บทที่ 195: ละครฉากสุดท้าย
"เลิกยืนบื้อเป็นสากกะเบือกันได้แล้ว ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็รีบไปทำซะ เวลาของพวกเราไม่ได้มีเหลือเฟือ"
หลินเก๋อตวาดสั่งการกลุ่มนักพรตเสวียนเบื้องหลังด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระคนเคร่งเครียด
ภารกิจครั้งนี้เดิมพันสูงยิ่ง รอให้แม่เจียงซือจัดการปลิดชีพเยียนซิวเสร็จสิ้นและเดินออกมาจากถ้ำ พวกเขายังมีภาระหนักอึ้งที่ต้องสยบมันให้อยู่หมัดและนำกลับไปส่งมอบให้จงได้
นี่คือสุดยอดอาวุธชีวภาพที่สามารถบงการจิตใจมนุษย์ เพียงแค่เศษเสี้ยวของไฟล์เสียงต้นฉบับยังสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับตระกูลฉี
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เขาก็ต้องลากคอเจ้าแม่เจียงซือตนนี้กลับไป อย่างน้อยก็เพื่อไถ่โทษที่เขาทำงานพลาด ปล่อยให้ซากทารกหลุดมือไปก่อนหน้านี้
สิ้นเสียงคำรามของหลินเก๋อ นักพรตเสวียนทั้งแปดคนก็กระจายตัวออกไปราวกับฝูงผึ้งแตกรัง แต่ละคนงัดเอาวิชาอาคมก้นหีบออกมาวางค่ายกลสะกดวิญญาณรอบปากถ้ำอย่างขะมักเขม้น
ความชำนาญคล่องแคล่วของพวกเขาบ่งบอกถึงประสบการณ์การทำงานเป็นทีมที่โชกโชน แบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบโดยไม่มีความสับสนวุ่นวายให้เห็นแม้แต่น้อย
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ฟางชวนกลับยืนนิ่งเป็นตอไม้ขวางทางเข้าออก จนนักพรตเสวียนคนหนึ่งที่กำลังเร่งรีบชนเข้าอย่างจัง ด้วยความหงุดหงิดจึงผลักอกนายตำรวจหนุ่มเต็มแรงจนเขาเซถลาเกือบหัวทิ่ม
หยวนหลินหลินที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลเห็นดังนั้นจึงกวักมือเรียก
"มานี่สิ"
ฟางชวนขยับตัวเดินเข้าไปหาเธอทันทีราวกับหุ่นเชิดที่ถูกกระตุกสาย ก่อนจะหยุดยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายหญิงสาว
หยวนหลินหลินกวาดตามองการทำงานของพวกนักพรตด้วยความไม่เข้าใจในศาสตร์ลี้ลับ เธอจึงยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสร้งชวนหลินเก๋อคุยเพื่อทำลายความเงียบ และแฝงนัยบางอย่าง
"คุณหลินคะ คุณมั่นใจเหรอว่าเยียนซิวจะทนเสียงเรียกของแม่เจียงซือได้"
หลินเก๋อปรายตามองหญิงสาวด้วยหางตา แววตาคมกริบเหมือนจะมองทะลุความคิดของเธอ
"เธอต้องการจะสื่ออะไร"
ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดของหยวนหลินหลินคลี่ออกเป็นรอยยิ้มยั่วยวน ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยแผนการ
"ทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่ใช้ไฟล์เสียงนั่นควบคุมเยียนซิวไปซะก็สิ้นเรื่องล่ะคะ"
เธอเชิดหน้าไปทางฟางชวนที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้นประกอบคำพูด
"ดูอย่างเขาสิ ว่านอนสอนง่ายจะตายไป ทำไมต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือฆ่าแกงกันให้เสียของ สู้เปลี่ยนเขามาเป็นหมากในมือเราไม่ดีกว่าเหรอคะ"
แววตาของหลินเก๋อฉายแววสมเพชระคนขบขันวูบหนึ่ง เขาจะไม่รู้ทันความคิดตื้นเขินของผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร ยัยนี่คงไปสืบรู้ประวัติภูมิหลังของเยียนซิวมาแล้ว และเกิดความโลภอยากจะตะกายดาว จึงได้มาพูดจาลองเชิงเขาแบบนี้
หยวนหลินหลินคนนี้ไม่ใช่หญิงสาวใสซื่อ หลังจบมหาวิทยาลัย เธอก็ใช้มารยาไต่เต้าจากพนักงานธรรมดาในปักกิ่ง
ถีบหัวส่งแฟนหนุ่มคนแรกเพื่อไปเกาะแข้งเกาะขาคนในตระกูลฉีสายรอง ก่อนจะใช้หมอนั่นเป็นบันไดทอดสะพานไปหาพี่ชายของเจ้านายใหญ่
ในบางแง่มุม หลินเก๋อก็นึกทึ่งในความทะเยอทะยานของเธออยู่เหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะถูกภรรยาหลวงของเจ้านายจับได้คาหนังคาเขา
แล้วเฉดหัวเธอกลับมายังเมืองชิ่งเฉิงพร้อมคำสั่งเนรเทศห้ามเหยียบปักกิ่งตลอดชีวิต ป่านนี้เธออาจจะกลายเป็นนางพญาที่มีอำนาจชี้นิ้วสั่งเขาแล้วก็ได้
น่าเสียดายที่เธอยังอ่อนพรรษาเกินไป พอได้ใจหน่อยก็เผยไต๋ออกมาจนหมดเปลือก
เรื่องบนเตียงเธออาจจะช่ำชอง แต่โลกทัศน์ของเธอกลับคับแคบราวกับกบในกะลา เธอดูถูกศักดิ์ศรีของตระกูลผู้ใช้วิชาไสยเวทมากเกินไป
หากทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่ถูกมนตร์สะกดควบคุมได้ง่ายดายปานนั้น ตระกูลฉีคงไม่ต้องมุดหัวอยู่อย่างลึกลับซ่อนเร้นแบบทุกวันนี้หรอก
"ทำไม หรือเธออยากจะอาสาพลีกายถวายตัว"
หลินเก๋อไม่เสียเวลาอธิบายความซับซ้อนของโลกไสยเวท แต่ย้อนถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หยวนหลินหลินไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เธอยกนิ้วเรียวขึ้นม้วนปลายผมที่เคลียคลอเนินอกเล่นอย่างจริตจะก้าน
"แหม... ถ้าเบื้องบนไฟเขียว ฉันก็ยินดีถวายตัวเพื่อความรุ่งเรืองของตระกูลฉีนะคะ"
หลินเก๋อแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกสมเพช ก่อนจะเบือนหน้าหนี
"ตื่นจากฝันกลางวันได้แล้ว เธอคิดว่าใครก็ได้งั้นเหรอที่จะไปยืนเคียงข้างเยียนซิว ผู้หญิงเกรดอย่างเธอน่ะ อย่าว่าแต่ขึ้นเตียงเลย แค่ประตูรั้วบ้านตระกูลเยียนเธอยังไม่มีวาสนาจะได้ผ่านเข้าไปด้วยซ้ำ"
"เข้าได้หรือไม่ได้มันไม่สำคัญหรอกค่ะ ขอแค่ทำให้เขาหลงได้ก็พอแล้ว ผู้ชายน่ะนะ ต่อให้ภายนอกดูเย็นชาไร้หัวใจแค่ไหน ลึกๆ แล้วก็โหยหาความอบอุ่นจากผู้หญิงกันทั้งนั้นแหละ"
หยวนหลินหลินตอบกลับอย่างมั่นใจในเสน่ห์ของตน เธอไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรักมาก่อน
หลินเก๋อเลิกคิ้วสูง ดูเหมือนความมั่นหน้าของหญิงสาวจะทำให้เขาเริ่มสนุกขึ้นมาบ้าง จึงหันไปถามฟางชวนที่ยืนเงียบอยู่
"นายคิดว่าแม่นี่จะทำสำเร็จไหม"
"ไม่"
คำตอบสั้นห้วนแต่หนักแน่นทำเอาหลินเก๋อหลุดขำพรืด เขาหันไปเยาะเย้ยหยวนหลินหลิน
"ได้ยินไหม เขาเป็นคนในพื้นที่ รู้จักเยียนซิวดีที่สุดในพวกเราแล้วนะ"
"ทำไมฉันถึงจะทำไม่สำเร็จ"
หยวนหลินหลินสะบัดเสียงถามอย่างไม่พอใจที่ถูกหักหน้า
"เพราะเยียนซิวมีแฟนแล้ว"
คำเฉลยนั้นทำเอาทั้งหลินเก๋อและหยวนหลินหลินชะงักไป หลินเก๋อขมวดคิ้วมุ่น หันขวับกลับไปจ้องหน้าฟางชวนอีกครั้งอย่างสงสัย
"เขามีแฟนแล้ว? แฟนเขาคือใคร"
วินาทีที่สายตาสบประสานกัน หลินเก๋อก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของฟางชวน แววตาคู่นั้นดูคมกริบและอันตราย ไม่เหมือนแววตาเลื่อนลอยของคนที่ถูกสะกดจิตเลยแม้แต่น้อย
สัญชาตญาณร้องเตือนภัย แต่ยังไม่ทันที่หลินเก๋อจะก้าวถอยหลัง ฟางชวนก็พุ่งเข้าประชิดตัวรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ปากกระบอกปืนเย็นเฉียบถูกกดแนบสนิทเข้าที่กลางหน้าผากของเขา
ร่างกายของหลินเก๋อแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก จ้องมองใบหน้าที่เปลี่ยนจากซื่อบื้อกลายเป็นเคร่งขรึมดุดันของฟางชวน
"คำตอบนี้ เก็บไว้รอถามเจ้าตัวเขาเองตอนที่เขาเดินออกมาเถอะ ถ้าเขาอารมณ์ดี เขาอาจจะสงเคราะห์บอกแกให้"
ฟางชวนตรึงหลินเก๋อไว้ด้วยปืนในมือ ขณะที่หยวนหลินหลินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังหวีดร้องในใจด้วยความตกใจ มือไม้สั่นเทารีบควานหาโทรศัพท์แล้วกดเปิดไฟล์เสียงเจ้าปัญหาทันที
เสียงดนตรีหวีดหวิวบาดหูดังแทรกความเงียบขึ้นมา พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการของหยวนหลินหลินที่สั่นเครือ
"วางปืนลงเดี๋ยวนี้!"
ฟางชวนค่อยๆ ลดปืนลงจากหน้าผากของหลินเก๋อตามคำสั่ง แต่แทนที่จะทิ้งปืน เขากลับยกมันขึ้นชี้ฟ้าแล้วลั่นไกทันที
ปัง!
เสียงปืนดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ปลุกป่าที่เงียบสงบให้ตื่นขึ้น ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าสวบสาบก็ดังระงมมาจากทุกทิศทางราวกับผืนป่ากำลังเคลื่อนไหว
เหล่านักพรตเสวียนที่เตรียมจะพุ่งเข้ามาเล่นงานฟางชวน รวมถึงหลินเก๋อที่ยืนตัวแข็งทื่อ ต่างต้องชะงักงันเมื่อพบว่าตนเองตกเป็นเป้านิ่ง
จุดแสงสีแดงเล็กๆ นับสิบจุดปรากฏขึ้นตามร่างกายของพวกเขา มันคือเลเซอร์นำวิถีจากปืนไรเฟิลของพลซุ่มยิงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
ฟางชวนเดินเข้าไปกระชากโทรศัพท์มือถือจากมือที่สั่นเทาของหยวนหลินหลินมากดปิดเครื่องโยนทิ้งไป
สิ้นเสียงเครื่องมือสื่อสาร เหล่าเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษในชุดลายพรางเต็มยศก็ปรากฏตัวออกจากแนวป่า พร้อมอาวุธสงครามครบมือ เข้ากระชับพื้นที่และล้อมกรอบคนทั้งสิบไว้อย่างแน่นหนา
ฟางชวนเก็บปืนเข้าซองที่เอวอย่างใจเย็น ก้มลงมองหลินเก๋อที่ถูกเจ้าหน้าที่กดหัวแนบไปกับพื้นดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เพื่อให้สมบทบาทและให้พวกแกตายใจ ฉันอุตส่าห์ยอมทำตามข้อเสนอ สั่งถอนกำลังคนที่สะกดรอยตามแกออกไปจนเกลี้ยงเลยนะ ว่านอนสอนง่ายสมใจไหมล่ะ"
ประโยคหลังเขาปรายตาไปทางหยวนหลินหลิน หญิงสาวผู้ยื่นข้อเสนอนี้เมื่อคืนวาน บัดนี้ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด ความหยิ่งผยองและความทะเยอทะยานเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
"แกไม่ได้ถูกควบคุม... แกหลอกฉันมาตลอดเลยเหรอ!"
เสียงของเธอสั่นเครือ ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะกลายเป็นตัวตลกในละครฉากนี้
จนกระทั่งเห็นปากกระบอกปืนนับสิบหันมาทางเธอ ความจริงอันโหดร้ายจึงกระแทกเข้ากลางใจ ฟางชวนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือตำรวจน้ำดี และสิ่งที่เธอก่อไว้คือคดีอาญาร้ายแรง
ลาภยศสรรเสริญที่หลินเก๋อเคยวาดวิมานไว้พังทลายลงตรงหน้า เธอหมดสิทธิ์กลับไปเฉิดฉายที่ปักกิ่ง เงินทองกองโตก็กลายเป็นเพียงภาพฝันร้าย สิ่งที่รอเธออยู่เบื้องหน้ามีเพียงกรงขังและตาราง
นี่มันไม่ใช่ตอนจบแบบที่เธอเขียนบทไว้เลยสักนิด
ขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวลากออกไป เธอยังคงกรีดร้องโวยวายถามหลินเก๋อไม่หยุดปากว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันผิดพลาดตรงไหน ไหนบอกว่าใครที่ได้ยินเสียงนั่นต้องตกเป็นทาสไม่ใช่หรือ แล้วทำไมฟางชวนถึงยังยืนหัวโด่เป็นปกติได้
[จบบท]