บทที่ 161: ความแตกต่างระหว่างหนึ่งคะแนน
สำหรับฟางชวนที่รู้จักมักจี่กับเยียนซิวมานาน เขาตระหนักดีว่าที่ปรึกษาหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่คนประเภทที่จะใช้ความรักมาเป็นเครื่องมือฆ่าเวลาแก้เบื่อ
ก่อนหน้าที่หลิ่วมู่มู่จะก้าวเข้ามาในชีวิตของชายหนุ่ม ฟางชวนถึงกับเคยปักใจเชื่อไปแล้วว่า ในสมองของเยียนซิวคงไม่เคยมีบัญญัติคำว่าความรักหรือการแต่งงานดำรงอยู่เลยด้วยซ้ำ
การจะชักนำให้คนที่มีกำแพงสูงลิ่วเช่นนี้ก้าวลงมาสู่สนามแห่งความรู้สึก หากวันใดวันหนึ่งเกิดเปลี่ยนใจอยากจะถอนตัวขึ้นมา เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายดายนัก
อย่างน้อยในสายตาของคนนอกอย่างฟางชวน เขามองเห็นความแตกต่างอย่างมหาศาลในทัศนคติต่อความรักระหว่างคนทั้งคู่ ช่องว่างนั้นกว้างใหญ่เสียจนทำให้ความไม่เหมาะสมในด้านอื่นๆ กลายเป็นเรื่องเล็กจ้อยที่แทบไม่ต้องหยิบยกมาใส่ใจ
ความคิดของฟางชวนเตลิดไปไกล จนกระทั่งเสียงข้อนิ้วเรียวที่เคาะลงบนพื้นโต๊ะของเยียนซิวฉุดเขากลับสู่ความเป็นจริง ฟางชวนปรับสีหน้าก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“นายอาจจะลองดูสักตั้งก็ได้นี่ ถ้าไม่ลองเสี่ยงดู แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าไม่เหมาะสมกันจริงๆ”
ทว่าเยียนซิวเพียงแค่ปรายตามองเขาด้วยแววตาเย็นชา ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำแนะนำที่ดูไร้ประโยชน์สิ้นดีในสายตาของเขา
ฟางชวนได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก็แค่จะมีความรักสักครั้ง ทำไมต้องคิดวิเคราะห์ให้มันซับซ้อนวุ่นวายขนาดนี้ คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่คงนึกว่าเขากำลังวางแผนลอบสังหารหลิ่วมู่มู่อยู่เป็นแน่
ลำพังแค่นิสัยส่วนตัวก็รับมือยากพอแรงอยู่แล้ว ทำไมยังต้องหาเรื่องมีความรักให้ชีวิตยุ่งยากเข้าไปอีก
สุดท้ายเพราะไม่สามารถสรรหาคำแนะนำที่มีสาระไปมากกว่านี้ได้ หัวหน้าทีมสืบสวนผู้เกรียงไกรจึงถูกที่ปรึกษาหนุ่มเชิญออกจากห้องทำงานด้วยสายตาอันเย็นเยียบ
***
เมื่อกลับถึงบ้าน หลิ่วมู่มู่ก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เธอนั่งกอดหมอนอิงเหม่อลอยปล่อยใจให้ล่องลอยไปเรื่อย
แม้กระทั่งตอนที่ต่งเยว่และต่งฉีกลับมาจากโรงเรียน เธอก็ยังจมอยู่ในภวังค์จนแทบไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของน้องๆ
ภาพเหตุการณ์ที่สถานีตำรวจวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมองไม่ยอมไปไหน โดยเฉพาะท่าทีที่ดูแปลกแปร่งของเยียนซิว รวมถึงสายตาคู่นั้นที่เขาทอดมองมาในตอนท้าย มันทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกประหลาด
มันไม่ใช่ลางสังหรณ์ของเหตุร้าย แต่มันคือความกระวนกระวายใจระคนกับความหวาดหวั่นในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
นิ้วเรียวงามทั้งสิบจิกทึ้งลงบนเนื้อผ้านุ่มของหมอนอิง ขยำไปมาเหมือนกำลังพยายามเกาหัวใจดวงน้อยที่กำลังคันยุบยิบด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เช้าวันเสาร์เวลาล่วงเลยมาถึงเก้าโมงเศษ หลิ่วมู่มู่นั่งกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยเปื่อยด้วยความเบื่อหน่าย
พลางปรายตามองต่งฉีที่กำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นพรม เด็กชายกำลังก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับสมุดการบ้านวิชาคณิตศาสตร์บนโต๊ะรับแขกด้วยสีหน้าเหมือนคนอมทุกข์
นับตั้งแต่เจ้าหนูต่งฉีสูญเสียเครดิตความน่าเชื่อถือจากบิดามารดา การถูกจับตามองทุกฝีก้าวในยามทำการบ้านจึงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่คนในบ้านต้องผลัดเวรกันมาดูแล
โดยปกติแล้วหลิ่วมู่มู่มักจะไม่ค่อยได้กลับมาค้างที่บ้าน นานทีปีหนจะโผล่หน้ามาในวันหยุดเช่นนี้
แต่เพราะวันนี้ต่งเจิ้งหาวมีงานแต่งงานของลูกชายหุ้นส่วนที่ต้องไปร่วมงานพร้อมกับเจียงหลี ภาระหน้าที่ในการคุมเข้มเด็กดื้อจึงตกมาอยู่ที่เธออย่างเลี่ยงไม่ได้
ต่งฉีดูจะไม่มีสมาธิเอาเสียเลย เขียนไปได้เพียงสองสามตัวอักษรก็แอบเงยหน้าขึ้นมาลอบมองรายการทีวี
ตุ้บ!
หมอนอิงใบเขื่องถูกหลิ่วมู่มู่ฟาดลงบนศีรษะของน้องชายต่างแม่โดยไร้ซึ่งความปรานี เด็กชายรีบหดคอก้มหน้าเขียนต่อปากก็บ่นงึมงำ “ทำเป็นวางมาดไปเถอะ อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าพวกพี่เองก็สอบผ่านแบบคาบเส้นเหมือนกันนั่นแหละ!”
“รู้ไหมว่าความแตกต่างระหว่าง 59 คะแนนกับ 60 คะแนน มันอยู่ตรงไหน”
หลิ่วมู่มู่เท้าคางถามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ท่าทางเกียจคร้านเหมือนแมวขี้เซา
“ความแตกต่างก็แค่ 1 คะแนนไงเล่า!” ต่งฉีตอบกลับอย่างเจ็บใจ
“ผิด” หลิ่วมู่มู่ส่ายนิ้วไปมา
“ความแตกต่างที่แท้จริงก็คือ ถ้านายได้ 59 คะแนน พ่อจะตีไม้ขนไก่หักคาก้นนายไป 3 อัน แล้วรับอันที่ 4 มาหวดต่อด้วยรอยยิ้มปรีดา”
“แต่ถ้านายได้ 60 คะแนน ตอนที่พ่อกำลังง้างไม้ขนไก่ แม่นายจะสามารถกระโดดเข้ามาขวาง แล้วบอกพ่อว่านายพยายามสุดความสามารถแล้ว เพราะ 60 คะแนนมันคือขีดจำกัดสูงสุดของสติปัญญานายแล้วไงล่ะ”
ต่งฉีถลึงตามองพี่สาวด้วยความคับแค้น “ไอ้ไม้ขนไก่พวกนั้นพวกพี่ก็เป็นคนซื้อมาไม่ใช่หรือไง!”
เมื่อหวนนึกถึงอดีต... บ้านเขาไม่เคยมีอาวุธลงทัณฑ์ที่ไร้มนุษยธรรมแบบนี้มาก่อนเลย ชีวิตช่างอยู่ยากขึ้นทุกวัน
“ช่วยไม่ได้ ก็ฉันรวยนี่นา” หลิ่วมู่มู่ยักไหล่กวนประสาท
“ถ้านายรู้สึกว่าด้ามไม้ไผ่ของไม้ขนไก่มันยังเปราะบางไป ไม่ทนมือทนเท้าพ่อ ฉันอาจจะพิจารณาสั่งทำแบบด้ามสเตนเลสมาให้เป็นกรณีพิเศษก็ได้นะ”
ต่งฉีเม้มปากแน่นก่อนจะกระแทกปลายปากกาลงบนสมุดเพื่อแก้โจทย์เลขต่อ เขาตระหนักดีว่าในสมรภูมิฝีปากนี้ เขาไม่มีวันเอาชนะปีศาจอย่างหลิ่วมู่มู่ได้
เมื่อรังแกเด็กจนหนำใจแล้ว หลิ่วมู่มู่ก็ขยับตัวหามุมสบาย หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งท่าจะเช็กข้อความในกลุ่มแชต ทว่าจู่ๆ สายเรียกเข้าก็ดังแทรกขึ้นมา
หน้าจอโชว์เบอร์แปลกที่เป็นหมายเลขในพื้นที่ เธอจึงกดรับสาย ฟังปลายทางพูดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เธอไปเดินเล่นกับเฉียนเสี่ยวเหมิงและสวีหลาน ตอนผ่านร้านเฟอร์นิเจอร์เลยเผลอสั่งชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้ชุดหนึ่ง นัดหมายส่งของวันเสาร์ เธอเองก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
หลังจากตกลงเวลารับของในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า เธอก็ลุกขึ้นเดินออกไปพลางหันมาสั่งความ “อีกหนึ่งชั่วโมงฉันจะกลับมาตรวจการบ้านเลข ทางที่ดีนายอย่าเพิ่งรีบทำเสร็จซะล่ะ”
ต่งฉีเบะปาก พึมพำไล่หลังเสียงเบาหวิว “พี่ไร้ความรับผิดชอบ”
หลิ่วมู่มู่ไม่หันกลับไปมอง เพียงแค่ยกมือขึ้นโบกไปมาเป็นเชิงลา “ไปละ”
ตอนที่เธอนั่งรถแท็กซี่มาถึงบ้านเก่าตระกูลหลิว คนส่งของยังเดินทางมาไม่ถึง เธอควักพวงกุญแจออกมาไขแม่กุญแจที่คล้องประตูรั้ว แล้วเดินตรงเข้าไปยังตัวบ้าน
ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาไขลูกบิดประตูอยู่นั้น หลิ่วมู่มู่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า หน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสองถูกแง้มออกเล็กน้อย และมีเงาร่างหนึ่งกระโจนออกมาจากภายใน
ทันทีที่บานประตูเปิดออก กลิ่นอับของฝุ่นผงที่คุ้นเคยกลับเลือนหายไป สิ่งที่ลอยมาปะทะจมูกแทนที่คือกลิ่นคาวเหม็นเน่าจางๆ ที่ชวนสะอิดสะเอียน
หลิ่วมู่มู่ชะงักด้วยความประหลาดใจ สัญชาตญาณสั่งให้เธอก้าวถอยหลัง ทว่าจังหวะนั้นเอง แรงกระแทกมหาศาลจากทางด้านหลังก็โถมเข้าใส่จนเธอเซถลาไปข้างหน้าหลายก้าว เสียงประตูด้านหลังกระแทกปิดดังปังสนั่นหวั่นไหว
ป้ายนักพยากรณ์ที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกแผ่ความร้อนวูบวาบ เสียงกรีดร้องโหยหวนของทารกดังแว่วขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับกลุ่มควันสีดำทึบที่พุ่งผ่านตัวเธอไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นเน่าที่เธอสัมผัสได้เมื่อครู่ กระจายออกมาจากเงาดำกลุ่มนั้นนั่นเอง
เงาทะมึนนั้นพุ่งปราดขึ้นไปบนชั้นสอง เพียงอึดใจต่อมา หลิ่วมู่มู่ก็ได้ยินเสียงลูกบิดประตูหมุน ใครบางคนเดินออกมาจากห้องนอนเดิมของบอดหลิวด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
เมื่อร่างนั้นก้าวพ้นเงามืดเผยให้เห็นใบหน้าชัดเจน หลิ่วมู่มู่ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เยียนซิวเตือนว่าเธอถูกหลู่เหยาจับตามอง เธอยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ปักใจเชื่อ แต่บัดนี้ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
หลู่เหยายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มละไม เอ่ยทักทายหลิ่วมู่มู่อย่างเป็นกันเองราวกับได้พบเพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน “ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ท่าทีที่สุขุมเยือกเย็นของหลู่เหยาราวกับว่าเธอคือเจ้าของบ้านหลังนี้ และหลิ่วมู่มู่ต่างหากที่เป็นผู้บุกรุก
“การบุกรุกบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มันผิดกฎหมายนะรู้ไหมคะ” หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง
หลู่เหยายืนตระหง่านอยู่บนบันได ปรายตามองลงมายังหลิ่วมู่มู่ด้วยแววตาของผู้เหนือกว่า “จะใช้กฎหมายเล่นงานฉัน อย่างแรกสุดเธอต้องจับตัวฉันให้ได้ก่อน แต่น่าเสียดายนะ ที่จนป่านนี้พวกเขายังควานหาแม้แต่เงาของฉันไม่เจอเลย”
เมื่อเห็นหญิงสาวเดินทอดน่องลงมาจากบันไดทีละก้าว หลิ่วมู่มู่ก็ขยับตัวตั้งการ์ดระวังภัยทันที “คุณซ่อนตัวอยู่ในบ้านฉันมาตลอดเลยงั้นเหรอคะ”
ภาพลักษณ์ของหลู่เหยาในตอนนี้ ช่างแตกต่างจากเพื่อนบ้านผู้แสนดีในความทรงจำของหลิ่วมู่มู่อย่างสิ้นเชิง ยากจะจินตนาการได้เลยว่าแท้จริงแล้วเธอมีตัวตนเช่นนี้ และสามารถสวมหน้ากากตบตาคนในตระกูลจางมาได้เนิ่นนานหลายปี
[จบบท]