บทที่ 19: ดาวอัปมงคล
"ดูเหมือนคุณต่งจะไม่ค่อยเชื่อใจผมเท่าไหร่นะครับ"
อาจารย์หนิงยิ้ม "แถมยังดูเหมือนจะคิดว่าผมรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยแกล้งพูดแบบนี้"
"อาจารย์หนิงพูดอะไรแบบนั้นครับ" ต่งเจิ้งหาวตอบกลับไปอย่างใจเย็นตามประสาคนที่ผ่านโลกมามาก เขาไม่ใช่คนหนุ่มใจร้อนที่ยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง เพราะฉะนั้นเขาสามารถเก็บอารมณ์ได้สบายๆ
ในทางกลับกัน ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์หนิงเสียเองที่เริ่มจะมีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง "เรื่องที่ใครๆ เขาก็รู้ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ งั้นผมพูดเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ให้คุณต่งฟังดีกว่า"
"เชิญเลยครับ"
"ตอนที่คุณต่งอายุ 11 ขวบ คุณเคยตกต้นไม้จนขาหัก แต่ที่บ้านไม่มีเงินรักษา แม่ของคุณก็เลยต้องไปขายเลือดเพื่อเอาเงินมารักษาขาให้คุณ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของต่งเจิ้งหาวค่อยๆ หายไป สายตาที่เขามองอาจารย์หนิงจึงเปลี่ยนเป็นพินิจพิเคราะห์ เรื่องนี้มันนานมากแล้ว ร่องรอยเดียวที่หลงเหลืออยู่ก็คือแผลเป็นจางๆ บนขาของเขา ขนาดเจียงหลีเองก็ยังไม่รู้ ส่วนแม่ของเขาก็ไม่เคยพูดถึง
เพราะว่าแม่ของเขาไม่อยากให้เขารู้เรื่องที่ท่านไปขายเลือดมาเลย เรื่องนี้เขากลับมารู้ทีหลังจากปากของคนอื่น
ตั้งแต่ตอนที่อาจารย์หนิงคนนี้เริ่ม ‘ทำนายอย่างแม่นยำ’ หลิ่วมู่มู่ก็เริ่มเบนความสนใจจากอาหารเลิศรสตรงหน้า หันไปมองอาจารย์หนิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าวันนี้อาจจะมีเรื่องบางอย่างที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น
"มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ" ต่งเจิ้งหาวถามขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
อาจารย์หนิงดูพอใจกับท่าทีของเขาในตอนนี้มาก เขายิ้มเล็กน้อย "ตอนที่คุณอายุ 22 คุณหนีออกจากบ้านไปสร้างเนื้อสร้างตัว”
“แต่โชคร้ายที่ตอนนั้นธุรกิจคุณล้มเหลวไม่เป็นท่าจนไม่เหลืออะไรเลย ถึงขั้นบีบคั้นให้คุณเกือบจะกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย แต่ภรรยาคนแรกของคุณช่วยคุณไว้ใช่ไหมครับ"
มือของต่งเจิ้งหาวที่ประสานกันอยู่บีบเข้าหากันแน่นขึ้น "เรื่องแบบนี้ก็ธรรมนายออกมาได้ด้วยเหรอครับ"
เรื่องนี้ นอกจากตัวเขาเองกับภรรยาเก่าแล้ว ก็ไม่มีใครรู้อีกเลย ตอนนั้นภรรยาเก่าของเขาค่อนข้างเป็นคนใสซื่อ เธอกำลังจะไปหาญาติ พอดีมาเห็นเขายืนอยู่ริมแม่น้ำ ก็นึกว่าเขาจะฆ่าตัวตาย
พอได้ฟังเขาเล่าว่าทำธุรกิจล้มเหลว เธอก็เลยให้เขายืมเงินก้อนหนึ่ง ทำให้เขาสามารถโกหกแม่ที่บ้านได้
"ไม่ยากหรอกครับ โหงวเฮ้งบนใบหน้าคนเรา มักจะบอกความลับหลายอย่างให้ผมรู้"
ณ เวลานี้ ในสายตาของทุกคน อาจารย์หนิงกลายเป็นคนที่ดูลึกลับและหยั่งรู้ไปแล้ว
จานหงเย่เห็นสถานการณ์เป็นใจเลยพูดขึ้น "ผมขอแนะนำใหม่อีกครั้งนะครับ นี่คืออาจารย์หนิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำนายดวงชะตา"
ก่อนหน้านี้ ต่งเจิ้งหาวมักจะดูถูกเรื่องการทำนายดวงชะตามาตลอด แต่การปรากฏตัวของอาจารย์หนิงคนนี้ ได้ทำลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ของเขาลง พอได้ยินจานหงเย่พูดแบบนั้น อาจารย์หนิงก็แค่โบกมือไปมา
"อย่าเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญเลยครับ ผมก็แค่หมอดูธรรมดาๆ คนหนึ่ง มันเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น คุณต่งฟังหูไว้หูก็พอครับ"
เจียงหลีถามขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ "อาจารย์หนิงพูดเล่นแล้วค่ะ ความสามารถของคุณพวกเราก็เห็นกันแล้ว ไม่ทราบว่า พอจะช่วยดูดวงให้เหล่าต่งของเราหน่อยได้ไหมคะ"
"จะให้ดูเรื่องอะไรล่ะครับ"
"เอ่อ..." เจียงหลีเองก็รู้เรื่องการทำนายดวงชะตาแค่ผิวเผิน พอถูกเขาถามกลับแบบนี้ เธอก็เลยไปไม่เป็นเหมือนกัน
พอเห็นท่าทางของเธอ อาจารย์หนิงก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แค่พูดว่า "ก็ได้ครับ ดูดวงใช่ไหม งั้นก็มาดูดวงชะตาของคุณต่งกันเลยดีกว่า"
ต่งเจิ้งหาวไม่ได้ต่อต้านเหมือนตอนแรกแล้ว เพราะคนเราล้วนมีความอยากรู้อยากเห็น พวกเขามักจะอยากรู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง และต่งเจิ้งหาวเองก็ไม่พ้นจากธรรมชาติของมนุษย์ข้อนี้
"ไม่ทราบว่าคุณต่งยังจำวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดของตัวเองได้ไหมครับ"
พอได้ยินเขาถามถึงวันเดือนปีเกิด หลิ่วมู่มู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในตอนนี้ไม่มีใครในที่นั้นสังเกตเห็นเธอเลย เจียงหลีรีบพูดวันเกิดตามปฏิทินจันทรคติของต่งเจิ้งหาวออกมา แถมยังบอกเวลาเกิดได้อย่างแม่นยำ
หลังจากที่อาจารย์หนิงได้ฟัง เขาก็ยกนิ้วขึ้นมาคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น "ในดวงชะตาของคุณต่งมีภรรยา 2 คน และจะอยู่กับภรรยาคนที่สองจนแก่เฒ่า นอกจากนี้ยังมีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 2 คน”
“ลูกๆ ทุกคนจะได้ดี ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุดคือโชคลาภด้านการเงิน ถึงจะไม่มีโอกาสได้เป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่ก็รับรองได้ว่าจะมีชีวิตที่สุขสบายไปทั้งชาติครับ"
ดวงชะตาแบบนี้ ถือว่าดีมากๆ แล้ว ต่งเจิ้งหาวเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนเรื่องมหาเศรษฐีอะไรนั่น มันก็เป็นแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น
"อาจารย์หนิงคะ แล้วพอจะช่วยดูดวงให้มู่มู่หน่อยได้ไหมคะ"
เจียงเจียพูดแทรกขึ้นมา เธอมองไปทางหลิ่วมู่มู่ที่กำลังนั่งฟังพวกเขาคุยกันอยู่ด้วยรอยยิ้ม "เด็กคนนี้ชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าโตขึ้นจะสบายกับเขาบ้างหรือเปล่า"
"โอ้?" อาจารย์หนิงหันไปมองหลิ่วมู่มู่ "มีวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดไหมครับ"
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้พูดอะไร แต่กลายเป็นต่งเจิ้งหาวที่ตอบขึ้นมา "มีครับ ผมจำได้แม่นเลย วันที่มู่มู่เกิดคือวันที่ 15 เดือน 7 พอดีเป๊ะ แถมยังเกิดตอนเที่ยงคืนเพิ่งจะเลยมานิดเดียวด้วย"
ไม่ใช่ว่าต่งเจิ้งหาวจะใส่ใจลูกสาวคนนี้อะไรมากมาย เพียงแต่เวลาเกิดของเธอมันช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน จนทำให้คนอยากลืมก็ลืมไม่ลง อาจารย์หนิงอดที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาแค่ถูกเรียกมาให้ช่วยนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะง่ายดายจนเขาแทบไม่ต้องช่วยอะไรเลย
พอเห็นอาจารย์หนิงเอาแต่จ้องหน้าหลิ่วมู่มู่ไม่พูดไม่จา เจียงเจียก็ชักจะร้อนใจ รีบถามขึ้น "อาจารย์หนิงคะ คุณทำนายได้หรือยังคะว่าเป็นยังไง"
อาจารย์หนิงนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง "ดวงชะตาของคุณหนูคนนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ"
เจียงหลีมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ส่วนเจียงเจียก็ถามขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ "แล้วไม่ดีแบบไหนเหรอคะ พอจะมีวิธีแก้ไขบ้างหรือเปล่า"
ดูเหมือนอาจารย์หนิงจะสนใจในตัวหลิ่วมู่มู่เป็นอย่างมาก เขาจ้องหน้าเธออยู่นานสองนาน ก่อนจะส่ายหน้า
"ต้องขออภัยที่ผมต้องพูดตรงๆ นะครับ ดวงชะตาของคุณหนูคนนี้เป็นดวงที่อัปมงคลที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย เป็นดวงอสูรสวรรค์ปะทะสี่เสาหลัก"
"หมายความว่ายังไงครับ" ต่งเจิ้งหาวถาม
"ถ้าจะให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ที่พวกคุณเรียกกันว่าดาวอัปมงคลนั่นแหละครับ ดวงชะตาของตัวเองก็แย่แล้ว ยังส่งผลร้ายต่อญาติพี่น้องด้วย คนที่อยู่ใกล้ชิดเธอ ส่วนใหญ่แล้วมักจะลงเอยไม่ค่อยดีเท่าไหร่"
สีหน้าของเจียงหลีเปลี่ยนไปเล็กน้อย "อาจารย์หนิงคะ พูดแบบนี้มันจะแรงไปหน่อยหรือเปล่าคะ"
แต่อาจารย์หนิงก็ยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง "ถ้าไม่เชื่อ พวกคุณสามารถเอาวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดของเธอไปให้หมอดูคนไหนคำนวณก็ได้”
“ขอแค่เป็นคนที่พอจะมีความรู้เรื่องหยินหยางและแผนผังแปดทิศ พวกเขาก็สามารถดูออกได้เหมือนกันครับ"
คำพูดของอาจารย์หนิงทำให้ทุกคนในที่นั้นหันมามองหน้ากัน นั่นมันดาวอัปมงคลเลยนะ ไม่มีใครไม่รู้ว่าสี่คำนี้มันหมายความว่ายังไง เวลาดูในทีวี อาจจะหัวเราะขำๆ แล้วก็ปล่อยผ่านไปได้ แต่ถ้าคนแบบนี้ดันมาอยู่ใกล้ตัวเรา มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย
จานหงเย่กระแอมเบาๆ เพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียดในห้อง "แค่กๆ อาจารย์หนิงเขาเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากน่ะครับ พี่เขยอย่าไปถือสาเลย"
ต่งเจิ้งหาวจะไม่ถือสาได้ยังไง หลิ่วมู่มู่เป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขา แล้วตอนนี้ก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาด้วย ใครจะไปรู้ว่าวันไหนโชคร้ายขึ้นมา พวกเขาทั้งครอบครัวอาจจะต้องมาซวยไปด้วย!
[จบบท]