บทที่ 170: พ่อตาคืออุปสรรคความรัก
“เรื่องนั้นหนูไม่ว่า แต่ทำไมแม่ต้องไปป่าวประกาศบอกอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย แม่ทำให้ทุกคนรู้กันไปทั่วว่าหนูต้องไปพบจิตแพทย์ แม่ต้องการให้เพื่อนทั้งห้องมองว่าลูกสาวตัวเองเป็นคนบ้าประสาทหลอนใช่ไหมถึงจะพอใจ!”
เสียงแหลมสูงของเด็กสาวตะโกนก้องทางเดินโรงพยาบาล ในขณะที่ผู้เป็นแม่อารมณ์เริ่มพังทลายลงจนมิอาจควบคุม ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นแหบพร่าและสั่นเครือ
“ทำไมลูกถึงได้พูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ ผลการเรียนตกต่ำแม่ก็ยังพอทำใจได้ แต่การที่ลูกไปมีเรื่องตบตีกับเพื่อนร่วมชั้นไม่เว้นแต่ละวัน ลูกดูสภาพตัวเองตอนนี้สิว่ามันดูได้ที่ไหน!”
“ก็แค่เพราะหนูไม่ได้โตมาเป็นเด็กดีว่าง่ายในแบบที่แม่วาดฝันไว้ แม่ก็เลยมองว่าหนูป่วยงั้นเหรอ”
“เพราะคำพูดพล่อยๆ แค่ประโยคเดียวของผู้ชายคนนั้น แม่ก็เลยจับหนูโยนมาโรงพยาบาล? แม่ลืมไปแล้วหรือไงว่าเขาแต่งงานใหม่ไปแล้ว เขาเป็นสามีของคนอื่นไปแล้วนะแม่!”
“ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของลูก เขามีสิทธิ์ที่จะอบรมสั่งสอนลูก”
เด็กสาวสะบัดมือของผู้เป็นแม่ที่เกาะกุมแขนไว้ออกอย่างแรงด้วยความรังเกียจ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “คนที่ป่วยไม่ใช่หนู แต่เป็นพวกแม่ต่างหาก!”
ร่างเล็กผลักฝูงชนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์แล้ววิ่งฝ่าวงล้อมออกไป เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปจากครรลองสายตา
ผู้เป็นแม่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่เหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วรีบวิ่งตามลูกสาวออกไปอย่างทุลักทุเล
หลิ่วมู่มู่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลเอ่ยวิจารณ์ขึ้นมาลอยๆ “เป็นละครดราม่าครอบครัวที่พล็อตเรื่องไม่ค่อยจะบันเทิงเท่าไหร่เลยนะ”
แม้จะได้ยินบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้นักพยากรณ์อย่างเธอเข้าใจปมขัดแย้งของแม่ลูกคู่นี้
คนเป็นแม่รักและห่วงใยลูกสาวมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน มิหนำซ้ำวิธีการแสดงออกยังผิดเพี้ยน แถมยังมีตัวแปรอย่างสามีเก่าเข้ามาแทรกแซง ส่วนคนเป็นลูกก็น่าจะกำลังอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน จึงไม่อาจเปิดใจทำความเข้าใจเจตนาของแม่ได้
ต่างคนต่างจุดยืน สถานการณ์แบบนี้ยากที่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิด
“ดูเรื่องชาวบ้านจบแล้วก็ไปกันเถอะ” เยียนซิวเอื้อมมือมาหิ้วคอเสื้อเธอให้เดินไปข้างหน้า
“ไม่ใช่การดูเรื่องชาวบ้านเพื่อความบันเทิงสักหน่อย ฉันกำลังแสดงความห่วงใยต่อว่าที่ลูกค้าของฉันในอนาคตต่างหาก”
หลิ่วมู่มู่พยายามแก้ต่างเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์อันดูดีของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ข้อแก้ตัวนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะเยียนซิวนั้นรู้จักนิสัยอยากรูอยากเห็นของเธอทะลุปรุโปร่งไปนานแล้ว
“ลูกค้าของเธอดูท่าทางจะไม่ต้องการความห่วงใยเพิ่มเติมจากคนนอกนะ” ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้
“บางที เธอควรจะแบ่งปันความห่วงใยนั้นมาให้แฟนของเธอบ้าง”
“หือ?” หลิ่วมู่มู่ทำหน้าสงสัย
“เขายังไม่มีข้าวมื้อเที่ยงตกถึงท้องเลย”
“ตายแล้ว…น่าสงสารจังเลย” หลิ่วมู่มู่รีบเข้าไปกอดแขนออดอ้อนเยียนซิวทันที
“งั้นมื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณเอง พวกเราไปกินหม้อไฟกันดีไหม เอาแบบน้ำซุปหม่าล่าเผ็ดจัดๆ เลย”
เนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่เพิ่งผ่านมา ทำให้หลายวันมานี้หลิ่วมู่มู่ต้องทนกินแต่อาหารรสจืดชืดอย่างโจ๊กและผักต้ม จนเก็บเอาไปฝันถึงของกินรสจัดจ้านจนน้ำลายไหล
เยียนซิวปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ดับฝันหวานของเธอจนมอด “สภาพร่างกายของเธอตอนนี้ยังกินเผ็ดไม่ได้ และแฟนของเธอก็ไม่ชอบกินเผ็ดด้วย”
“เชอะ คนเรื่องมาก” หลิ่วมู่มู่บ่นอุบอิบ
ฝันหวานที่จะได้กินของอร่อยเพื่อล้างปากพังทลายลงในพริบตา
สุดท้ายเยียนซิวก็ไม่ได้กินข้าวเที่ยงมื้อนั้นกับแฟนสาว เพราะหลิ่วมู่มู่ถูกต่งเจิ้งหาวที่รีบซิ่งรถตามมาทีหลังชิงตัวตัวตัดหน้าไปเสียก่อน
ด้วยเหตุผลอันชอบธรรมและหนักแน่นในฐานะพ่อว่า ลูกสาวเพิ่งได้รับบาดเจ็บหนัก จำเป็นต้องกลับไปพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายที่บ้านอย่างเคร่งครัด
เยียนซิวที่ต้องขับรถกลับสำนักงานตำรวจเมืองเพียงลำพัง พลันตระหนักรู้สัจธรรมข้อหนึ่งของโลกใบนี้ ไม่ว่าความสัมพันธ์พ่อลูกคู่นั้นจะลึกซึ้งหรือห่างเหินเพียงใด
แต่สำหรับลูกเขยแล้ว พ่อตาคือเสือร้ายที่ขวางทางรักบนเส้นทางแห่งความโรแมนติกเสมอ
เนื่องจากต้องพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ กว่าหลิ่วมู่มู่จะกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยได้ตามปกติก็ปาเข้าไปสัปดาห์ที่สองแล้ว
เพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นานเธอก็ขาดเรียนไปถึงสองรอบใหญ่ พอกลับมาเรียนจึงต้องเร่งปั่นการบ้านที่ค้างคาอยู่หลายวัน
เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนต้องสละเวลาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาติวเข้มให้เธอ ถึงจะช่วยฉุดกระชากลากถูให้เธอเรียนตามทันเนื้อหาที่ขาดหายไปได้
คนที่ดูจะสติแตกที่สุดเห็นจะเป็นเฉียนเสี่ยวเหมิง ผู้รับผิดชอบติววิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงให้กับหลิ่วมู่มู่
เธอกุมขมับแล้วเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าความสามารถในการสื่อสารของเธอมีปัญหาตรงไหน ทำไมอธิบายจนปากเปียกปากแฉะ หลิ่วมู่มู่ก็ยังทำหน้ามึนฟังไม่รู้เรื่องสักที!
ในที่สุดเว่ยเสวี่ยซึ่งทนดูไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะสงสารเฉียนเสี่ยวเหมิง หรือเพราะหมดศรัทธาในไอคิวของหลิ่วมู่มู่กันแน่ จึงเสนอทางออกว่า
“คณิตศาสตร์ขั้นสูงก็ช่างมันเถอะ ปล่อยวางซะ รอช่วงใกล้สอบปลายภาคพวกเราค่อยมารวมหัวกันเก็งข้อสอบให้มู่มู่แทนดีกว่า”
“นี่พวกเธอกำลังดูถูกมันสมองอันปราดเปรื่องของฉันอยู่นะ!” หลิ่วมู่มู่รีบยกมือประท้วง
เว่ยเสวี่ยปรายตามองเพื่อนสาวด้วยสายตาว่างเปล่า “สรุปสั้นๆ จะเอาโพยเก็งข้อสอบไหม”
“...เอา” คนจริงย่อมรู้จักยืดหยุ่นตามสถานการณ์
หลิ่วมู่มู่นำเรื่องราวการประนีประนอมอัน "น่าอับอาย" นี้ไปเล่าให้เยียนซิวฟังผ่านวิดีโอคอล โดยหวังว่าจะได้รับคำปลอบโยนให้ชื่นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบอันยาวนาน
ในหน้าจอวิดีโอ ฉากหลังของชายหนุ่มยังคงเป็นห้องทำงานที่คุ้นเคย แม้จะล่วงเลยเข้าสู่เวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว แต่เขาก็ยังคงนั่งทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น
“ทำไมคุณถึงเงียบไปล่ะ” หลิ่วมู่มู่เริ่มระแวงกับความเงียบผิดปกตินั้น
“ฉันแค่กำลังพิจารณาว่า ควรจะซื้อหนังสือแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาติดห้องทำงานไว้สักสองสามเล่มดีไหม เวลาว่างจะได้ช่วยติวให้เธอได้ตลอดเวลา” มุมปากของเยียนซิวยกยิ้มเจ้าเล่ห์
หลิ่วมู่มู่ทำหน้าตายถามกลับไป “คิดค่าเรียนแพงไหม”
“บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ค่าตัวต่อชั่วโมงคงไม่ถูกหรอกนะ” เยียนซิวแสร้งทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบกลับมา
หลิ่วมู่มู่แอบเบ้ปากในใจ มีอะไรน่าอวดกันนักหนา จบมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้วจะทำไม ไอคิวสูงเสียดฟ้าแค่ไหนก็ไม่เห็นจะเป็นอุปสรรคต่อการหาแฟนสาวที่ต้องอาศัยการเสี่ยงทายเพื่อสอบวิชาคณิตศาสตร์ให้ผ่านสักหน่อย!
“ถ้าแพงเกินไปฉันไม่จ้างหรอกนะ” เธอเชิดหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
เยียนซิวขยับใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้กล้องจนแทบจะชิด ราวกับต้องการจะส่งผ่านลมหายใจไปถึงเธอ เขาใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือกระแสยั่วยวนกระซิบผ่านลำโพง “เธอสามารถมาต่อรองราคากับฉันแบบตัวต่อตัวได้นะ”
หลิ่วมู่มู่ผู้มีภูมิต้านทานต่ำเตี้ยเรี่ยดินต่อเสน่ห์ของเขาถูกดาเมจเข้าไปเต็มๆ เธอพยายามเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม แล้วแกล้งวางมาดขรึม “งั้น... ฉันขอเก็บไปพิจารณาดูก่อนก็แล้วกัน”
การพิจารณาของหลิ่วมู่มู่ลากยาวไปจนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันเสาร์เธอมีนัดต้องไปดูเรือนพักในตรอกซงซู่ที่ถูกทำลายเสียหายกับต่งเจิ้งหาว พ่อต่งรับปากจะหาช่างมาซ่อมแซมและตกแต่งใหม่ให้ เธอจึงเหลือเวลาแค่วันอาทิตย์ไว้ให้เยียนซิว
เช้าตรู่วันเสาร์ ต่งเจิ้งหาวขับรถมารับหลิ่วมู่มู่ พร้อมด้วย "ตัวถ่วง" อีกสองคนที่ร้องตามมาด้วย ไปยังเรือนพัก
สภาพโครงสร้างของเรือนพักยังคงแข็งแรงดี แต่ตัวบ้านภายในถูกอุบัติเหตุประหลาดสารพัดรูปแบบทำลายไปจนเละเทะ โชคดีที่ตอนเกิดเหตุพวกเธอรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ความเสียหายบนชั้นสองจึงไม่รุนแรงเท่า
หลิ่วมู่มู่ยื่นคำขาดว่า ห้องของบอดหลิวที่ชั้นสองจะต้องถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมทุกตารางนิ้ว ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ส่วนห้องนอนอื่นๆ สามารถปรับปรุงตกแต่งใหม่ได้ตามความเหมาะสม
ต่งเจิ้งหาวจดจำรายละเอียดความต้องการของลูกสาวไว้ในใจอย่างแม่นยำ เขาเดินสำรวจดูทั้งชั้นบนและชั้นล่างอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยความมั่นใจ
“วางใจเถอะ เรื่องนี้ยกให้พ่อจัดการเอง พรุ่งนี้พ่อจะติดต่อช่างให้เข้ามาเริ่มงาน น่าจะใช้เวลาประมาณเดือนกว่าๆ ก็คงเสร็จเรียบร้อย”
หลิ่วมู่มู่ไม่ลืมที่จะกำชับให้เขาแจ้งยอดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมดให้เธอทราบ แต่ต่งเจิ้งหาวกลับโบกมือปัดอย่างไม่ไยดี “เงินเล็กน้อยแค่นั้น ลูกไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”
ชัดเจนว่า เขาไม่คิดจะให้หลิ่วมู่มู่ควักกระเป๋าจ่ายแม้แต่แดงเดียว
สำหรับต่งเจิ้งหาวแล้ว เงินจำนวนนี้คงเป็นแค่เศษเงินจริงๆ หลิ่วมู่มู่เลยคร้านจะเถียงด้วย แต่เพื่อเป็นการตอบแทน ตอนเที่ยงเธอจึงจองโต๊ะที่ภัตตาคารเก่าแก่ชื่อดังในย่านถนนขายของเก่าไว้เป็นพิเศษ ตั้งใจจะเลี้ยงข้าวต่งเจิ้งหาวมื้อใหญ่
ลูกสาวคนโตเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าว มีลูกชายคนเล็กและลูกสาวคนเล็กคอยนั่งประกบเป็นเพื่อนกิน ต่งเจิ้งหาวอารมณ์ดีจนยิ้มไม่หุบ
เด็กทั้งสามคนผลัดกันถือแก้วน้ำผลไม้ชนแก้วกับพ่ออย่างสนุกสนาน และแล้วภารกิจมอมเหล้าพ่อบังเกิดเกล้าก็ประสบความสำเร็จ ต่งเจิ้งหาวเมาพับลงไปกองอยู่ใต้โต๊ะด้วยความสุขเปี่ยมล้น
[จบบท]