บทที่ 18: อาจารย์หนิง
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเจียกับเจียงหลีจะไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่นัก แต่ในสถานการณ์นี้ เธอก็ยังเลือกที่จะยืนอยู่ข้างพี่สาวของตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีคนนอกเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคนก็หมายความว่า กำลังจะมีคนมาแย่งชิงทรัพย์สมบัติส่วนที่ควรจะเป็นของพี่สาวและหลานชายของเธอไป
จานหงเย่แสดงท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “นี่... แต่ผมจำได้ว่าเหล่าต่งเขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้นะ”
เจียงเจียหัวเราะเยาะในลำคอ “จะสนทำไมล่ะคะว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ วันหลังคุณช่วยนัดอาจารย์หนิงให้หน่อยสิคะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้พี่สาวพาคนทั้งครอบครัวมาด้วย พอเขาได้เจอหน้า ได้ฟังที่อาจารย์พูดเข้า เดี๋ยวก็ต้องเชื่อเองนั่นแหละ”
อันที่จริง เมื่อก่อนเธอก็เคยเป็นพวกก้ำกึ่ง ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสไปพบกับอาจารย์ท่านนั้นพร้อมกับจานหงเย่
จึงได้ตระหนักว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าอยู่จริง หากอาจารย์หนิงไม่เก่งกาจจริง เธอก็คงไม่คิดใช้วิธีนี้เพื่อจัดการกับลูกเลี้ยงของพี่สาวหรอก
จานหงเย่ถูกภรรยาออดอ้อนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ยอมตกลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ก็ได้ๆ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”
เจียงเจียดีใจจนโผเข้ากอดเขาแน่น จานหงเย่โอบกอดร่างนั้นไว้ พลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย
***
ณ ห้างสรรพสินค้ากว่างหรงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองชิ่งเฉิง เจียงหลีผู้สะพายกระเป๋าราคาหลักแสน สวมใส่ชุดกระโปรงราคาแพงระยับ และก้าวย่างอยู่บนรองเท้าส้นสูง กำลังเดินนำอยู่ด้านหน้าด้วยท่วงท่าราวกับคุณหญิงคุณนายผู้สูงศักดิ์
ที่กำลังออกตรวจตราก็ไม่ปาน ขณะที่ต่งเจิ้งหาวและหลิ่วมู่มู่ซึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังนั้น กลับมีสภาพอิดโรยราวกับหุ่นไม้ที่ไร้วิญญาณ พวกเขาปรารถนาให้มีใครสักคนมาฉุดลากให้เดินไปข้างหน้าเสียด้วยซ้ำ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อคืนเจียงหลีไปนอนท่าไหนสมองถึงได้กระทบกระเทือนหรืออย่างไร เพราะตั้งแต่เช้าตรู่ เธอก็ประกาศกร้าวว่าจะพาสามีและลูกเลี้ยงไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้หลิ่วมู่มู่
โดยที่ทั้งสองคนต้องไปด้วยกัน ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด ด้วยความที่เธอเร่งรัดมากเกินไป หลิ่วมู่มู่จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบเหรียญขึ้นมาทำนายดวงชะตารายวันก่อนออกจากบ้านตามกิจวัตร
หลังจากเดินเตร็ดเตร่มาตลอดทั้งเช้า มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ซ้ำๆ วนไปวนมาจนแทบสิ้นหวัง เธอรู้สึกว่านิ้วเท้าของตัวเองกำลังประท้วงอยากจะหนีออกจากบ้านเต็มทนแล้ว
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ” ต่งเจิ้งหาวเอ่ยขึ้น เขาไม่ใช่คนขี้เหนียวหรือเสียดายเงิน
แต่สภาพร่างกายของเขามันไม่ไหวจริงๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจียงหลีที่ยังคงดูกระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังงาน น้ำเสียงของเขาก็เลยเจือความรู้สึกทึ่งไปโดยไม่รู้ตัว
เจียงหลีหันกลับมา เมื่อเห็นสภาพเหมือนผีดิบเดินได้ของคนทั้งสอง เธอก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ก็ได้ค่ะ งั้นเราไปหาอะไรกินกันก่อน ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว”
ต่งเจิ้งหาวไม่มีอารมณ์จะไปซักไซ้แล้วว่าเธอจองร้านไหนไว้ ขอแค่ไม่ต้องเดินชอปปิงต่อ จะให้ไปที่ไหนเขาก็ยอมทั้งนั้น ในไม่ช้า ทั้งสามคนก็มาถึงคลับเฮาส์ส่วนตัวที่เจียงหลีได้จองเอาไว้ล่วงหน้า
พวกเขาทั้งสามเพิ่งจะนั่งลง ยังไม่ทันได้สั่งอาหาร ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเคาะเบาๆ ก่อนที่ร่างของเจียงเจียจะเดินเข้ามา “บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้พี่เขยก็มาทานข้าวที่นี่ด้วยเหรอคะ”
ต่งเจิ้งหาวเองก็รู้สึกว่ามันช่างบังเอิญจริงๆ เขาจึงยิ้มและทักทายเธอกลับไป “เธอมาทานข้าวกับเพื่อนเหรอ”
“เปล่าค่ะ ฉันมากับเหล่าจานค่ะ พอดีมาเจอกันแล้ว งั้นเรารวมโต๊ะกันเลยดีไหมคะ”
“ไม่รบกวนพวกเธอดีกว่า” ต่งเจิ้งหาวปฏิเสธอย่างสุภาพ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจานหงเย่มันค่อนข้างจะพูดยาก ทั้งยังไม่ค่อยมีเรื่องอะไรจะคุยกันอยู่แล้ว
ทว่าเจียงหลีกลับพูดแทรกขึ้นมา แถมยังตอบตกลงไปดื้อๆ “ดีเลยจ้ะ พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับเธออยู่เหมือนกัน”
พูดจบ เธอก็หันไปมองต่งเจิ้งหาว แล้วพูดเกลี้ยกล่อม “ไปเถอะค่ะ วันนั้นที่งานเลี้ยงมันวุ่นวายไปหน่อย เรายังไม่ได้แนะนำมู่มู่ให้น้องเขยรู้จักอย่างเป็นทางการเลยนะคะ”
“เหล่าจางยังบ่นกับฉันอยู่เลย ว่าเสียดายที่วันนั้นได้เจอหน้าลูกสาวพี่เขยแค่แป๊บเดียว
“นั่นสิคะ เหล่าจางยังบ่นกับฉันอยู่เลย ว่าเสียดายที่วันนั้นได้เจอหน้าลูกสาวพี่เขยแค่แป๊บเดียวเอง เขายังอยากจะแนะนำให้รู้จักกับจานนีอยู่เลยค่ะ” เจียงเจียรีบกล่าวเสริม
เมื่อเห็นว่าทั้งภรรยาและน้องภรรยาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน ต่งเจิ้งหาวก็เลยไม่ได้ยืนกรานปฏิเสธอีกต่อไป “ก็ได้ๆ”
ทั้งสามคนจึงย้ายไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ติดกัน ห้องนั้นเป็นห้องขนาดใหญ่สำหรับสิบกว่าคน แต่ทว่าก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา ข้างในกลับมีเพียงจานหงเย่ กับชายวัยกลางคนในชุดจงซานสีดำสนิทที่ดูหน้าตาไม่คุ้นเคยอีกหนึ่งคนเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ามีคนนอกอยู่ที่นี่ด้วย ต่งเจิ้งหาวก็นึกว่าจานหงเย่กำลังพบปะพูดคุยกับคู่ค้าทางธุรกิจ เขาจึงรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ ที่ตอบตกลงมา
แต่จานหงเย่กลับลุกขึ้นต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “มากันแล้ว เชิญนั่งเลยครับ”
ทันทีที่ต่งเจิ้งหาวนั่งลง จานหงเย่ก็เริ่มแนะนำชายในชุดจงซานที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาก่อน “นี่คือพี่เขยของผมครับ คุณต่งเจิ้งหาว”
จากนั้น เขาก็หันมาแนะนำให้ต่งเจิ้งหาวได้รู้จัก “ส่วนท่านนี้คือคุณหนิง เป็นเพื่อนของผมเองครับ”
ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ฉากหน้าพวกเขาก็ยังรักษามารยาทต่อกันได้เป็นอย่างดี ต่งเจิ้งหาวหันไปยื่นมือให้คุณหนิง
“สวัสดีครับ คุณหนิง”
คุณหนิงมีสีหน้าที่ค่อนข้างเย็นชา แต่ก็ยอมยื่นมือออกมาจับทักทาย “เชิญนั่งกันตามสบายเลยครับ”
จานหงเย่ผายมือ ก่อนจะหันไปมองหลิ่วมู่มู่ เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน “มู่มู่ใช่ไหม วันนั้นยุ่งๆ น่ะ น้าเลยลืมแนะนำเสี่ยวหนีให้เธอรู้จักเลย ไว้วันหลังมาเที่ยวที่บ้านน้านะ”
จานหงเย่เป็นคนหน้าตาดี ทั้งยังวางตัวสุภาพอ่อนโยน เมื่อมานั่งอยู่ข้างๆ ต่งเจิ้งหาวที่เริ่มอ้วนฉุไปตามวัย มันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
หลิ่วมู่มู่ได้แต่คิดในใจอย่างอดไม่ได้ นี่แหละคือผลของการไม่ดูแลตัวเอง โดนเปรียบเทียบจนด้อยกว่าไปเลยเห็นไหม แต่เมื่ออีกฝ่ายทักทายอย่างมีมารยาท เธอก็ยิ้มตอบกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน คุณหนิงคนนั้นก็เอาแต่จ้องมองหลิ่วมู่มู่ไม่วางตา สายตาของเขาจ้องตรงมาอย่างโจ่งแจ้งจนหลิ่วมู่มู่ยากที่จะทำเป็นไม่สนใจได้ เธอจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
แต่เขากลับเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสียก่อน หลิ่วมู่มู่ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจนัก ด้วยเพราะตอนนี้เธอทั้งเหนื่อยทั้งหิว สิ่งเดียวที่เธอต้องการคืออาหาร ไม่ใช่อย่างอื่น
อาหารโต๊ะนี้จานหงเย่สั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว พอพวกเขาตามมาสมทบก็แค่สั่งเพิ่มอีกสองสามอย่างเท่านั้น ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นาน พนักงานก็นำอาหารมาเสิร์ฟ หลิ่วมู่มู่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารอย่างตั้งใจ ไม่ได้สนใจพวกผู้ใหญ่ที่ยังคงพูดคุยกันอยู่เลย
ไม่รู้ว่าคุยกันอีท่าไหน อยู่ๆ หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของหวังกุ้ยเซียงที่เสียชีวิตไปแล้ว แน่นอนว่าหัวข้อนี้ต่งเจิ้งหาวไม่ใช่คนเริ่มพูดแน่ๆ
เพราะทุกวันนี้เขายังคงจมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องสูญเสียแม่ไปอยู่เป็นพักๆ แต่กลับเป็นคุณหนิงคนนั้นที่เริ่มพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน
เขาเห็นว่าต่งเจิ้งหาวไม่ดื่มเหล้า แต่กลับหันมาดื่มชาแทน เขาจึงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะจิบชาตาม แล้วเอ่ยขึ้น “สมัยนี้คนอย่างคุณต่งที่ยังยินดีปฏิบัติตามธรรมเนียมโบราณในการไว้ทุกข์ยังมีไม่มากแล้วนะครับ”
ต่งเจิ้งหาวชะงักไปในตอนแรก ก่อนจะหันไปมองจานหงเย่ จานหงเย่เองก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเช่นกัน ยังไม่ทันที่ต่งเจิ้งหาวจะได้อ้าปากพูด เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเสียเอง “คุณหนิงรู้ได้ยังไงครับว่าพี่เขยของผมกำลังไว้ทุกข์”
คุณหนิงพูดด้วยท่าทีสบายๆ “ราศีเรือนพ่อแม่ของคุณต่งมีดาวร้ายโคจรเข้ามาทับอยู่ ช่วงนี้คงมีญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเสียชีวิตไปใช่ไหมครับ”
แม้ว่าคำพูดนั้นจะฟังดูเร้นลับน่าเลื่อมใส แต่ต่งเจิ้งหาวก็ยังคงมองคนทั้งสองอย่างไม่ไว้วางใจ เขาสงสัยว่านี่เป็นการจัดฉากของจานหงเย่เพื่อหลอกเขาหรือเปล่า อีกอย่าง ข่าวการเสียชีวิตของแม่เขาก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว
[จบบท]