บทที่ 187: ร่องรอยสีคราม
"แล้วเรื่องดวงชะตาล่ะ จะเป็นยังไง"
"ดวงคนเราไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ซะหน่อย เดิมทีพื้นดวงของเด็กคนนั้นก็แค่คนธรรมดา แต่ถ้าผ่านเคราะห์ครั้งนี้แล้วรอดตายไปได้ ไม่แน่ว่าเส้นทางชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปบ้างก็ได้"
ฟางชวนกระตุกยิ้มมุมปาก พยักหน้าเบาๆ "ฟังดูแล้วก็น่าคาดหวังอยู่เหมือนกัน"
นายตำรวจหนุ่มหันไปมองเด็กสาวที่กำลังนั่งเล่นอยู่ไม่ไกล "เธอเล่นไปก่อนเถอะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว ถ้าที่ปรึกษาเยียนกลับมาเมื่อไหร่ก็ฝากบอกคนให้ไปตามฉันด้วยแล้วกัน"
หลิ่วมู่มู่โบกมือไล่หยอยๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง "จะไปก็รีบไป อย่ามัวแต่ลีลาชักช้า"
จังหวะที่ฟางชวนกำลังก้าวเท้าจะเดินออกไป เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เขาล้วงออกมาดูก่อนจะกดรับสายด้วยความประหลาดใจ "ฮัลโหล สวัสดีครับ นั่นใครครับ"
เสียงจากปลายสายพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ฟางชวนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแบ่งรับแบ่งสู้ "ช่วงนี้งานผมยุ่งมากครับ อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่"
ความเงียบเข้าครอบงำบทสนทนาอีกครั้ง ผ่านไปสักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา "ก็ได้ครับ... ถ้าคุณสะดวกแบบนั้นนะ"
ฟางชวนกดวางสาย สีหน้าดูพิลึกชอบกล เขาหันกลับมาทางหลิ่วมู่มู่ที่กำลังมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เมื่อกี้คนที่ฉันไปดูตัวด้วยโทรมาน่ะ"
"อ้าว เธอกะจะสานสัมพันธ์กับคุณต่อเหรอคะ"
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น ฉันบอกเธอไปแล้วว่างานยุ่งมาก เธอกลับบอกว่านัดเจอกันตอนเช้าก็ได้ แค่มานั่งกินมื้อเช้าเป็นเพื่อนกันก่อนฉันเข้างาน..." พูดจบเขาก็เกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
"ผู้หญิงสมัยนี้เขารุกหนักกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
ประสบการณ์การดูตัวที่ผ่านมา ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ติดที่เขาไม่มีเวลาสานต่อ ทุกอย่างก็เลยจบเห่ไม่เป็นท่าทุกราย
แต่รายนี้มาแปลกกว่าชาวบ้าน ถึงขนาดเสนอตัวมานั่งกินมื้อเช้าด้วยกันเหมือนเป็นการเดตได้ ทั้งที่เพิ่งเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นจากสิ่งที่ทำอยู่ กวาดสายตามองฟางชวนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนขบขัน "ไม่แน่ว่ารสนิยมของเธออาจจะชอบผู้ชายหน้าเหลี่ยมก็ได้นะคะ ใครจะไปรู้"
ฟางชวนได้ยินดังนั้นก็รีบแย้งทันควัน "เขาเรียกว่าหน้าทรงอักษรกั๋วตามมาตรฐานต่างหาก ผู้ชายที่มีโครงหน้าแบบนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์มั่นคง”
“พึ่งพาได้ เธอรู้ไหมว่าไอ้หน้าเหลี่ยมๆ ที่เธอว่าเนี่ย ช่วยบวกคะแนนความน่าเชื่อถือในอาชีพตำรวจให้ฉันตั้งเท่าไหร่"
"อ๋อ... แต่ความน่าเชื่อถือที่ว่า มันก็ไม่ได้ช่วยให้หน้าทื่อๆ ของคุณได้เปรียบในตลาดหาคู่เลยนี่นา"
ฟางชวนสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังราวกับผู้ใหญ่กำลังอบรมเด็กดื้อ
"มู่มู่ ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะตั้งเป้าว่าจะต้องหาแฟนแบบเยียนซิวให้ได้หรอกนะ จะบอกให้ว่าเรตติ้งของฉันน่ะดีมาก ที่ล้มเหลวทุกครั้งไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะฉันทำงานล่วงเวลาจนไม่มีเวลาไปเดตต่างหาก"
ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนหลิ่วมู่มู่ที่ใช้เกณฑ์หน้าตาเป็นตัวตัดสินแฟนในอนาคต
อีกอย่าง ต่อให้เยียนซิวจะหน้าตาดีแค่ไหน แต่ครองตัวเป็นโสดมาตั้งกี่ปี รอไปรอมาสุดท้ายก็ได้อะไร ได้เชิญบรรพบุรุษกลับไปบูชาที่บ้านองค์หนึ่งน่ะสิ
"จ้าๆ พ่อหัวหน้าทีมฟางผู้มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง" หลิ่วมู่มู่ทำหน้าไม่เชื่อถืออย่างเปิดเผย ไม่มีทางที่เธอจะเดาผิด ฟางชวนเนี่ยนะเรตติ้งดี เชื่อก็กินหญ้าแล้ว
***
สองชั่วโมงผ่านไป บรรยากาศในสถานีตำรวจเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อเยียนซิวพากำลังคนกลับมาพร้อมกับกลุ่มบุคคลสำคัญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวน หัวหน้าบริษัทรักษาความปลอดภัย และทนายความท่าทางเขี้ยวลากดินอีกหนึ่งคน
แม้ปากของรองผู้อำนวยการจะพร่ำบอกว่ายินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ภาษากายและท่าทางที่แสดงออกกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ดูไม่ได้มีความเต็มใจจะร่วมมือแม้แต่น้อย
หน่วยงานที่รับหน้าเสื่อในตอนนี้ยังไม่ใช่แผนกสืบสวนคดีพิเศษ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เหตุการณ์ที่ตู้เหยากับหลิ่วมู่มู่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่กวดจึงถูกระบุว่าเป็นเพียงคดีวิวาททั่วไปชั่วคราว
เยียนซิวเดินเข้ามาสมทบด้านใน เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟางชวนเพิ่งเสร็จสิ้นการสอบปากคำกลุ่มรปภ.พอดี
ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ได้ข้อมูลมาบ้าง แต่ล้วนเป็นข้อมูลขยะที่ไม่ได้ช่วยไขคดี
รปภ.ทั้งหกคนยอมรับสารภาพว่าไล่ตามตู้เหยาจริง แต่พวกเขายืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าได้รับการว่าจ้างจากพ่อแท้ๆ ของเด็กสาว
เจตนาเพียงแค่อยากพาตัวลูกสาวกลับบ้าน ไม่ได้คิดจะทำร้ายร่างกาย ยอมรับผิดแต่โดยดีว่ากระทำการเกินกว่าเหตุ พร้อมจะขอโทษและก้มหน้ารับโทษตามกฎหมาย
ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ตื้นลึกหนาบางมาก่อน ก็คงมีคนหลงเชื่อการแสดงละครตบตาด้วยความสำนึกผิดอันจอมปลอมของคนพวกนี้ไปแล้ว
ฟางชวนเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดออกมาจากห้องสอบสวน เห็นเยียนซิวยืนกอดอกรออยู่แล้ว
เขาหันไปสั่งการลูกน้องให้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งหกส่งต่อให้แผนกอื่นรับช่วงต่อ ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานรับมือกับทนายความปากกล้าของโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนไปก่อน จากนั้นจึงหันมาถามคนที่ยืนรออยู่
"เป็นไงบ้าง ทางฝั่งนายได้เรื่องอะไรมาบ้างไหม"
"ทางโรงพยาบาลทำความสะอาดสถานที่ไว้เนี๊ยบมาก แต่ถึงจะเก็บกวาดดียังไงก็ยังทิ้งร่องรอยการเคลื่อนไหวของซากทารกเอาไว้เพียบ รวมไปถึงของอย่างอื่นด้วย"
ดวงตาของฟางชวนวาวโรจน์ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำบอกใบ้ "ของอย่างอื่นที่ว่าคืออะไร"
"ในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีสองห้อง มีกลิ่นตกค้างของพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าหญ้าสีคราม"
ฟางชวนทำหน้าฉงน เยียนซิวจึงอธิบายขยายความให้ฟัง "มันเป็นพืชพิเศษในวงการไสยเวท สรรพคุณหลักคือเป็นยาชาที่ระงับอาการปวดได้อย่างชะงัด กลิ่นของมันจะจางมากแต่ติดทนนาน"
"แล้วมันบอกอะไรเราได้ล่ะ เราคงเอาเรื่องกลิ่นไปออกหมายจับใครไม่ได้หรอกนะ"
"มันบอกได้ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ เวลาที่ต้องรักษาคนไข้ระดับวีไอพี อาจจะมีการแอบใช้วิธีการรักษาแบบพิเศษร่วมด้วย คนปกติทั่วไปเขาไม่ใช้หญ้าสีครามกันหรอก"
พืชชนิดนี้มีฤทธิ์ระงับปวดดีเยี่ยม โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย แต่มันเปรียบเสมือนดาบสองคม
เพราะมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงมากสำหรับคนธรรมดา หากได้รับในปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆ สารในพืชจะเข้าไปทำลายระบบประสาทและสมอง ทำให้ร่างกายเกิดการกลายพันธุ์จนมีสภาพไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดหรือศพเดินดิน
แม้แต่ในวงการนักพรตและหมอผี หญ้าสีครามยังถูกจัดเป็นพืชควบคุมเข้มงวดที่ห้ามใช้สุ่มสี่สุ่มห้า
"นายกำลังจะบอกว่า นอกจากใช้หญ้าสีครามแล้ว พวกเขาอาจจะใช้วิธีสกปรกอื่นรักษาคนไข้ด้วยงั้นสิ" ฟางชวนประมวลผลและเข้าใจความนัยของเยียนซิวทันที
ถึงสำนักงานใหญ่จะเข้มงวดกวดขันแค่ไหน แต่ตลาดมืดก็ไม่เคยตาย มีอุปสงค์ก็ย่อมมีอุปทาน เศรษฐีที่ยอมจ่ายเงินไม่อั้นเพื่อแลกกับสุขภาพที่แข็งแรง หรือเพียงเพื่อให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตไม่ต้องทนทุกข์ทรมานย่อมมีอยู่เกลื่อนเมือง
ในเมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันหมดหนทางเยียวยา หากมีช่องทาง พวกเขาก็พร้อมจะขวนขวายหายาวิเศษมาใช้โดยไม่สนวิธีการ
ในเมื่อโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนกล้าใช้หญ้าสีครามกับลูกค้าวีไอพี ใครจะกล้ารับประกันว่าพวกเขาจะไม่มีบริการทางการแพทย์แบบ 'พิเศษ' อย่างอื่นอีก เรื่องพรรค์นี้มีแค่ไม่เคยทำ กับทำมาจนชินมือ เงินก้อนโตกองอยู่ตรงหน้าใครจะปฏิเสธลง
และการรักษาแบบนี้ ในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรง
มีเพียงยาพิเศษบางตัวที่มีความปลอดภัยสูงและผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดจากสำนักงานใหญ่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ โรงพยาบาลที่ได้รับสิทธิ์ก็มีจำกัด และโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ได้รับอนุญาตนั้น
สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ ถ้าพูดกันตามตรง มันก็คือการทดลองในมนุษย์แบบผิดกฎหมายดีๆ นี่เอง
ในเมื่อสืบหาตัวการใหญ่ผ่านทางแม่เจียงซือกับซากทารกไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนมุมมองการสืบสวน
ต่อให้คนไข้วีไอพีที่มารักษาจะไม่ใช่เคสโรคร้ายแรงทุกคน แต่ขอแค่มีสักคนที่เคยมารับการรักษาแบบพิเศษแล้วเดินออกจากโรงพยาบาล เราไล่เช็กประวัติทีละคนยังไงก็ต้องเจอเบาะแสที่ซ่อนอยู่
"งานช้างแล้วสิ สงสัยคงต้องหาทางเอารายชื่อลูกค้าวีไอพีของโรงพยาบาลบ้านั่นมาให้ได้แล้วล่ะ"
ปากของฟางชวนบ่นอุบเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น เขาแทบอยากจะกระโจนออกไปกระชากหน้ากากคนพวกนั้นออกมาเดี๋ยวนี้เลย
[จบบท]