บทที่ 165: คำสารภาพรัก
วงการนักพยากรณ์นั้นเต็มไปด้วยคำกล่าวอ้างเรื่องการพลิกชะตา แต่หากพลิกดูหน้าประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้
จะพบว่าผู้ที่สามารถฝืนลิขิตสวรรค์ได้จริงนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย อีกทั้งเหล่าซินแสที่บังอาจก้าวล่วงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ ส่วนใหญ่ล้วนพบจุดจบอันน่าสยดสยองกันถ้วนหน้า
ทว่ากู่อายุวัฒนะกลับเป็นข้อยกเว้น มันแทบไม่เรียกร้องสิ่งแลกเปลี่ยนที่โหดร้ายใดๆ ซึ่งนั่นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ามันเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งเพียงใด
หลิ่วมู่มู่ทอดสายตามองลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีรัตติกาลของชายหนุ่มตรงหน้า ความคิดประหลาดสายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เป็นความคิดที่แม้แต่ตัวเธอเองยังรู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อและบ้าบิ่น...แต่มันจะเป็นไปได้จริงหรือ?
จังหวะนั้นเอง เยียนซิวก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ ร่างสูงโปร่งโน้มลงมาหาจนระยะห่างลดฮวบ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากรีดไล้ผ่านข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบาราวกับขนนก เขาทอดสายตามองเธอจากมุมสูงก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“หลิ่วมู่มู่ เธอพร่ำบอกฉันอยู่ตลอดว่าจะให้ฉันมาเป็นแฟนเธอ ถึงตอนนี้เปลี่ยนใจหรือยัง”
“ไม่เปลี่ยน!” เด็กสาวสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
เยียนซิวระบายยิ้มมุมปาก “แล้วเธอวางแผนจะใช้อะไรมามัดใจฉันล่ะ”
เอ๊ะ?
แววตาของหลิ่วมู่มู่ฉายแววงุนงงวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างซื่อตรง “แต่ฉันคำนวณดวงได้คุณมาแล้วนี่นา...”
ในตรรกะของเธอ เมื่อผลการทำนายชี้ชัดว่าเขาคือคู่แท้ เขาก็ย่อมต้องเป็นของเธอสิ เรื่องแบบนี้มันเป็นกฎธรรมชาติที่ถูกต้องอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
เยียนซิวกลั้นขำจนมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เขาบีบจมูกรั้นๆ ของคนตัวเล็กด้วยความหมั่นเขี้ยว “นั่นเขาเรียกว่าโกงข้อสอบ รู้ไหมว่าคนโกงข้อสอบจะต้องโดนปรับตกแล้วเชิญออกจากห้องสอบนะ”
หลิ่วมู่มู่ทำแก้มป่องปั้นปึ่งทันที เธอแค่จะหาแฟนสักคนเองนะ ทำไมชีวิตต้องยากเย็นเหมือนเจอบททดสอบจริยธรรมด้วยล่ะ
“หืม? ว่าไง”
เสียงครางในลำคอของเขาทำเอาหลิ่วมู่มู่ตัวสั่นน้อยๆ คล้ายมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกซาบซ่านประหลาดแล่นปราดจากหัวใจลามเลียไปถึงปลายนิ้ว
เธอรวบรวมความกล้าคว้านิ้วมือแกร่งที่ยังคงวนเวียนอยู่ข้างแก้มมาจับไว้ แล้วใช้นิ้วก้อยเกี่ยวสะกิดเบาๆ พลางบ่นอุบอิบเสียงอ่อย
“ตั้งแต่เล็กจนโต เวลาฉันสอบเลขฉันก็นั่งคำนวณทำนายข้อสอบมาตลอด ไม่เห็นอาจารย์คุมสอบหน้าไหนจะไล่ฉันออกจากห้องสอบสักคนเลยนี่”
“แต่ตอนนั้น อาจารย์คุมสอบของเธอไม่ใช่ว่าที่แฟนในอนาคตแบบฉันนี่” เยียนซิวเอ่ยด้วยลีลาเนิบนาบแต่แฝงความนัย
“เงื่อนไขเปลี่ยนไป มาตรฐานความต้องการก็ต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวสิ”
“งั้นคุณก็ช่วยลดมาตรฐานลงหน่อยไม่ได้เหรอ” เธอยังคงเขย่าปลายนิ้วเขาไปมา ส่งสายตาเว้าวอน
“ไม่ได้” เขาปฏิเสธนิ่มๆ แต่ไร้ช่องว่างให้ต่อรอง
หลิ่วมู่มู่คิ้วขมวดมุ่น สมองน้อยๆ เริ่มทำงานหนัก โจทย์ข้อนี้ยากเกินไปแล้ว
“งั้น...ให้จูบทีหนึ่งเอาไหม” เธอลองยื่นข้อเสนอแบบกล้าๆ กลัวๆ
เยียนซิวไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่ใสซื่อของหลิ่วมู่มู่ ใช้น้ำเสียงที่เจือแววหลอกล่อราวกับนายพรานกำลังล่อกวางน้อยให้ติดกับ
“ลองทิ้งเหตุผลร้อยแปดพวกนั้นไปให้หมด แล้วบอกฉันมาซิว่า...ทำไมถึงอยากให้ฉันเป็นแฟนเธอ”
“เพราะ...”
เพราะอะไรกันนะ?
ความจริงแล้วก่อนที่จะได้พบหน้าเยียนซิว เธอไม่เคยคิดจะสานต่อคำทำนายนั้นให้เป็นจริงเลยสักนิด แต่ในวินาทีแรกที่เห็นเขาเดินฝ่าผู้คนตรงเข้ามาหาเธอ
จังหวะหัวใจที่กระตุกวูบและเต้นผิดจังหวะก็ได้ให้คำตอบทุกอย่างแทนเธอไปหมดแล้ว
ผู้ชายคนนี้ควรจะเป็นของเธอ ใครหน้าไหนก็ห้ามแย่งเด็ดขาด
“เพราะว่าฉันชอบคุณไง” ดวงตาของเธอหยีลงจนโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
“ฉันชอบคุณ คุณมาเป็นแฟนฉันเถอะนะ ดีไหม”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มหวานเชื่อมที่ส่งมาให้ ลูกกระเดือกของเยียนซิวขยับขึ้นลงเล็กน้อย คล้ายกำลังสะกดกลั้นบางอย่าง แต่เขาก็ยังไม่ยอมใจอ่อนตอบตกลง
“ชอบฉันตรงไหน”
หลิ่วมู่มู่เอียงคอครุ่นคิด บอดหลิวเองก็เคยถามคำถามนี้กับเธอเหมือนกัน
ตอนนั้นเธอตอบตาแก่นั่นไปว่าอะไรนะ
“ชอบที่คุณหน้าตาดี แถมยังให้เงินแต๊ะเอียฉันด้วย”
ช่างเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด แทบไม่ต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้เลย หากเป็นคนอื่นมาพูดจาแบบนี้ใส่ เขาคงไม่แม้แต่จะเสียเวลาปรายตามองด้วยซ้ำ
แต่แปลกที่เขากลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนี้ รอฟังคำพูดถัดไปของเธออย่างใจจดใจจ่อ
“เมื่อก่อนในชีวิตฉันมีแค่คุณปู่กับบอดหลิวเท่านั้นที่ให้เงินแต๊ะเอีย คุณเป็นคนที่สามเลยนะรู้ไหม”
เยียนซิวยังคงรักษามาดนิ่ง สงวนท่าที “มีอีกไหม”
หลิ่วมู่มู่เริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างเอาใจยากจริงๆ แค่บอกว่าชอบยังไม่พอใจอีกหรือไง ยังจะต้องมาซักไซ้ไล่เลียงหาเหตุผลข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง สาม สี่
นี่เธอหาแฟนนะ ไม่ได้มาสัมภาษณ์งานราชการ ทำไมต้องถามเยอะขนาดนี้ด้วย เธอแอบบ่นงึมงำในใจ แต่ทำไงได้ ก็เธออยากได้เขาจนตัวสั่นแล้วนี่นา
สมองอันชาญฉลาดของเด็กสาวเริ่มหมุนจี๋ ประมวลผลอย่างรวดเร็วก่อนจะโพล่งออกมา
“คุณอย่าโลภมากนักสิ เราเพิ่งรู้จักกันแค่ครึ่งปีกว่าๆ เองนะ ความชอบที่ฉันมีให้คุณมันก็มีตุนไว้เท่านี้แหละ อย่างน้อยก็ต้องรอถึงปีหน้าโน่นแหละมันถึงจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อย”
คำตอบที่คาดไม่ถึงนี้กลับทำให้เยียนซิวรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขากลายเป็นคนหลอกง่ายขนาดนี้
เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวของหลิ่วมู่มู่ เยียนซิวก็ขยับตัวลุกขึ้นยืน
“ถ้าอย่างนั้น เอาไว้ปีหน้าเราค่อยมาถกเถียงหัวข้อนี้กันใหม่”
หลิ่วมู่มู่อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปได้ จังหวะแบบนี้ตามบทละครมันต้องตอบตกลงคบกันแล้วจูบกันท่ามกลางแสงจันทร์ไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องรอตั้งหนึ่งปี เธอไม่ยอมหรอก!
มือเล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเยียนซิว รั้งไว้สุดแรงพลางตะโกนลั่น “ห้ามไปนะ!”
เยียนซิวไม่ได้จะเดินหนีไปไหน เขาเพียงแค่เปลี่ยนอิริยาบถ มือข้างหนึ่งยันลงบนฟูกเตียงเพื่อทรงตัว
ส่วนมืออีกข้างเชยคางมนของเธอขึ้นรับสัมผัส ท่ามกลางความงุนงงของหลิ่วมู่มู่ที่ทำตัวไม่ถูก เขาก็โน้มใบหน้าลงมาประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มนิ่มของเธอ
สัมผัสนั้นแผ่วเบาและรวดเร็วราวกับปีกผีเสื้อแตะผ่าน ทว่าอานุภาพของมันกลับรุนแรงจนทำให้เลือดลมในกายของหลิ่วมู่มู่สูบฉีด ใบหน้าของเธอแดงซ่านลามไปจนถึงใบหูและลำคอ
ดวงตาของเธอเบิกโพลงราวกับกระต่ายตื่นตูมที่อยากจะขุดรูหนีไปให้พ้นๆ เสียเดี๋ยวนี้
ติดตรงที่บาดแผลตามร่างกายทำให้เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก สุดท้ายทางออกเดียวที่ทำได้คือการดึงหมอนใบโตมาปิดหน้าตัวเองแล้วมุดหนีความอาย
คนที่ปากเก่งป่าวร้องว่าจะหาแฟน พอโดนจูบเข้าจริงๆ กลับเขินอายจนม้วนต้วนขนาดนี้ เยียนซิวเก็บซ่อนความรู้สึกที่พุ่งพล่านในแววตาลงเหลือเพียงความอบอุ่นเจือขบขัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย
“ฉันจะรอความชอบส่วนของปีหน้าจากเธอนะ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิ่วมู่มู่ถึงค่อยๆ แง้มหมอนออกดูลาดเลา ถามเสียงอู้อี้อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “สรุปว่า...คุณตกลงเป็นแฟนฉันแล้วใช่ไหม”
“ใช่ ฉันตกลง”
คำตอบนั้นชัดเจนตั้งแต่วินาทีที่เขาเลือกจะปล่อยใจไปตามความรู้สึกแล้วก้มลงจูบเธอ แทนที่จะหันหลังเดินจากไปแล้ว
ถึงแม้ระหว่างเขากับเธอจะมีกำแพงแห่งความไม่เหมาะสมขวางกั้นอยู่มากมาย แต่สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ให้กับหัวใจตัวเอง เผลอใจเต้นกับเด็กสาวคนนี้เข้าจนได้
“ตอนนี้คุณเป็นแฟนฉันแล้วนะ ห้ามคืนคำด้วย” หลิ่วมู่มู่รีบมุดหัวกลับเข้าไปใต้หมอนอีกรอบ นอนบิดไปมาพลางอมยิ้มแก้มแทบแตก ในที่สุดเยียนซิวก็เสร็จเธอจนได้
เยียนซิวสอดมือเข้าไปใต้หมอน บีบแก้มที่ยังร้อนผ่าวของเธอเบาๆ “ไม่คืนคำหรอก”
หลิ่วมู่มู่ดีใจจนเนื้อเต้น แทบอยากจะลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นบนเตียงคนไข้ แต่แล้วจู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว เธอรีบคว้ามือเยียนซิวไว้ กระชากหมอนออก รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าจางหายไปจนสิ้น
“เป็นอะไร” เมื่อเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เยียนซิวจึงเอ่ยถามเสียงขรึม
“คุณนั่งลงก่อน” หลิ่วมู่มู่สั่งเสียงเบาพลางกระตุกนิ้วเขาเร่งยิกๆ
เยียนซิวทรุดตัวลงนั่งตามคำบัญชา จากนั้นเขาก็เห็นแม่สาวน้อยดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าอก พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างทุลักทุเล แล้วเปลี่ยนท่านั่งเป็นคุกเข่าต่อหน้าเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังราวกับกำลังจะพิพากษาคดีสำคัญ
[จบบท]