บทที่ 163: ลางมรณะที่ไม่อาจเลี่ยง
ประโยคเรียบง่ายนั้นกลับเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในโสตประสาทของหลู่เหยา รูม่านตาของเธอหดเกร็งวูบด้วยความตระหนก ก่อนจะสะบัดหน้าหันขวับกลับมาจ้องมองคู่สนทนา
“เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ”
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ขยายความ เสียงตะโกนของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าประตูบ้าน ทำลายบรรยากาศตึงเครียดภายใน
“มีคนอยู่ไหมครับ”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะก้าวเท้าเข้ามาในตัวบ้าน
ทว่าทันทีที่เขาเห็นสภาพความยับเยินภายในห้อง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง สีหน้าฉายแววเลิ่กลั่กจนแทบจะหันหลังกลับ เพราะคิดว่าตัวเองเดินเข้าผิดบ้านแน่ๆ
ชายคนนั้นถอยกลับไปที่หน้าประตู ชะโงกหน้ามองป้ายเลขที่บ้านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ... เลขที่ก็ถูกนี่นา
“เอ่อ... คือผม... มาส่งเฟอร์นิเจอร์ครับ”
เขาพูดตะกุกตะกัก พลางยกเก้าอี้สองตัวในมือขึ้นโชว์เล็กน้อย ราวกับต้องการใช้มันเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเขามาดี
“คุณอาคะ รบกวนช่วยโทรแจ้งตำรวจให้หน่อยค่ะ บ้านหนูโดนคนบุกเข้ามาทำลายข้าวของ”
หลิ่วมู่มู่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบนิ่งสนิทจนน่าประหลาดใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์ตรงหน้า เธอหันไปมองชายส่งของแล้วกำชับเพิ่มเติมว่า
“ตอนโทรแจ้ง รบกวนช่วยบอกให้เขาโอนเรื่องไปที่แผนกสืบสวนคดีพิเศษด้วยนะคะ บอกว่าหนูชื่อหลิ่วมู่มู่”
ชายส่งของยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองสภาพบ้านสลับกับใบหน้าเปื้อนเลือดของเด็กสาว สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจวางเก้าอี้ลง แล้วล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเริ่มกดหมายเลข
“อย่านะ!”
หลู่เหยากรีดร้องพยายามจะถลันตัวเข้าไปห้าม แต่หลิ่วมู่มู่ไวกว่า เธอคว้าเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นเป็นริ้วๆ ขยุ้มรวมกันแล้วยัดใส่ปากของหลู่เหยาจนแน่น ปิดกั้นเสียงคัดค้านใดๆ ที่จะเล็ดลอดออกมา
ชายวัยกลางคนที่กำลังกดโทรศัพท์เห็นฉากนั้นเข้าพอดี เขารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ทำทีเป็นมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินกว่าคนส่งของอย่างเขาจะเข้าใจ อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเลย รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาจัดการเองน่าจะปลอดภัยที่สุด
สิบนาทีต่อมา รถตำรวจก็เปิดไซเรนแล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้ว
ฟางชวนนำทีมเจ้าหน้าที่วิ่งกรูเข้ามาในบ้าน แต่พอได้เห็นสภาพความเสียหายที่แทบไม่เหลือเค้าเดิม เขาก็ถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ
ในจังหวะที่ฟางชวนกำลังตะลึงอยู่นั้น เยียนซิวก็ก้าวเข้ามาถึงพอดี
สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านร่างของหลิ่วมู่มู่และหลู่เหยาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณฝ้าเพดานซึ่งพังถล่มลงมาเป็นโพรงใหญ่ เขาเอ่ยเตือนฟางชวนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตรงนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ น่าจะเป็นซอมบี้ตัวนั้น ระวังตัวด้วย”
ฟางชวนพยักหน้ารับรู้ทันที เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องที่สวมชุดป้องกันมิดชิดด้านหลัง
เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นรีบกระจายกำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ถูกควบคุมแล้ว เยียนซิวถึงได้หันกลับมาเดินตรงเข้าหาหลิ่วมู่มู่
เมื่อระยะห่างลดลง เขาจึงมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเธอได้ชัดเจนขึ้น บาดแผลถลอกปอกเปิกเต็มตัว ไม่ต่างอะไรกับสภาพของหลู่เหยาที่นอนกองอยู่ข้างๆ
หลิ่วมู่มู่นั่งแปะอยู่กับพื้น เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม บนใบหน้าขาวซีดมีรอยข่วนยาวสองรอยที่เลือดยังคงซึมออกมาไม่หยุด
“คราวนี้ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ ฉันแค่จะมาเปิดประตูรับเฟอร์นิเจอร์ ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอจะมาดักรอตบฉันถึงในบ้าน”
เยียนซิวไม่ได้ตอบโต้คำแก้ตัวนั้น เขาทำเหมือนไม่ได้ยินที่หลิ่วมู่มู่พูดด้วยซ้ำ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างร่างของหลู่เหยา เอื้อมมือไปดึงเศษผ้าชุ่มน้ำลายที่อุดปากเธอออกแล้วโยนทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ไยดี
หลู่เหยาเบิกตาโพลงจ้องมองเยียนซิวด้วยความหวาดหวั่น เยียนซิวยื่นมือออกไปอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวทั้งห้ากางออกแล้วกดลงบนกลางกระหม่อมของหญิงวัยกลางคน
หลิ่วมู่มู่มองการกระทำนั้นด้วยความงุนงง หลู่เหยาอ้าปากพะงาบๆ เหมือนพยายามจะเปล่งเสียงร้องหรือพูดอะไรบางอย่าง
แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ แววตาของเธอฉายชัดถึงความหวาดกลัวขีดสุด ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกขึ้นด้านบนแล้วร่างกายก็อ่อนยวบ หมดสติไปในทันที
หลิ่วมู่มู่มีความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าไอ้วิธีการสอบสวนเมื่อกี้... ไม่น่าจะมีระบุอยู่ในคู่มือปฏิบัติงานของตำรวจแน่นอน
เยียนซิวชักมือกลับ ในที่สุดเขาก็เบนสายตามามองหลิ่วมู่มู่เสียที
วินาทีที่สายตาสบกัน ความอยากรู้อยากเห็นของหลิ่วมู่มู่ก็ทำงาน เธอพยายามเพ่งมองเพื่อจะอ่านดวงชะตาของเยียนซิว
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตา กลับมีเพียงเยียนซิวที่นั่งอยู่ตรงหน้า ไม่มีภาพนิมิตแห่งอนาคตใดๆ ฉายชัดขึ้นมาเลย
สิ่งเดียวที่เธอเห็นคือกลุ่มหมอกสีดำทมึนที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกายเขา และราวกับว่าเจ้าหมอกดำพวกนั้นจะมีชีวิต มันรับรู้ได้ถึงการสอดแนมของเธอ จึงพากันม้วนตัวพุ่งเข้ามาหาเธออย่างเกรี้ยวกราด
หลิ่วมู่มู่สะดุ้งโหยงรีบหลับตาปี๋ ทันใดนั้นสัมผัสเย็นวาบจากปลายนิ้วของเขาก็แตะลงที่กลางหน้าผากของเธอเบาๆ
“อย่ามองมั่วซั่ว”
เสียงทุ้มต่ำที่ไร้อารมณ์ของเยียนซิว ดังขึ้นที่ข้างหู วินาทีถัดมา เธอก็รู้สึกว่าร่างกายลอยหวือขึ้นจากพื้น
“...โอ๊ย เจ็บ” การเคลื่อนไหวที่กระทบกระเทือนแผลด้านหลังทำให้เธอเผลอร้องครางออกมา
เยียนซิวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะขยับเปลี่ยนท่าอุ้ม จากที่ช้อนตัวธรรมดา เขาเปลี่ยนมาจับเธอนั่งบนท่อนแขนแล้วอุ้มแนบอกในแนวตั้ง เหมือนกับเวลาที่ผู้ใหญ่เขาอุ้มเด็กเล็กๆ
ทางด้านฟางชวนที่เพิ่งจะจัดการจับเจ้าซอมบี้ตัวจิ๋วยัดใส่กรงขังพิเศษเสร็จเรียบร้อย พอเงยหน้าขึ้นมาก็ปะทะสายตาเข้ากับหลิ่วมู่มู่ที่เกาะอยู่บนตัวเยียนซิวพอดี
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลิ่วมู่มู่รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาดื้อๆ
ฟางชวนกระแอมไอแก้เก้อ พยายามเบนความสนใจกลับมาที่งานตรงหน้า เขาชี้ไปที่ร่างไร้สติของหลู่เหยาแล้วถามขึ้น
“แล้วนั่น... เธอเป็นอะไรไป”
เยียนซิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แค่เป็นลม ให้คนพาตัวกลับไปเถอะ”
“อ๋อ โอเค” ฟางชวนพยักหน้ารับคำโดยไม่ซักไซ้
เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายรีบเข้ามาหิ้วปีกหลู่เหยาออกไป ฟางชวนเดินประกบข้างเยียนซิว พลางหารือเรื่องงานต่อ
“งั้นนายพาหลิ่วมู่มู่ไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อนนะ ส่วนทางนี้เดี๋ยวฉันจะ...”
ประโยคของฟางชวนยังไม่ทันจบดี จู่ๆ ก็มีเสียงดัง “เพล้ง!” สนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอก เหมือนมีวัตถุหนักๆ ร่วงลงมากระแทกพื้น
ตามมาด้วยเสียงร้องเอะอะโวยวายของเจ้าหน้าที่ เสียงตะโกนของฟางชวนดังแทรกความวุ่นวายขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
“เรียกรถพยาบาล! เร็วเข้า!”
หลิ่วมู่มู่พยายามชะโงกหน้ามองออกไปนอกประตู แต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของตำรวจที่วิ่งกันชุลมุน
เยียนซิวไม่ได้หยุดดู เขาอุ้มเธอเดินดุ่มๆ ออกมา หลิ่วมู่มู่นั่งเกาะอยู่บนแขนแข็งแรงของเขา สองแขนโอบรอบลำคอชายหนุ่มไว้แน่น ระยะห่างที่แนบชิดทำให้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นหอมละมุนจากกายสาวลอยมาแตะจมูกเขา
ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังกลัวตกไม่หาย เธอจึงออกแรงกอดรัดคอเขาแน่นขึ้นอีก จนแทบจะหลอมรวมร่างเข้าไปสิงอยู่ในตัวเขา
เยียนซิวขยับคอที่เริ่มอึดอัด ฝีเท้าที่ก้าวเดินชะลอลงเล็กน้อย เขาถามเสียงเรียบ
“เจ็บมากหรือไง”
“ก็พอทนไหว... ฉันแค่กลัวว่าคุณจะหมดแรงอุ้มไม่ไหว แล้วทำฉันร่วงลงไปกองกับพื้นต่างหาก”
ด้วยท่านั่งที่หมิ่นเหม่แบบนี้ เธออดห่วงไม่ได้จริงๆ ว่าแขนเขาจะล้าเสียก่อนที่จะเดินไปถึงรถ
“ถ้าเธอยังพูดมากอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะโยนเธอทิ้งตรงนี้แหละ”
หลิ่วมู่มู่เม้มปากเงียบกริบทันที
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในลานบ้านทำให้สถานการณ์ยิ่งโกลาหล เสียงตะโกนเรียกรถพยาบาลของฟางชวนเงียบไปแล้ว นั่นคงเป็นสัญญาณว่าเขาประเมินแล้วว่ารถพยาบาลคงไม่อาจยื้อชีวิตผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้
ร่างของหลู่เหยานอนแน่นิ่งอยู่กลางลานบ้าน ท่ามกลางเศษกระเบื้องเคลือบสีขาวที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น และกลีบดอกไม้สีแดงสดที่ร่วงหล่นปกคลุมร่างไร้วิญญาณราวกับจะไว้อาลัย
หลิ่วมู่มู่เงยหน้ามองภาพนั้น ดอกไม้กระถางเดียวในบ้านที่กำลังออกดอกสวยงามหายไปแล้ว กระถางก็แตกละเอียด ที่ซวยที่สุดคือดันมีคนมาตายในเขตบ้าน กลายเป็นบ้านผีสิงโดยสมบูรณ์แบบ
เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบา
“ฉันเตือนเขาแล้วนะ... เสียดายที่เขาไม่ยอมฟังเอง”
ตอนที่เธอทักไปแบบนั้น หลู่เหยาคงคิดว่าเธอกำลังสาปแช่งด้วยความโกรธแค้น หารู้ไม่ว่าหลิ่วมู่มู่ไม่เคยเสียเวลาอันมีค่าไปกับการพูดเรื่องไร้สาระพรรค์นั้น
เยียนซิวหันกลับมามองเธอ สายตาของเขาลึกล้ำจนยากจะคาดเดา
หลิ่วมู่มู่ถือโอกาสยื่นหน้าเข้าไปกระซิบถามที่ข้างหูเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“นี่คุณ... บอกฉันหน่อยสิ เมื่อกี้คุณทำอะไรกับเธอกันแน่”
“ไม่ต้องถาม”
[จบบท]