บทที่ 168: ความสงสัยของพ่อ
ในความเป็นจริงก่อนหน้านี้ เยียนซิวเป็นคนยืนยันด้วยตัวเองชัดๆ ว่าเขากับหลิ่วมู่มู่เข้ากันไม่ได้เลยสักนิด
ฟางชวนอุตส่าห์ทำหน้าที่เพื่อนตายสวมบทผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก ช่วยวิเคราะห์แจกแจงข้อดีข้อเสียเป็นฉากๆ แถมยังเก็บเอาความรักของเพื่อนไปนอนก่ายหน้าผากกลุ้มใจแทนเสียตั้งนาน
ผลสุดท้ายคืออะไร ผ่านไปไม่กี่วัน พ่อเจ้าประคุณก็ไปตามง้อจนคว้าหัวใจสาวเจ้ามาครองได้หน้าตาเฉย
ที่เคยตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า 'เราไม่เหมาะสมกัน' มันหายไปไหนหมดแล้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาระหว่างลูกผู้ชายทั้งสอง สายตาที่มองกันสื่อความหมายมากมาย
สุดท้ายฟางชวนก็เป็นฝ่ายยอมยกธงขาวด้วยความพ่ายแพ้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนี เขาหันมาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงปนหงุดหงิดว่า “ฉันขอให้วันข้างหน้าพวกนายสองคนรักกันดี ไม่ทะเลาะกันก็แล้วกัน”
จำไว้เลย เขาจะไม่เสนอหน้าไปเป็นศิราณีให้ใครอีกแล้ว!
เยียนซิวเดินตามออกมาส่งฟางชวนที่หน้าประตู มือหนาดึงบานประตูห้องผู้ป่วยปิดลงแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนคนด้านใน ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเท้าเดินเคียงกันไปตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล
สีหน้าขี้เล่นของฟางชวนเมื่อครู่เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง เขาเอ่ยถึงเรื่องเจียงซือตัวน้อยของหลู่เหยาขึ้นมา
“ทีมจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วนะ ผลยืนยันว่าเจียงซือเด็กตัวนั้นกับหลู่เหยาเป็นแม่ลูกกันจริงๆ”
“น่าจะเป็นทารกที่ยังไม่ทันครบกำหนดคลอดก็ถูกผ่าออกมาเพื่อทำพิธีหลอมรวมเป็นเจียงซือ จิตใจทำด้วยอะไรถึงได้เหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนาขนาดนี้”
เยียนซิวนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนวิเคราะห์ออกมา “ฟังดูเหมือนหลู่เหยาจะมีผู้ช่วยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาก”
การผ่าตัดเอาทารกที่ยังมีลมหายใจออกมาจากครรภ์มารดาอย่างสมบูรณ์นั้น แตกต่างจากการทำคลอดปกติอย่างสิ้นเชิง
หากต้องการคลอดลูก จะเดินเข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ ไม่มีแพทย์คนไหนปฏิเสธคนไข้ แต่หากเดินเข้าไปบอกให้หมอผ่าเอาทารกเป็นๆ ที่ยังไม่ครบกำหนดคลอดออกมา
สิ่งแรกที่โรงพยาบาลจะทำคือโทรแจ้งตำรวจทันที แต่ถ้าจะไปพึ่งพาคลินิกเถื่อนทั่วไป ก็ไม่มีทางมีทักษะทางการแพทย์สูงพอที่จะผ่าตัดซับซ้อนขนาดนี้ได้
ฟางชวนพยักหน้าเห็นด้วย “ประเด็นคือเรายังระบุพิกัดไม่ได้เลยว่าเธอไปผ่าเอาเด็กออกที่ไหน”
“ฉันลองไล่เช็กประวัติการเดินทางของเธอในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ รวมถึงเส้นทางการใช้เงิน ข้อมูลที่มีน้อยมาก”
“แต่หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ว่าเธอวนเวียนอยู่แค่ในตัวเมืองนี้ ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเธอไม่ได้ออกไปไหนเลย สรุปสั้นๆ คือคดีนี้ยุ่งยากเอาเรื่อง”
สิ่งที่เขากังวลจนกินไม่ได้นอนหลับก็คือ หากหลู่เหยาทำพิธีผ่าเด็กในเมืองชิ่งเฉิงจริง นั่นหมายความว่าในเมืองนี้นอกจากหลู่เหยาแล้ว ยังมีตัวอันตรายที่เรามองไม่เห็นซ่อนกายรอเวลาเล่นงานเขาอยู่
“งั้นลองเริ่มปูพรมตรวจสอบจากโรงพยาบาลในเมืองนี้ดูก่อน”
ฟางชวนพยักหน้ารับคำแนะนำ อันที่จริงเขาได้สั่งการให้ลูกน้องประสานงานกับโรงพยาบาลต่างๆ ไว้แล้ว แต่ลึกๆ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอเบาะแสอะไรมากนัก
เมื่อเดินมาส่งเพื่อนถึงหน้าลิฟต์ เยียนซิวจึงเอ่ยปากขึ้นอีกเรื่อง “ส่วนคดีในพาร์ตที่ไปเกี่ยวพันกับมู่มู่...”
“วางใจเถอะ กฎเดิมเหมือนทุกครั้ง”
รายงานคดีจะถูกส่งขึ้นไปตามข้อเท็จจริง แต่ชื่อและตัวตนของหลิ่วมู่มู่จะถูกลบออกไปจากสารบบ
ส่วนการตายของหลู่เหยาก็จะถูกสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ ทางสำนักงานใหญ่คงไม่สนใจจะขุดคุ้ยหาสาเหตุการตายของหญิงสาวคนหนึ่ง เพราะความสนใจทั้งหมดของเบื้องบนน่าจะเทไปที่เจียงซือทารกตัวนั้นมากกว่า
พูดจบ ฟางชวนก็ปรายตามองเยียนซิวด้วยสายตาล้อเลียน “เปลี่ยนสรรพนามเร็วจริงนะ เดี๋ยวนี้เรียก 'มู่มู่' ได้คล่องปากเชียว”
เยียนซิวเอื้อมมือไปกดปุ่มลิฟต์ให้ สายตายังคงจับจ้องตัวเลขดิจิทัลที่กำลังไต่ระดับขึ้นมา “ถ้าอิจฉาก็ไปหาดูตัวสิ ช่วงนี้งานการซาลงแล้วพอมีเวลาว่างไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ต้องให้นายมาบอกหรอก แม่ฉันจัดคิวทองไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตารางดูตัวยาวเป็นหางว่าวไปจนถึงเดือนหน้า”
“ฉันไม่สงสัยเลยว่าถ้าฉันยังหาลูกสะใภ้ไปกราบท่านไม่ได้ แม่คงจะสรรหาผู้หญิงมาให้ดูตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันจะตายนั่นแหละ” ฟางชวนหัวเราะเยาะตัวเอง
ชะตากรรมของลูกชายวัยดึกที่ยังครองตัวเป็นโสด ก็คงหนีไม่พ้นการถูกมารดาเร่งรัดให้แต่งงานไม่เว้นแต่ละวัน
เยียนซิวยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย แต่ฟางชวนกลับสัมผัสได้ถึงรังสีความได้ใจที่แผ่ออกมา ซึ่งมันน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน ในเมื่อทุกคนต่างก็ลอยคอเคว้างคว้างอยู่ในทะเลแห่งความโสดเหมือนกัน ทำไมจู่ๆ หมอนี่ถึงว่ายขึ้นฝั่งไปเสวยสุขได้ก่อนคนเดียว
“แล้วนายกะว่าจะเปิดตัวแฟนกับที่บ้านเมื่อไหร่ ระวังเถอะคุณน้าจะจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นดูตัวให้นายอีกรอบ”
คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเขา การดูตัวก็แค่การนัดเจอกันสองต่อสองตามร้านกาแฟ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาติดสอยห้อยตามไปประชุมที่สำนักงานใหญ่ และได้มีโอกาสเป็นสักขีพยานในงานดูตัวของเยียนซิว
งานดูตัวของตระกูลเยียนคืองานกาล่าดินเนอร์ชัดๆ เป็นอะไรที่เล่นใหญ่รัชดาลัยมาก ทั้งงานคลาคล่ำไปด้วยหญิงสาวตระกูลดีวัยเหมาะสม ต้องนับถือความอดทนของเยียนซิวจริงๆ ที่ยังปั้นหน้าเป็นสุภาพบุรุษอยู่จนจบงานได้โดยไม่สติแตกไปเสียก่อน
“ขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน”
ฟางชวนกำลังจะอ้าปากถามหาเหตุผล แต่เสียงติ๊งของลิฟต์ดังขึ้นขัดจังหวะพอดี เขาจึงจำต้องเบียดตัวเข้าไปในลิฟต์แล้วโบกมือลาเพื่อน
เยียนซิวทอดสายตามองประตูลิฟต์โลหะที่ค่อยๆ เลื่อนปิดลง รอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากค่อยๆ เลือนหายไปจนกลับมาเรียบสนิท
แม่ของเขาเคยมีปมในใจเพราะถูกเพื่อนใหม่หลอกลวงมาก่อน หลังจากเหตุการณ์นั้นท่านเลยสร้างกำแพงขึ้นมา ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาใกล้ชิดท่านหรือคนในครอบครัว จะต้องถูกสืบประวัติย้อนหลังจนพรุน
วันเดือนปีเกิดของหลิ่วมู่มู่ไม่ใช่ความลับดำมืดอะไร ขอแค่ลงลึกสืบอีกนิดเดียว ก็จะรู้ไปถึงพื้นดวงชะตาของเธอ เขาไม่สงสัยเลยว่าสิ่งแรกที่แม่จะทำทันทีที่รู้ว่าลูกชายมีคนรัก คือการเอาดวงของทั้งคู่ไปผูกดวงสมพงศ์
แต่น่าเสียดายที่แผนการประวิงเวลาของเยียนซิวต้องพังครืนลง ในวันที่หลิ่วมู่มู่ออกจากโรงพยาบาล เขาได้รับสายเรียกเข้าจากพ่อบังเกิดเกล้า
ภายในห้องพักฟื้น ครอบครัวตระกูลต่งกำลังง่วนอยู่กับการช่วยกันเก็บสัมภาระ เยียนซิวจึงถือโทรศัพท์เดินเลี่ยงออกมาหามุมสงบด้านนอก
ความเงียบงันปกคลุมบทสนทนาของสองพ่อลูก ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ปลายสายอย่างเยียนไป๋เหวินจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมา
“ถ้าไม่ใช่เพราะแม่แกบังคับขู่เข็ญให้พ่อส่งคนไปสืบเรื่องความเป็นอยู่ของแกที่เมืองชิ่งเฉิง พ่อก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าแกปิดบังเรื่องสำคัญไว้มากแค่ไหน”
“พ่อครับ พ่อควรจะเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลูกชายบ้างนะครับ” เยียนซิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเคืองต่อถ้อยคำที่พ่อเอ่ยออกมา
“ก่อนที่จะได้รับรายงานฉบับนั้น พ่อตั้งใจจะโทรมาขอโทษแก” เยียนไป๋เหวินกล่าว
การที่คนของเขาแทรกซึมเข้าไปในเมืองชิ่งเฉิง เป็นเรื่องที่ลูกชายของเขาต้องระรู้อยู่แล้ว คนทำผิดย่อมต้องขอโทษ เพียงแต่ครั้งนี้สถานการณ์มันไม่เหมือนทุกที
“พ่อกำลังจะบอกผมว่า ตอนนี้พ่อไม่คิดจะขอโทษแล้วใช่ไหมครับ” เยียนซิวเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้น้ำเสียงจะยังคงความสุภาพ
“เปล่า พ่อแค่หวังว่าก่อนจะเอ่ยคำขอโทษ พ่อจะได้ฟังคำอธิบายดีๆ จากปากแก เกี่ยวกับเรื่องที่แกเจอเบาะแสของกู่อายุวัฒนะ แต่กลับปล่อยมันไปโดยไม่เอามันกลับมา”
“ของวิเศษที่ทำให้คนเราเป็นอมตะมันไม่มีอยู่จริงหรอกครับ และถ้าเป็นของที่ช่วยยืดอายุขัย ตระกูลเยียนก็มีสะสมไว้ไม่ขาดอยู่แล้ว”
เยียนไป๋เหวินหัวเราะในลำคอเบาๆ “คำอธิบายนี้คงโน้มน้าวใจพ่อไม่ได้หรอกนะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกตาเฒ่าในสภาตระกูล พวกเขาอายุไม้ใกล้ฝั่งกันแล้ว คนแก่ยังไงก็กลัวตาย ของวิเศษที่ช่วยต่อชะตาชีวิต ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ”
เยียนซิวไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวไปกับคำพูดนั้น ประเด็นสำคัญไม่เคยอยู่ที่พวกผู้อาวุโสเหล่านั้น อำนาจการตัดสินใจของตระกูลเยียนรวมศูนย์อยู่ที่ประมุขของบ้าน ซึ่งก็คือพ่อของเขาเพียงผู้เดียว
เห็นได้ชัดว่าคนที่กระหายใคร่รู้คำตอบจริงๆ คือพ่อของเขาต่างหาก
พ่อตามแกะรอยเส้นทางของลูกชาย จนพบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเข้า หากไม่ใช่เพราะตระกูลสวีเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเยียนมาก่อน และพ่อเองก็กำลังจับตามองคดีนี้อยู่ พ่อคงจะมองข้ามจุดเล็กๆ นี้ไปแล้ว
“พ่ออยากฟังอะไรล่ะครับ” เยียนซิวเลิกอ้อมค้อมแล้วยิงคำถามกลับไปตรงๆ
“ตอนนี้ผู้ครอบครองกู่อายุวัฒนะ คือคนที่ถูกระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมของหลิวซีจิง... แกคงรู้จักแม่หนูคนนั้นดีใช่ไหม” พูดมาถึงตรงนี้ เยียนไป๋เหวินก็เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังขา
“พูดกันตามตรงนะ ผู้ครอบครองกู่อายุวัฒนะคนก่อนหน้านี้ ทำให้พ่อเกิดความสงสัยในสรรพคุณของมันขึ้นมานิดหน่อย”
เท่าที่เขาสืบทราบมา ชายชรานามว่าหลิวซีจิงคนนั้น มีอายุอยู่บนโลกได้ถึงแค่เจ็ดสิบกว่าปีเท่านั้นเอง
[จบบท]