บทที่ 159: คนโกหก
ในบรรดาสมบัติล้ำค่าที่กองอยู่ตรงหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับถูกกันไว้เพื่อรอคอย "หลิวซีจิง" อีกคนหนึ่ง
ทรัพย์สมบัติที่ตระกูลหลิวสะสมไว้เหล่านี้ หากมองให้ดีก็เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อตบตาคนภายนอกเท่านั้น เบื้องหลังความมั่งคั่งคือกับดักที่แยบยลยิ่งกว่า
ความลับดำมืดของตระกูลหลิวถูกออกแบบมาให้เลือนหายไปพร้อมกับสายธารแห่งกาลเวลา
เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริง คนโลภที่ดั้นด้นตามหากู่อายุวัฒนะ สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ ตกลงไปในหลุมพรางที่ถูกขุดเตรียมไว้ให้พวกเขาตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน
หากไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญที่เหนือความคาดหมาย ก็คงไม่มีใครค้นพบร่องรอยของมันตลอดกาล แต่หลู่เหยากลับเป็นผู้โชคดีคนนั้น เธอไปสะดุดเจอมันเข้าโดยไม่ตั้งใจ
สำหรับเธอแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์จงใจประทานลงมาให้
นั่นคือกู่อายุวัฒนะของจริง... ของวิเศษที่สามารถยื้อแย่งวิญญาณคนตายให้กลับมามีลมหายใจต่อได้อีกถึงสามสิบปี
ความปรารถนาแล่นพล่านในใจของหลู่เหยา หากเธอได้กู่อายุวัฒนะมาครอบครอง ไม่แน่ว่าเธออาจจะมีอายุขัยยืนยาวยิ่งกว่าหลิวซีจิงเสียอีก ที่สำคัญที่สุดคือ เธอจะไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังเรื่องผลสะท้อนกลับจากการควบคุมซอมบี้อีกต่อไป
หญิงสาวก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงสว่างส่องกระทบให้เห็นสีม่วงจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณกลางฝ่ามือ
ร่องรอยอัปมงคลนี้เกิดขึ้นจากการคลุกคลีอยู่กับซากศพเดินดินมาเป็นเวลานานแรมปี แม้จะสรรหาวิธีสารพัดมาควบคุมป้องกัน แต่พิษร้ายจากศพก็ยังคงกัดกินแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
การทดลองสร้างซอมบี้แม่ลูกในครั้งนี้ เธอลงทุนยืมเคล็ดวิชาลับในการหลอมศพมาจากสำนักอื่น
ผนวกกับการใช้เด็กที่มีสายเลือดเดียวกันกับเธอเป็นวัตถุดิบ ผลสะท้อนกลับที่ตีกลับมาถึงตัวจึงเบาบางจนแทบไม่รู้สึก แต่ถึงอย่างนั้น ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความโลภที่ไม่มีวันเติมเต็ม
ในเมื่อมีหนทางที่จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้ แล้วทำไมเธอจะต้องทนลำบากตรากตรำด้วยเล่า?
แผนการดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย เหลือเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวเท่านั้น คือการง้างปากหลิ่วมู่มู่เพื่อถามหาที่ซ่อนของกู่อายุวัฒนะ
หลิวซีจิงยกมรดกทั้งหมดให้หลิ่วมู่มู่ บ้านหลังที่เขาเคยอาศัยอยู่ก่อนตายถูกหลู่เหยารื้อค้นจนแทบพลิกแผ่นดินหา แต่กลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยของกู่อายุวัฒนะ
ของสำคัญระดับความเป็นความตายขนาดนั้น ก่อนสิ้นลมเขาน่าจะมอบให้หลิ่วมู่มู่กับมือ หรือไม่ก็ต้องกำชับบอกที่ซ่อนแก่เธอเป็นพิเศษ ในเมื่อกู่อายุวัฒนะไม่อยู่ในบ้านของเขา มันก็ต้องอยู่ในกำมือของหลิ่วมู่มู่อย่างแน่นอน
เธอถึงขนาดฉวยโอกาสตอนที่หลิ่วมู่มู่ไม่อยู่บ้าน ลอบเข้าไปรื้อค้นบ้านตระกูลต่งจนทั่ว แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงว่างเปล่า
ดังนั้นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ คือต้องเค้นเอาคำตอบจากปากของเด็กสาวคนนั้น
หลู่เหยาเป็นคนมีความอดทนเป็นเลิศ โดยเฉพาะเมื่อเดิมพันคือกู่อายุวัฒนะ เธอยิ่งต้องเพิ่มความสุขุมเยือกเย็นเป็นทวีคูณ หากวู่วามจนไปสะดุดต่อมสงสัยของใครเข้า ของวิเศษชิ้นนี้อาจหลุดลอยไปตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงซุ่มรอจังหวะต่อไปอย่างใจเย็น จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์
***
บ่ายวันศุกร์ ท้องฟ้าโปร่งใส คาบเรียนสุดท้ายว่างเว้นจากการเรียนการสอน หลิ่วมู่มู่เก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวพ้นประตูโรงเรียน เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน หน้าจอโชว์ชื่อของฟางชวน
ครั้งสุดท้ายที่ฟางชวนติดต่อมา ก็ปาเข้าไปเดือนกว่าแล้ว
เธอจำได้เลาๆ ว่าเขาเล่าเรื่องที่เขาและเยียนซิวถูกเรียกตัวกลับไปสอบสวนที่สำนักงานใหญ่ ทั้งสองถูกกักบริเวณ ห้ามติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกอยู่หลายวัน ช่วงเวลานั้นน่าจะคาบเกี่ยวกับตอนที่เกิดเรื่องวุ่นวายในตระกูลหลิวพอดี
ด้วยความที่เป็นคดีลับ ฟางชวนจึงไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมาก แต่ตอนที่หลิ่วมู่มู่ซักไซ้ เขาก็ยอมบอกวันที่เยียนซิวได้รับอิสรภาพ
ซึ่งก็คือหนึ่งวันก่อนหน้าที่เยียนซิวจะโผล่มาหาเธอ
หลังจากนั้นฟางชวนก็บ่นกระปอดกระแปดอะไรอีกยืดยาว ซึ่งหลิ่วมู่มู่ไม่ได้ใส่ใจฟังแม้แต่น้อย สมองของเธอจดจ่ออยู่กับความจริงข้อเดียวที่ว่า... เยียนซิวรีบมาหาเธอทันทีที่เขาเป็นอิสระ
แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาต้องคิดถึงเธอใจจะขาดแน่ๆ!
หลิ่วมู่มู่ปัดเหตุผลอื่นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เธอยืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่คนเดียวก่อนจะกดรับสาย
ปลายสายส่งเสียงมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างรีบร้อน "ทำไมรับสายช้าจัง"
"ฉันเพิ่งเดินออกมาจากมหาวิทยาลัย มีอะไรเหรอคะ" หลิ่วมู่มู่ถามกลับ นึกว่าฟางชวนว่างงานจนอยากจะเลี้ยงข้าวเธอ แต่ฟังจากน้ำเสียงเคร่งเครียดแล้วดูเหมือนความหวังเรื่องของกินฟรีจะริบหรี่
ช่วงนี้เธอก็ทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทตลอดนะ อย่างมากวีรกรรมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน
ก็แค่รับจ้างดูดวงให้คนอื่นแบบส่งเดชไปบ้าง ถึงจะทำนายไม่แม่น แต่ค่าครูก็แค่ยี่สิบหยวนเอง ตำรวจคงไม่ถึงกับออกหมายจับเธอเพราะเรื่องแค่นี้หรอกมั้ง
"มีธุระนิดหน่อย ถ้าเธอว่างก็เข้ามาที่โรงพักหน่อยสิ"
"ก็ได้ค่ะ" หลิ่วมู่มู่ตอบรับ ก่อนจะโบกมือเรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักงานตำรวจเมืองทันที
นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่งตอนที่เธอมาถึงสำนักงานตำรวจ บรรยากาศภายในโรงพักค่อนข้างพลุกพล่าน
หลิ่วมู่มู่เดินอย่างชำนาญทางขึ้นไปยังชั้นสี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของแผนกสืบสวนคดีพิเศษ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าแผนกนี้ก็มีคนอยู่เยอะผิดตาเช่นกัน
เธอพบฟางชวนรออยู่ในห้องทำงาน หลิ่วมู่มู่กวาดตามองสำรวจสารรูปของคุณอาตำรวจคนสนิท... ไม่ผอมลงแถมหน้าก็ยังเหลี่ยมเป๊ะเหมือนเดิม
ดูท่าทางกระบวนการตรวจสอบเข้มข้นเมื่อเดือนก่อนคงไม่ได้ทำให้เขาสึกหรอเท่าไหร่ ตอนนั้นฟังเขาคร่ำครวญซะน่าสงสาร นึกว่าจะโดนจับไปทรมานทรกรรมเสียอีก
"สรุปเรียกฉันมาทำไมคะเนี่ย" หลิ่วมู่มู่ยื่นไอศกรีมที่แวะซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตฝั่งตรงข้ามส่งให้เขา
"ตำรวจที่ดีต้องไม่รับของจากประชาชนแม้แต่เข็มเย็บผ้าหรือเส้นด้าย" ฟางชวนท่องคำขวัญด้วยน้ำเสียงขึงขัง ก่อนจะคว้าไอศกรีมไปกัดคำโตอย่างรวดเร็ว
หลิ่วมู่มู่เบ้ปากมองบน "เมื่อก่อนอย่างน้อยคุณก็ยังทำท่าปฏิเสธตามมารยาทก่อนนะ เดี๋ยวนี้ข้ามขั้นตอนเลยเหรอ"
"เมื่อกี้ฉันก็ปฏิเสธเธอในใจแล้วไง แต่ขัดศรัทธาประชาชนไม่ได้จริงๆ" ฟางชวนแถจนสีข้างถลอก
หลังจากคุยเล่นพอหอมปากหอมคอ เขาก็หันซ้ายแลขวา พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ จึงกวักมือเรียกหลิ่วมู่มู่ให้เดินตามเข้าไปยังห้องทำงานของเยียนซิวที่อยู่ด้านในสุด
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้เจอหน้าเยียนซิวมาพักใหญ่แล้ว ช่วงหลังมานี้เขาถึงขนาดไม่ยอมตอบข้อความของเธอด้วยซ้ำ
ไอ้ที่นานๆ จะตอบกลับมาที ก็มีแค่ 'อืม' 'เออ' 'อา' อ่านแล้วไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความจริงใจอย่างสิ้นเชิง ยังสู้ระบบตอบกลับอัตโนมัติของแอปแชทไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามาในห้อง เยียนซิวดูเหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้า ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือน
เอาอีกแล้ว... เมินกันอีกแล้ว หลิ่วมู่มู่เม้มปากแน่น ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
เธอเดินกระแทกเท้าปังๆ ลากเก้าอี้มาวางกระแทกพื้นเสียงดัง แล้วทิ้งตัวลงนั่งจ้องหน้าเขาเขม็ง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ฟางชวนที่เพิ่งหันหลังไปปิดประตู หันกลับมาเจอบรรยากาศมาคุที่แผ่ซ่านออกมาจากคนทั้งคู่ถึงกับไปไม่เป็น
เขามองเยียนซิวที มองหลิ่วมู่มู่ที่จู่ๆ ก็องค์ลงที สุดท้ายก็ได้แต่เกาหัวแกรกๆ แล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "เอ่อ... ที่เรียกเธอมาวันนี้ จริงๆ แล้วเพราะช่วงนี้เราสืบเจอคดีหนึ่งที่มันพัวพันถึงเธอน่ะ"
"อ้อ" หลิ่วมู่มู่ตอบรับสั้นห้วน สีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์
"งั้น... ให้เยียนซิวคุยกับเธอละกันนะ?" ฟางชวนเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกลายเป็นก้างขวางคอชิ้นเบ้อเริ่ม ตอนที่ปิดประตูเมื่อกี้ เขาควรจะขังตัวเองไว้นอกห้องเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เยียนซิวไม่พูดอะไร หลิ่วมู่มู่ก็นั่งเงียบเป็นเป่าสาก
ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ฟางชวนตัดสินใจเด็ดขาด หมุนตัวเดินไปเปิดประตูแล้วพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์นี้ทันที
เสียงประตูปิดลงดัง คลิก
เยียนซิวถึงได้ยอมละสายตาจากงาน ดันคอมพิวเตอร์ไปด้านข้าง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กสาวตรงหน้า
เวลานี้ ในสมองของหลิ่วมู่มู่จินตนาการฉากดราม่า 'ผู้ชายสารเลวทิ้งขว้างแฟนเก่าไปหาคนใหม่' ได้เป็นร้อยฉากแล้ว อารมณ์พุ่งพล่านแทบจะระเบิดอกตาย
แต่ "ผู้ชายสารเลว" คนนั้นกลับส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ แถมยังถามด้วยน้ำเสียงสบายใจเฉิบว่า "โกรธเรื่องอะไร"
"ทำไมคุณไม่ตอบข้อความฉัน" หลิ่วมู่มู่ถามเสียงเครือ ริมฝีปากเบ้ลงอย่างน่าสงสาร
"ช่วงนี้ยุ่งมาก" คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ
"คนโกหก" หลิ่วมู่มู่ถลึงตาใส่ ไม่เชื่อข้ออ้างของเขาแม้แต่นิดเดียว
[จบบท]