บทที่ 166: คิดมากไปเอง
“ฉันยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกคุณ รอคุณฟังจบแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าจะเอายังไงต่อ”
เยียนซิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ นิ่งรอฟังสิ่งที่เธอกำลังจะเอื้อนเอ่ย
“อืม... ดวงชะตาของฉันค่อนข้างแย่ เป็นดวงพิฆาตคนใกล้ชิด คุณคงรู้ใช่ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง”
หลิ่วมู่มู่พูดรัวเร็วด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล เธอหลุบตาลงต่ำมองมือตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อดูสีหน้าของเยียนซิวในเวลานี้
ความที่ดวงชะตานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเลวร้ายต่อใครมานานมากแล้ว เธอจึงเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท แม้ตอนนี้จะเพิ่งมาบอกก็อาจจะดูช้าไปหน่อย แต่ในเมื่อเยียนซิวจะมาเป็นแฟนของเธอ เธอก็ไม่อาจปิดบังเรื่องสำคัญขนาดนี้ไว้ได้
“ฉันรู้”
“...อ้อ”
หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงข้ามแวบหนึ่ง บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉยไม่มีระลอกอารมณ์ใดๆ เธอจึงขบเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะกลั้นใจพูดต่อ
“ถ้าคุณเกิดเสียใจภายหลัง ก็ถือว่า...”
“ฉันไม่เสียใจ”
คำตอบสวนกลับที่หนักแน่นไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที ทำให้หลิ่วมู่มู่ที่เกร็งเครียดมาตลอดผ่อนคลายลงทันที ไหล่เล็กที่ห่อเข้าหากันค่อยๆ คลายออก น้ำเสียงของเธอจึงกลับมาสดใสขึ้น
“คุณปู่ของฉันเคยบอกไว้ว่า ขอแค่ฉันยังอาศัยอยู่ในตระกูลต่ง ดวงชะตาแข็งๆ ของฉันก็จะถูกกดเอาไว้ อาจจะไม่ส่งผลกระทบเลวร้ายต่อคนอื่นมากนัก แต่ถ้า... ถ้าวันไหนคุณเริ่มเจออันตรายแปลกๆ หรือเรื่องซวยๆ เข้ามาในชีวิต ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม”
ถึงแม้ดวงชะตาของเธอจะไม่ส่งผลร้ายแรงกับคนรอบข้างมากขนาดนั้นแล้ว และตัวเยียนซิวเองก็เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญศาสตร์เสวียนระดับสูงที่เก่งกาจ ซึ่งอาจจะมีวิธีป้องกันตัวเองได้ แต่หลิ่วมู่มู่ก็ยังเลือกที่จะวางไพ่ทุกใบเปิดเผยให้เขารับรู้
หากวันนั้นมาถึงจริงๆ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เพียงอย่างเดียวว่า คำทำนายในตอนแรกของเธอคำนวณผิดพลาด และพวกเขาก็แค่ไม่ใช่คู่ที่เหมาะสมกัน
เยียนซิวทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาลึกซึ้งอ่านยากอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยกมือหนาขึ้นวางบนศีรษะทุยแล้วขยี้เบาๆ อย่างนึกเอ็นดู
“คิดมากน่า”
***
ต่งเจิ้งหาวมาถึงโรงพยาบาลเอาตอนบ่ายสองกว่า ก่อนหน้านี้เขากลับไปที่บ้านพร้อมเจียงหลี พบว่าลูกชายตัวดียังทำการบ้านไม่เสร็จและกำลังนั่งกดเกมอย่างเมามัน ส่วนลูกสาวคนรองที่มีหน้าที่คุมน้องชายกลับหายตัวไปไหนไม่รู้
เดิมทีเขาคิดว่าต่งเยว่คงรำคาญต่งฉีจนหนีออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แต่พอต่งเยว่ไม่รับสายเลยทั้งที่โทรหาไปหลายรอบ คนเป็นพ่อก็เริ่มใจไม่ดี
ถ้าเป็นโทรศัพท์ของคนอื่นในบ้าน หลิ่วมู่มู่จะรับหรือไม่รับก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ติสต์แตกของเธอ แต่สายของน้องสาวอย่างต่งเยว่นั้นเธอไม่เคยพลาดที่จะรับ คงไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นใช่ไหม
ในขณะที่ต่งเจิ้งหาวกำลังคิดฟุ้งซ่าน เขาก็ได้รับสายจากเบอร์แปลก ปลายสายคือหัวหน้าทีมฟางคนที่เคยหิ้วปีกเขาไปนอนโรงพักนั่นเอง
อีกฝ่ายแจ้งข่าวว่าลูกสาวของเขาอยู่ที่โรงพยาบาล เขาจึงรีบวางมือถือแล้วบึ่งรถมาโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ทันได้บอกกล่าวคนในบ้าน
กว่าจะเดินหาห้องพักฟื้นของหลิ่วมู่มู่เจอเล่นเอาเหนื่อย เขาผลักประตูเข้าไปก็เห็นผู้ชายใส่สูทดูภูมิฐานนั่งหันข้างอยู่บนเตียงคนไข้ มองจากมุมด้านข้างแล้วรู้สึกคุ้นตาชอบกล
ผู้ชายคนนั้นกำลังก้มมองหน้าจอโทรศัพท์และพูดพึมพำเสียงทุ้มต่ำ ต่งเจิ้งหาวมั่นใจว่าหูเขาไม่ฝาด เขาได้ยินคำว่า “ลูกเป็ดขี้เหร่” ลอยเข้าหู นี่มานั่งเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกสาวเขาฟังหรือไง
ด้วยความไม่แน่ใจ เขาอดไม่ได้ที่จะถอยหลังกลับออกมาดูเลขห้องที่หน้าประตูอีกครั้ง ก็ไม่ได้มาผิดห้องนี่นา
พอสูดหายใจลึกแล้วเดินกลับเข้าไปอีกครั้ง คนสองคนในห้องก็รู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุก ผู้ชายสวมสูทหันหน้ามาสบตา ใบหน้าหล่อเหลาเหนือธรรมดา แววตาเย็นชาคมกริบ ยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งคุ้นตา
เขายังสังเกตเห็นอีกว่า มือข้างที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์ของผู้ชายคนนั้น กำลังกอบกุมมือเล็กๆ ของใครบางคนเอาไว้แน่น และเจ้าของมือข้างนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองมาทางเขาพอดี
เมื่อเห็นศีรษะทุยๆ ของลูกสาวคนโตโผล่ขึ้นมา ต่งเจิ้งหาวก็ชะงักฝีเท้า สายตาคมกวาดมองมือที่สอดประสานกันแน่นของทั้งคู่ สีหน้าของผู้เป็นพ่อดูยุ่งยากใจระคนสับสนเล็กน้อย
เยียนซิวค่อยๆ ปล่อยมือหลิ่วมู่มู่ แล้วหันไปพูดกับเธอเสียงนุ่ม
“ฉันออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกก่อนนะ”
ก่อนจะก้าวออกจากห้องพักฟื้น เขาหยุดหันมาพยักหน้าทักทายต่งเจิ้งหาวอย่างสุภาพให้หนึ่งที
สายตาของต่งเจิ้งหาวมองตามแผ่นหลังกว้างของเยียนซิวไปจนลับตา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้หันกลับมาถามหลิ่วมู่มู่
“เขาไม่ใช่คนที่อยู่กับหัวหน้าตำรวจที่โรงพักคนนั้นเหรอ”
หลิ่วมู่มู่ฟุบหน้าลงไปกับหมอนใบโต ตอบกลับเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้าน
“ที่ปรึกษาของสถานีตำรวจไงคะ จำไม่ได้เหรอ ครั้งที่แล้วที่พ่อเข้าซังเต เขาก็มีความดีความชอบไม่น้อยเลยนะ”
ต่งเจิ้งหาวค้อนขวับใส่ลูกสาววงใหญ่ เห็นสภาพเธอพันผ้ากอซเต็มตัวก็จำต้องวางเรื่องเจ้าหนุ่มเยียนซิวไว้ก่อน แล้วถามไถ่ด้วยความร้อนใจ
“เจ็บตรงไหนบ้างลูก ไปโดนอะไรมาถึงได้สภาพนี้”
“หลังค่ะ เย็บไปไม่กี่เข็มเอง อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว”
ต่งเจิ้งหาวขมวดคิ้วมุ่น อยากจะซักไซ้ไล่เลียงให้รู้เรื่องแต่สุดท้ายก็กลืนคำถามลงคอ ได้แต่ถามย้ำว่า
“ไม่เป็นอะไรมากแน่นะ”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ”
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นเงียบลงไปครู่หนึ่ง ต่งเจิ้งหาวมองหน้าลูกสาวแล้วถามขึ้นอย่างลังเล
“ลูกกับที่ปรึกษาคนนั้น... คบกันอยู่เหรอ”
“ใช่ค่ะ”
หลิ่วมู่มู่ดูจะกระตือรือร้นกับหัวข้อสนทนานี้เป็นพิเศษ เธอหันหน้ามามองต่งเจิ้งหาวแล้วฉีกยิ้มกว้างพลางถาม
“ตาถึงใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะ”
ต่งเจิ้งหาวพยักหน้าหงึกหงักโดยสัญชาตญาณ แค่หน้าตาหล่อเหลาระดับนั้นก็คงไม่มีสาวน้อยคนไหนรอดพ้นเสน่ห์ไปได้ แถมยังมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษาของตำรวจ เรื่องนิสัยใจคอก็น่าจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนเป็นพ่อที่ลูกสาวเพิ่งจะมีแฟน เขาจึงกระซิบถามเสียงเบา
“ไปตกลงปลงใจกันได้ยังไง”
หลิ่วมู่มู่ไม่มีทางแชร์เส้นทางสละโสดของตัวเองให้เขาฟังอยู่แล้ว เธอทำเสียงฮึในลำคออย่างผู้ชนะ
“ความลับ”
ชิ... ต่งเจิ้งหาวบ่นอุบอิบในใจ รอให้ต่งเยว่มีแฟนเมื่อไหร่เถอะ เขาจะต้องจับตาดูทุกฝีก้าวชนิดเกาะติดขอบสนามเลยคอยดู
ไม่ยอมบอกอะไรเขาสักอย่าง ไม่เห็นใจหัวอกคนเป็นพ่อที่อยากรู้อยากเห็นบ้างเลย
“จริงสิ แล้วดวงชะตาของลูก จะไม่กระทบกับเรื่องความรักเหรอ”
ต่งเจิ้งหาวชะเง้อมองไปนอกประตู เห็นว่าทางสะดวกไม่มีคนอยู่ถึงได้กล้าถาม
“ไม่รู้สิคะ”
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลิ่วมู่มู่จางลง ต่งเจิ้งหาวก็รีบแก้สถานการณ์ด้วยการปลอบใจ
“ต่อให้มีผลกระทบก็ไม่เห็นเป็นไร สมัยนี้หนุ่มๆ มีเยอะแยะถมเถไป ถ้าคนนี้เป็นอะไรไปลูกก็แค่หาคนใหม่ เดี๋ยวพ่อจะไปไล่ขอเบอร์ลูกชายหลานชายของพวกหุ้นส่วนธุรกิจมาเตรียมไว้ให้ ลูกค่อยๆ เลือกก็ได้ไม่ต้องรีบ”
ดูเหมือนต่งเจิ้งหาวจะตระหนักได้ในที่สุดว่าลูกสาวถึงวัยมีความรักแล้ว ถึงขนาดวางแผนสร้างคลังตัวเลือกสำรองให้เธออย่างใจป้ำและเปิดกว้างสุดๆ
หลิ่วมู่มู่ได้แต่คิดในใจว่า ถึงวิธีปลอบใจของต่งเจิ้งหาวจะดูแปลกประหลาดไปหน่อย แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกซึ้งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นพ่อแท้ๆ ของเธอแน่นอน
ทางด้านเยียนซิวที่เดินออกมานั้นยังไม่รู้ตัวเลยว่า พ่อของแฟนสาวกำลังพิจารณาจัดหาตัวสำรองให้ลูกสาวเตรียมรอไว้แล้ว เขาต่อสายหาฟางชวน รอสายเพียงไม่กี่วินาทีถึงเอ่ยปากถาม
“ทางนั้นสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง”
“เก็บงานเรียบร้อยแล้ว รื้อบ้านจนแทบพังก็ไม่เจออะไรผิดปกติ ทางสำนักงานใหญ่สนใจเจียงซือน้อยตัวนั้นมาก พรุ่งนี้คงส่งคนมารับตัวไป หลิ่วมู่มู่ล่ะ เจ็บหนักไหม”
ฟางชวนถามกลับมา
“ไม่หนัก นายว่างแล้วก็แวะมาทำบันทึกปากคำได้เลย”
“อ๋อ...”
ฟางชวนลากเสียงยาวอย่างจงใจ ก่อนจะพูดแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“เจ็บไม่หนักแต่ทำเอานายร้อนใจขนาดนั้น ฉันจะบอกให้นะ นายเลิกคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้น แล้วรีบให้สถานะที่ชัดเจนกับน้องเขาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
[จบบท]