กุญแจมือย่อมเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบอย่างร้ายแรง ทว่าการปรากฏตัวในชุดลำลองสบายๆ ของเขากลับจุดชนวนความไม่พอใจให้กับบางคน เขาได้ยินเสียงใครบางคนกัดฟันกระซิบคำว่า "ฆาตกร" ลอดไรฟันออกมา
เยียนซิวเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดไว้กลางวงล้อมด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันรอบข้าง เพื่อรอรับการซักถามรอบใหม่
ละครฉากเดิมๆ ดำเนินมาแล้วถึงสามรอบ และนี่คือรอบที่สี่
"เยียนซิว ขอให้คุณทวนรายละเอียดการติดต่อระหว่างคุณกับหวังหยวนไป๋ทั้งหมดอีกครั้ง รวมถึงบทสนทนาทุกคำพูดของพวกคุณด้วย"
เยียนซิวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย ก่อนจะเริ่มร่ายประโยคยาวเหยียดที่เขาเคยพูดไปแล้วเมื่อวานและวันก่อนซ้ำอีกรอบ เป๊ะทุกถ้อยคำราวกับเปิดเทปบันทึกเสียง ไม่เปลี่ยนแม้แต่จังหวะหายใจหรือเครื่องหมายวรรคตอน
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็ลุกพรวดขึ้นชี้หน้าเขาแล้วตะโกนลั่น "ไอ้หมอนี่มันโกหก! คำตอบของเขามันท่องจำมาชัดๆ เตรียมบทมาแล้วแน่ๆ!"
เยียนซิวปรายตามองคนโง่คนนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เดาว่าคงเป็นนักแสดงปาหี่ที่ตระกูลหวังจ้างมาเพื่อพยายามยั่วโมโหให้เขาเผยธาตุแท้ แต่แล้วชายคนนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกไปจากห้อง
"เกี่ยวกับการเสียชีวิตของหวังหยวนไป๋และผู้ช่วยอีกสองคน รวมถึงคนของตระกูลหลิว คุณมีอะไรจะชี้แจงไหม"
หัวหน้าคณะผู้สอบสวนยังคงรักษาสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้ใส่ใจกับเหตุการณ์วุ่นวายไร้สาระเมื่อครู่
"ไม่มีครับ ผมรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการเสียชีวิตของพวกเขา การที่ผมไม่พบความผิดปกติทันเวลานับเป็นความบกพร่องและสะเพร่าของผมเอง แต่เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ผมไม่รู้ไม่เห็นด้วย"
"หวังหยวนไป๋แอบติดต่อขอซื้อภาพวาดโบราณจากตระกูลหลิวเป็นการส่วนตัว เรื่องนี้คุณทราบหรือไม่" คำถามของวันนี้เริ่มมีประเด็นใหม่แทรกเข้ามาบ้างแล้ว
แต่น่าเสียดายที่คำตอบของเยียนซิวยังคงน่าเบื่อหน่ายเหมือนเดิม "ไม่ทราบครับ"
"คุณกับหวังหยวนไป๋เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นการส่วนตัว คุณจะอาศัยความขัดแย้งนี้ลงมือทำอะไรเขาหรือเปล่า" คำถามนี้ดูจะล้ำเส้นและชี้นำไปหน่อย แต่ในเมื่อนี่เป็นแค่การซักถามตามระเบียบไม่ใช่การสอบสวนทางกฎหมาย จึงอนุโลมให้ถามได้
เยียนซิวเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากก่อนจะตอบ "บางที... ถ้าผมจะทำ ผมคงไม่เสียเวลาทำแค่เขา แต่จะจัดการถอนรากถอนโคนตระกูลของเขาโดยตรงเลยน่าจะง่ายกว่า"
หัวหน้าคณะผู้สอบสวนไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำตอบที่แฝงนัยคุกคามนั้น เขาถามคำถามตามโพยอีกสองสามข้อก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วประกาศเสียงดังฟังชัด
"จบการซักถามตามระเบียบ เยียนซิวที่ปรึกษาพิเศษเมืองชิ่งเฉิงปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎระเบียบทุกประการ ยกเลิกการตรวจสอบ"
"ผมคัดค้าน!" ผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์คนหนึ่งลุกขึ้นยืนประท้วง
"คำคัดค้านตกไป" หัวหน้าผู้สอบสวนตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เยียนซิวเล็กน้อย
"ที่ปรึกษาเยียน เชิญคุณกลับได้"
เยียนซิวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตาคมกริบมองไปทางกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหวัง ทิ้งรอยยิ้มที่มีความหมายคลุมเครือชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลังไว้ให้พวกเขา แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างผู้ชนะ
หลังจากคำสั่งยกเลิกการตรวจสอบมีผลบังคับใช้ ของใช้ส่วนตัวทั้งหมดก็ถูกส่งคืนถึงมือเขา ทันทีที่เขาเปิดโทรศัพท์มือถือ เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังรัวติดต่อกันราวกับกริ่งหมดเวลาเรียน
เยียนซิวเดินล้วงกระเป๋าออกมาพร้อมกับก้มดูข้อความในโทรศัพท์
คนที่ส่งข้อความมาถล่มทลายที่สุดไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแม่บังเกิดเกล้าของเขาเอง นับตั้งแต่เขาถูกพาตัวกลับมาสอบสวนที่ปักกิ่ง
แม่ก็พยายามติดต่อเขาแทบจะทุกนาที แม้ตอนนั้นแม่น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาถูกตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความต้องการที่จะส่งข้อความมาระบายความเกรี้ยวกราดที่มีต่อพ่อของเขา
เยียนซิวไล่อ่านข้อความเหล่านั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ มีข้อความที่แสดงความห่วงใยความเป็นตายร้ายดีของเขาจริงๆ แค่สองข้อความถ้วน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นการก่นด่าสาปแช่งความไร้น้ำยาของพ่อเขาทั้งเพ
[จบบท]