บทที่ 175: ความเย็นเยียบที่หาคำตอบไม่ได้
ตู้เหยาดีดตัวลุกขึ้นยืนบนเตียงผู้ป่วย ร่างในชุดคนไข้ดูบอบบางแต่ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว เธอก้มมองชายผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่ข้างเตียงราวกับผู้พิพากษา แล้วตะคอกใส่หน้าเขา
“เอาสิ! ตีเลย ตีให้แรงๆ นะ ถ้าวันนี้พ่อกล้าแตะต้องตัวหนู หนูจะแจ้งตำรวจ แล้วหนูจะเอาโทรโข่งไปประกาศเรื่องบัดซบของพ่อหน้าโรงพยาบาลยี่สิบสี่ชั่วโมง ดูซิว่าใครมันจะขายหน้ากว่ากัน ยังไงหนูก็ไม่กลัวอยู่แล้ว!”
“ตู้เหยา! ใครสั่งสอนให้แกเป็นคนแบบนี้ ตัวแค่นี้ทำไมถึงได้จิตใจอำมหิตนัก!”
ตู้เจี้ยนอานโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เส้นเลือดปูดโปนด้วยความเดือดดาล ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าลูกสาวตัวดีจะทำเรื่องฉาวโฉ่จนปิดไม่มิดจริงๆ เขาคงฟาดสั่งสอนเด็กคนนี้ไปแล้ว
จางฉีที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระตุกแขนสามีอย่างแรงเพื่อเรียกสติ
“พอได้แล้วค่ะเจี้ยนอาน โตป่านนี้แล้วจะไปถือสาหาความอะไรกับเด็ก” น้ำเสียงของเธอเจือความรำคาญอย่างชัดเจน แต่ก็ได้ผลชะงัด ตู้เจี้ยนอานสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อจัดการสามีได้แล้ว เธอก็หันไปทางแม่ของตู้เหยา พร้อมปรับสีหน้าและน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
“เจี้ยนอานเขาหมายความว่า อีกไม่กี่วันจะทำเรื่องส่งตัวตู้เหยาไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในปักกิ่ง ฉันคุยกับคุณพ่อไว้แล้ว ท่านบอกว่าที่นั่นมีผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าอยู่สองท่าน อาจจะผ่าตัดเคสนี้ได้ คุณคิดว่ายังไงคะ”
ข้อเสนอนั้นทำให้แม่ของตู้เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้ารัวเร็วราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย “ไม่มีปัญหาค่ะ... ไม่มีปัญหาเลย ขอแค่ผ่าตัดรักษาลูกได้ จะให้ทำอะไรฉันก็ยอมเชื่อคุณทุกอย่าง”
ตู้เหยาได้ยินดังนั้นก็ทำท่าจะแย้งขึ้นมา แต่แม่ของเธอกลับคว้าแขนลูกสาวแล้วบีบแน่น สายตาของแม่ที่มองมาเต็มไปด้วยการขอร้องแกมบังคับ ทำให้เด็กสาวจำต้องกลืนคำพูดลงคอ แล้วขมวดคิ้วเงียบไปอย่างไม่เต็มใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ อีกสองสามวันคงมีหนังสือส่งตัวมา ช่วงนี้ตู้เหยาก็ให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลไปก่อน อย่าให้ไปเดินเพ่นพ่านที่ไหน”
“คุณวางใจได้เลยค่ะ แกจะไม่ไปไหนแน่นอน ขอบคุณนะคะ ขอบคุณคุณจริงๆ” แม่ของตู้เหยารับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ พลางกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางฉีเพียงแค่โบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ยังไงแกก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจี้ยนอาน”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจสามีที่ยืนอยู่ ตู้เจี้ยนอานหันกลับมาถมึงตาใส่ลูกสาวอย่างอาฆาตมาดร้ายทีหนึ่ง ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวตามภรรยาใหม่ไป
บรรยากาศตึงเครียดในห้องจางหายไปพร้อมกับการจากไปของคนทั้งคู่ แม่ของตู้เหยาราวกับเพิ่งได้ลมหายใจคืนมา เธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา
“เหยาเหยา เช้านี้ลูกอยากกินอะไร เดี๋ยวแม่ลงไปซื้อให้”
ตู้เหยาหมดอารมณ์จะทะเลาะกับแม่ จึงตอบไปสั้นๆ “โจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่เนื้อ”
“ได้จ้ะ รอเดี๋ยวนะลูก แม่จะรีบไปรีบมา”
ทว่ายี่สิบนาทีต่อมา เมื่อผู้เป็นแม่หิ้วถุงโจ๊กกลับมาถึงห้องพัก ก็พบเพียงความว่างเปล่า ตู้เหยาหายตัวไปแล้ว
ตู้เหยาเองก็แทบไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเดินออกจากโรงพยาบาลมาได้ง่ายดายขนาดนี้ ความรู้สึกประหลาดใจเจือปนไปกับความโล่งอก
เธอไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน แค่ก้าวขาออกจากประตูห้องพัก เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาของหมอและพยาบาลเวรที่คอยลอบมองมาตลอด พวกเขาทำเหมือนเธอนักโทษที่ต้องถูกจับตามองทุกฝีก้าว
แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป ทั้งที่ตอนแรกพวกเขาก็ยังมองเธออยู่ แต่จู่ๆ สายตาเหล่านั้นก็ว่างเปล่า
ราวกับมองไม่เห็นการมีตัวตนของเธอ ปล่อยให้เธอเดินปะปนกับฝูงชนลงลิฟต์ จนกระทั่งเดินผ่านประตูหน้าโรงพยาบาลออกมา ก็ไม่มีใครเข้ามาขัดขวางแม้แต่คนเดียว
ทว่าเมื่อมายืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดข้างถนน ตู้เหยากลับเคว้งคว้าง ไม่รู้จะพาตัวเองไปที่ไหน
บ้านคือที่ที่กลับไปไม่ได้ กลับไปตอนนี้ก็รังแต่จะถูกลากตัวกลับมา
โรงเรียนก็ไปไม่ได้ แล้วจะให้ไปแจ้งความอย่างนั้นหรือ? ตำรวจที่ไหนจะเชื่อเด็กสาวที่มีหลักฐานทางการแพทย์มัดตัวแน่นหนาว่าท้อง พวกเขาคงมองว่าเธอเป็นเด็กใจแตกที่กุเรื่องขึ้นมาเองเสียมากกว่า
สุดท้าย... เธอก็โบกรถแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทางไปยังถนนขายของเก่า
เธอเองก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม แต่วินาทีนี้ เธอแค่อยากไปเจอ “สิบแปดมงกุฎ” คนนั้นที่เคยเจอเมื่อวันก่อน
อาจเป็นเพราะในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ คนคนนั้นเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมหยุดฟังเสียงของเธอ...
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้มาตั้งแผงทำมาหากินนานแล้ว พออากาศเริ่มร้อนอบอ้าว เธอก็เลิกกิจการชั่วคราว อีกอย่างช่วงนี้เธอมีภาระรัดตัว ทั้งต้องดูแลคนในบ้านและใช้เวลาวันหยุดขลุกอยู่กับเยียนซิว จนไม่มีเวลามานั่งหาเงิน
วันนี้เธอติดสอยห้อยตามต่งเจิ้งหาวมาที่ถนนขายของเก่าเพื่อดูความคืบหน้าการตกแต่งบ้านหลังเล็ก และถือโอกาสแวะซื้อเสบียงกลับบ้าน
ที่นี่มีร้านขนมเปี๊ยะโบราณเจ้าเก่าที่รสชาติเด็ดดวง หลิ่วมู่มู่จัดแจงซื้อมาถุงใหญ่กะว่าจะแบ่งให้ต่งเยว่สักครึ่งหนึ่ง ระหว่างทางเดินผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ไม่ลืมแวะซื้อไอศกรีมมาหลายแท่ง แกะกินเองแท่งหนึ่งแก้ร้อน เดินทอดน่องอย่างสบายใจ
ขากลับเธอเดินผ่านทำเลทองที่บอดหลิวเคยใช้ตั้งแผง ตอนนี้ถูกจับจองโดยนักพยากรณ์หน้าใหม่ หลิ่วมู่มู่ชะลอฝีเท้าแล้วชำเลืองมอง
ชายชราคนนั้นดูภูมิฐานด้วยหนวดเครายาวเฟิ้ม สวมชุดนักพรตเต๋าเต็มยศ ติดอยู่นิดเดียวตรงที่หน้าตาดูขี้ริ้วขี้เหร่ไปหน่อย
เขากำลังจับมือหญิงชราคนหนึ่งเพื่อดูลายมือ โดยมีกลุ่มคนมุงดูด้วยความสนใจ หลิ่วมู่มู่เห็นดังนั้นจึงขยับเข้าไปร่วมวงด้วย
นักพรตเฒ่าลูบมือที่เต็มไปด้วยหนังด้านแข็งของหญิงชรา แล้วทำเสียงขึงขังฟันธงว่าสมัยสาวๆ หญิงชราต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หญิงชราได้ฟังก็ตื้นตันจนน้ำตาซึม ปักใจเชื่อทันทีว่าเจอผู้วิเศษเข้าให้แล้ว
หลิ่วมู่มู่มองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าในใจ... หลอกกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ
คนมือด้านขนาดนั้น ใครดูก็รู้ว่าผ่านงานหนักมาทั้งชีวิต สรุปง่ายๆ ก็คือชีวิตลำบากนั่นแหละ ใครมีตาเขาก็มองออก ไม่ต้องใช้ญาณวิเศษอะไรเลย
ขณะที่เธอกำลังลุ้นว่าตาเฒ่าจอมปลอมจะพ่นน้ำลายอะไรออกมาอีก จู่ๆ ก็มีแรงสะกิดเบาๆ ที่ด้านหลัง
หลิ่วมู่มู่หันขวับไปมอง แล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ “อย่าบอกนะว่าเธอมาดูดวง”
ตู้เหยาเดินวนเวียนอยู่บนถนนสายนี้จนขาแทบขวิด เดิมทีเธอถอดใจจะกลับแล้ว แต่ขาลากพาเธอกลับมาหยุดที่แผงดูดวงนี้อีกครั้ง แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อเธอเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยของหลิ่วมู่มู่
ความรู้สึกนั้นเหมือนคนที่เดินหลงทางอยู่ในถ้ำมืดมิด แล้วจู่ๆ ก็เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
อาจฟังดูเกินจริง แต่สำหรับตู้เหยาในเวลานี้มันเป็นเช่นนั้น เพียงแค่เห็นหน้าหลิ่วมู่มู่ ความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกก็ดูเหมือนจะทุเลาลง
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ตู้เหยาก็หลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “ใช่... ฉันมาหาเธอ อยากให้เธอช่วยดูดวงให้หน่อย”
หลิ่วมู่มู่เลิกคิ้วสูง “เธอจะดูเรื่องอะไร”
ริมฝีปากของตู้เหยาสั่นระริกขณะเอ่ยคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ “เธอช่วยทำนายให้หน่อยได้ไหม... ว่าทำไมฉันถึงท้อง”
หลิ่วมู่มู่กระพริบตาปริบๆ นึกว่าหูฝาด “อะไรนะ”
ตู้เหยายกมือขึ้นกอดตัวเอง ถูท่อนแขนไปมาหวังสร้างความอบอุ่น ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทามากขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่มองมายังหลิ่วมู่มู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน
“พวกเขาบอกว่าฉันตั้งท้อง... แต่ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นเลย ไม่เคยเลยจริงๆ...”
“นี่เธอหนาวเหรอ” หลิ่วมู่มู่สังเกตเห็นอาการสั่นเทาผิดปกติของอีกฝ่ายจึงถามขึ้น
“ไม่รู้ทำไม... ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ฉันรู้สึกหนาว... หนาวไปหมดทั้งตัว”
หลิ่วมู่มู่ยื่นมือออกไปกุมมือของเด็กสาวเอาไว้ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน เธอก็ต้องสะดุ้ง ผิวสัมผัสของตู้เหยาเย็นเฉียบราวกับเธอกำลังจับก้อนน้ำแข็งแช่แข็ง
วินาทีนั้นเอง ป้ายนักพยากรณ์ที่พกติดตัวก็เริ่มแผ่ความร้อนวูบวาบออกมา ในขณะที่ตู้เหยาก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นสายหนึ่งที่ไหลผ่านฝ่ามือของหลิ่วมู่มู่เข้ามา
ความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านขับไล่ความหนาวเหน็บในกายให้จางหายไป ทว่า... มีเพียงจุดเดียวที่ความอบอุ่นนั้นเจาะเข้าไปไม่ถึง คือบริเวณท้องน้อยของเธอ
ที่ตรงนั้นยังคงมีความเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ราวกับมีก้อนน้ำแข็งอาถรรพ์ฝังรากลึกอยู่ภายใน รอคอยเวลาที่จะกัดกินชีวิตของเธอ
[จบบท]