บทที่ 169: กู่อายุวัฒนะ
หากพิจารณาตามมาตรฐานอายุขัยของนักพรตเสวียนโดยทั่วไป อายุเพียงเท่านี้ย่อมถือว่าเป็นการจบชีวิตที่รวดเร็วเกินไป
หรือบางทีเขาผู้นั้นอาจไม่ใช่นักพรตเสวียน? เพราะหากเป็นเช่นนั้น ของวิเศษล้ำค่าระดับตำนานอย่างกู่อายุวัฒนะ เหตุใดจึงถูกส่งมอบให้แก่ปุถุชนธรรมดาผู้มีอายุขัยแสนสั้นเล่า
ทว่าตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นของจริงกับตา เขาก็ยากที่จะประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกู่อายุวัฒนะได้อย่างแม่นยำ
เยียนซิวไม่ได้ใส่ใจความเคลือบแคลงสงสัยของบิดา น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่ชัดเจนในความหมาย “พ่อไม่ต้องสงสัยเรื่องนั้นแล้วครับ กู่อายุวัฒนะถูกทำลายไปแล้ว”
“ถูกทำลาย?” บนใบหน้าของเยียนไป๋เหวินไม่ได้ฉายแววผิดหวัง มีเพียงน้ำเสียงที่เจือความประหลาดใจเล็กน้อย
ด้วยความที่เขารู้จักนิสัยใจคอของลูกชายเป็นอย่างดี หากเยียนซิวสืบจนรู้เบาะแสที่แท้จริงของกู่อายุวัฒนะแล้ว ก็ไม่ควรจะมีเหตุผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นจนทำให้ของสำคัญเช่นนั้นเสียหาย
“เกิดเหตุสุดวิสัยอะไรหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
เยียนซิวเงียบไปเพียงครู่เดียวก่อนตอบกลับ “ไม่มีเหตุสุดวิสัยครับ”
เยียนไป๋เหวินผู้เจนจัดรีบจับประเด็นสำคัญได้ทันที เขาตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เป็นเพราะเด็กผู้หญิงที่รับมรดกของหลิวซีจิงคนนั้นใช่ไหม พ่อจำได้ว่าเธอชื่อหลิ่วมู่มู่ แกสนิทกับเธอมากเหรอ”
เพราะความสนิทสนมส่วนตัว ตอนที่เธอลงมือทำลายกู่อายุวัฒนะ ลูกชายผู้เยือกเย็นของเขาถึงได้ยืนมองเฉยๆ โดยไม่เข้าไปห้ามปรามสินะ?
ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ เยียนไป๋เหวินยังอดรู้สึกขำในใจไม่ได้ ลูกชายของเขาเป็นประเภทที่ยึดมั่นในหลักการ ไม่เคยยอมให้เรื่องส่วนตัวมาสั่นคลอนการตัดสินใจหรือเป้าหมายสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่า เยียนซิวจะไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันจนถึงขั้นยอมทิ้งของวิเศษได้
“ใช่ครับ”
คำตอบรับสั้นๆ ที่หลุดออกมาอย่างง่ายดายทำเอาผู้เป็นพ่อชะงัก
ผ่านไปพักใหญ่กว่าเยียนไป๋เหวินจะเรียกสติและหาเสียงของตัวเองเจอ “แกรู้ตัวใช่ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่”
“ผมรู้ตัวดีครับ” เยียนซิวตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเห็นกู่อายุวัฒนะปรากฏขึ้นในสุสาน แต่สายตาและความสนใจทั้งหมดของเขากลับไปโฟกัสอยู่ที่หลิ่วมู่มู่เพียงคนเดียว เขาก็รู้ใจตัวเองอย่างกระจ่างแจ้งแล้วว่า สิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงคืออะไร
มนุษย์ทุกคนย่อมหวั่นไหวเมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นอมตะอย่างกู่อายุวัฒนะ เว้นเสียแต่ว่าในวินาทีนั้น จะมีสิ่งอื่นที่มีอิทธิพลต่อหัวใจของพวกเขามากกว่าปรากฏขึ้นมาทดแทน
ทางเลือกครั้งนี้จะถูกหรือผิด คงต้องปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้ให้คำตอบ แต่สำหรับปัจจุบัน เยียนซิวไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้น เด็กคนนั้นคือ...”
“แฟนผมครับ”
ความบังเอิญที่รอคอย หลังจากกดวางสาย เยียนไป๋เหวินก็นั่งเอนหลังอยู่ในความเงียบของห้องหนังสืออยู่ครู่ใหญ่
ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะดังขึ้น เขาเคยหลงคิดว่าในชาตินี้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคงไม่มีวันเสียสติเพราะเรื่องทางโลก แต่เห็นได้ชัดว่าในฐานะคนเป็นพ่อ เขายังรู้จักตัวตนของลูกชายไม่รอบด้านพอ
เยียนซิวแตกต่างจากเด็กคนอื่นมาตั้งแต่จำความได้ ในช่วงวัยที่เด็กคนอื่นยังวิ่งไล่จับแมลงหรือเล่นซน พลังความสามารถของเยียนซิวกลับก้าวล้ำนำหน้านักพรตเสวียนผู้ฝึกตนมาหลายสิบปีไปไกลโข
แต่โลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ พลังที่แข็งแกร่งเกินวัยมักแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงและการสูญเสียเสมอ
ภาพความทรงจำเมื่อครั้งเยียนซิวอายุสิบสองปียังคงชัดเจน ในงานรวมญาติครั้งนั้น เด็กๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสา แต่เยียนซิวในฐานะพี่คนโตกลับถูกผู้ใหญ่ดุด่าตำหนิ ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้เกิดจากเขาแม้แต่นิดเดียว
ความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านทำให้เด็กชายไม่อาจควบคุมไอสังหารรุนแรงในร่างกายได้ ผลลัพธ์ในคืนนั้นคือสัตว์เลี้ยงในบ้านสิ้นใจตายเกลี้ยง และน้องๆ ของเขาต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิต
นั่นเป็นครั้งแรกที่เยียนซิวตระหนักถึงความน่ากลัวของตนเอง และรู้ซึ้งว่าการ ‘ควบคุมไม่ได้’ จะนำหายนะรูปแบบไหนมาสู่คนรอบข้าง
นับจากวันนั้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี เยียนซิวไม่เคยทำผิดพลาดซ้ำสอง เขาใช้ชีวิตอย่างรัดกุมและไม่ปล่อยให้มีเรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ แทรกซึมเข้ามาได้อีก
ทว่าวันนี้ เรื่องเหนือความคาดหมายนั้นก็ได้เกิดขึ้นจนได้
เยียนไป๋เหวินเองก็ตอบไม่ได้ว่านี่คือเรื่องดีหรือร้าย ย้อนกลับไปในอดีต บิดาของเขาเคยทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อหาทางแก้ดวงชะตาให้หลานชาย คำชี้แนะเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับจากผู้รู้คือ ให้เยียนซิวไปรอคอยวาสนาที่เมืองชิ่งเฉิงในช่วงเวลาที่กำหนด
วาสนาที่ว่ายังไม่ทันปรากฏ แต่กลับได้เห็นลูกชายผู้เย็นชาเปิดใจมีความรักเป็นครั้งแรก ก็ถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวผลกำไรที่คุ้มค่าแล้วกระมัง?
ปัญหาคือต่อจากนี้ เขาคงต้องวางแผนอย่างจริงจังว่าจะปิดข่าวเรื่องนี้อย่างไร ในเมื่อได้รับปากลูกชายไปแล้วว่าจะช่วยจัดการให้
อีกด้านหนึ่ง เยียนซิวเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า
“แอบคุยกับใครอยู่น่ะ”
สิ้นเสียงหวานใสนั้น แรงกระแทกเบาๆ ก็ปะทะเข้าที่แผ่นหลัง ท่อนแขนเรียวเล็กโอบรัดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น แม้จะมีแรงโถมเข้ามา แต่ร่างกายที่มั่นคงดุจหินผาของเขากลับไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย
หลิ่วมู่มู่ชะโงกหน้าออกมาจากด้านข้าง จ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พ่อฉันน่ะ” เยียนซิวตอบพลางบีบมือนุ่มนิ่มที่เกาะเอวเขาอยู่เบาๆ เป็นเชิงปราม
“อย่าขยับมั่วซั่ว ระวังแผลจะปริเอา”
“ฉันไม่ได้ขยับมั่วซั่วสักหน่อย คุณต่างหากที่ยั่วฉัน”
หลิ่วมู่มู่ใช้นิ้วเขี่ยวนไปมาบนฝ่ามือเขาอย่างซุกซน พยายามยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง
จะโทษเธอก็ไม่ได้ ในเมื่อผู้ชายคนนี้แค่ยืนเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ยังทำให้ใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะได้ ตอนนี้เขาตกเป็นของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว แน่นอนว่าเธอจะไม่ยอมปล่อยโอกาสรุ่มร่ามนี้ไปง่ายๆ
ทว่าเยียนซิวยังไม่ทันได้เอ่ยปากดุคนขี้เล่น เสียงกระแอมไอหนักๆ ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“อะแฮ่ม!”
ทั้งสองหันขวับไปมองที่ต้นเสียง ก็พบต่งเจิ้งหาวผู้เป็นพ่อยืนกอดอกมองมาไม่ไกลนัก
พอเห็นสายตาของเยียนซิวกับลูกสาวจับจ้องมา ต่งเจิ้งหาวก็รีบปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมจริงจัง “เก็บของเสร็จหมดแล้ว ลงไปข้างล่างกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อไปจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้”
“อ๋อค่ะ” หลิ่วมู่มู่รับคำสั้นๆ พลางลอบสังเกตว่าพ่อดูอารมณ์บูดบึ้งชอบกล
ความจริงพ่ออารมณ์ไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ปากจะบอกว่าเป็นพ่อสมัยใหม่ที่ใจกว้างดั่งมหาสมุทร แต่พอเห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนทำตัวแนบชิดกับแฟนหนุ่มต่อหน้าต่อตา หัวอกคนเป็นพ่อก็ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดใจให้คันยิบๆ อยู่ดี
นี่คงเป็นความกลัดกลุ้มที่คนเป็นพ่อทุกคนต้องเจอสินะ
ทั้งสามคนลงลิฟต์มาถึงชั้นล่าง ต่งเจิ้งหาวแยกตัวเดินดุ่มๆ ไปทำเรื่องที่เคาน์เตอร์บริการ ปล่อยให้เยียนซิวเดินประคองหลิ่วมู่มู่มุ่งหน้าไปทางประตูทางออก
บรรยากาศโถงชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ
ขณะนั้นเอง แม่ลูกคู่หนึ่งก็เดินลงมาจากบันไดเลื่อน ดูเหมือนว่าทั้งคู่กำลังมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงจนแทบจะเดินชนหลิ่วมู่มู่ เคราะห์ดีที่เยียนซิวตาไวคว้าตัวเธอหลบเข้าข้างทางได้ทันท่วงที
สองแม่ลูกคู่นั้นไม่ได้สังเกตเห็นเธอเลยแม้แต่น้อย ผู้เป็นแม่เอาแต่พูดรัวเร็วด้วยความหงุดหงิด “แม่บอกแล้วไงว่าจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลหมายเลขสองน่ะไม่ได้เรื่อง พ่อลูกมีหมอที่รู้จักกันดีอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปตรวจที่นั่นกัน”
เด็กสาวคนลูกดูเหมือนจะทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอโมโหจนน้ำตาไหลพราก ตะโกนสวนกลับไปทั้งน้ำตา “หนูบอกแม่แล้วไงว่าหนูไม่ได้ป่วย! เลิกยัดเยียดสักทีได้ไหม!”
หลิ่วมู่มู่หันขวับไปมองตามเสียงนั้นด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าใบหน้าของสองแม่ลูกคู่นี้ดูคุ้นตาเหลือเกิน
นี่มันสองแม่ลูกที่มาดูดวงกับเธอเมื่อไม่นานมานี้ชัดๆ จำได้แม่นเลยว่าคนแม่มาถามเรื่องลูกสาวจะสอบติดมหาวิทยาลัยไหม ส่วนคนลูกก็ด่ากราดหาว่าเธอเป็นสิบแปดมงกุฎ
เยียนซิวสังเกตเห็นว่าเธอจ้องมองคนอื่นจนตาไม่กะพริบ จึงก้มลงกระซิบถาม “มีอะไรหรือเปล่า”
“คนรู้จักน่ะ” ความอยากรู้อยากเห็นทำงานทันที หลิ่วมู่มู่รั้งแขนเยียนซิวไว้ไม่ให้เดินต่อ แล้วลากเขาให้เดินตามหลังสองแม่ลูกคู่นั้นไปห่างๆ
ดูท่าทางเด็กสาวคนนั้นคงจะอัดอั้นตันใจกับผู้เป็นแม่มานาน เธอเดินร้องไห้ฟูมฟายพร้อมระบายความคับแค้นใจออกมาไม่หยุด “แม่ไม่เคยฟังที่หนูพูดเลยสักครั้ง แค่คนอื่นบอกว่าหนูป่วย แม่ก็พร้อมจะจับหนูส่งโรงพยาบาลทันที!”
[จบบท]