บทที่ 198: ร่องรอยของอดีต
เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง บรรยากาศภายในแผนกสืบสวนคดีพิเศษพลันเปลี่ยนไปเมื่อต้อนรับการมาเยือนของกลุ่มบุคคลสำคัญ
บุรุษผู้นำขบวนคือชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลตัดเย็บประณีต ท่วงท่าสง่างามแผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจบารมีจนเหล่าตำรวจที่เดินสวนผ่านต้องเหลียวหลังกลับมามองซ้ำ
ไม่ใช่เพียงเพราะรัศมีที่จับตา แต่เป็นเพราะใบหน้าของเขาช่างละม้ายคล้ายคลึงกับที่ปรึกษาเยียนของพวกเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน
หากจะกล่าวให้ถูก คงต้องบอกว่าที่ปรึกษาเยียนต่างหากที่ถอดแบบความคมคายมาจากชายผู้นี้
“คุณลุงครับ” ฟางชวนที่ทราบข่าวรีบก้าวเท้าออกมารับหน้า เขาตรงเข้าไปหาเยียนไป๋เหวินพร้อมกล่าวทักทายด้วยความนอบน้อม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้พบกับบิดาของเยียนซิว สมัยที่ไปศึกษาดูงานที่ปักกิ่ง เขาเคยได้รับเกียรติให้ไปเยือนบ้านตระกูลเยียนมาแล้ว แต่ในการพบปะครั้งก่อนๆ คุณลุงท่านนี้มักจะมีรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนเสมอ ผิดกับวันนี้ที่สีหน้าเคร่งขรึมจนสังเกตได้ชัด
เยียนไป๋เหวินพยักหน้ารับไหว้ฟางชวนเล็กน้อยโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม เขาเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจทันที “เยียนซิวเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่าโดนพิษเจียงซือ อาการหนักมากไหม”
ความกังวลฉายชัดในแววตาของผู้เป็นพ่อ ถึงขนาดต้องทิ้งภารกิจเพื่อมาด้วยตนเอง เพียงแค่ลูกชายแจ้งข่าวว่าโดนพิษเจียงซือและขอให้ส่งหมอมารักษา เขาก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติด
เพราะโดยปกติแล้วพิษเจียงซือทั่วไปไม่อาจระคายผิวเยียนซิวได้ แม้แต่พิษชนิดที่เขาเองยังต้านทานไม่ไหว ลูกชายของเขาก็ยังรับมือได้สบาย แล้วครั้งนี้มันร้ายแรงเพียงใดกันถึงทำให้ลูกชายเขาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
ฟางชวนผายมือเชิญคณะเดินทางไปยังห้องพักพลางรายงานอาการ “ตอนนี้เราคุมพิษไว้ได้แล้วครับ ไม่มีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด แต่ตั้งแต่กลับมาเขาก็มีไข้สูงตลอด พวกเราให้ยาไปแล้วแต่อาการยังทรงตัวครับ”
ถ้อยคำของฟางชวนช่วยให้ความตึงเครียดบนใบหน้าของเยียนไป๋เหวินคลายลงเปราะหนึ่ง อาการไข้ขึ้นหลังพิษเจียงซือแทรกซึมถือเป็นกลไกการต่อต้านของร่างกาย หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นก็นับว่ายังเบาใจได้
เพียงไม่กี่อึดใจพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าห้องพักรับรอง ฟางชวนผลักประตูเปิดออกเบาๆ เป็นสัญญาณเชิญให้เยียนไป๋เหวินเข้าไปก่อน
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของเยียนซิวที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง โดยมีแพทย์ในชุดกาวน์ขาวยืนดูแลอยู่ไม่ห่าง
แพทย์ผู้นั้นคือนิติเวชประจำกรมตำรวจที่ฟางชวนไหว้วานให้มาช่วยเฝ้าดูอาการ อย่างไรเสียหลักการแพทย์พื้นฐานก็ไม่ต่างกันมากนัก
เมื่อนิติเวชหนุ่มเห็นฟางชวนพาแขกเข้ามา พร้อมด้วยผู้ติดตามที่หิ้วกระเป๋ายาและอุปกรณ์การแพทย์ครบมือ เขาก็รู้ทันทีว่าหน้าที่ของเขาเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เยียนซิวรอคอยได้มาถึงแล้ว
เขาขยับตัวหลีกทางให้ผู้มาใหม่ ก่อนจะถอยฉากมายืนข้างฟางชวนแล้วกระซิบเสียงเบา “งั้นฉันขอตัวก่อนนะ”
“ขอบใจมาก เพื่อนยาก ไว้จะเลี้ยงข้าวตอบแทนนะ” ฟางชวนพยักหน้าพลางกระซิบตอบ
“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง” นิติเวชหนุ่มยักไหล่ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังชะงัก
“ที่ปรึกษาเยียนน่ะ ดูแลรักษาง่ายกว่าพวกศพที่ฉันเจอตั้งเยอะ”
ฟางชวนได้แต่ทำหน้าปุเลี่ยนๆ ในใจคิดว่าหากเยียนซิวได้ยินคำชมเปรียบเปรยแบบนี้คงไม่ปลื้มสักเท่าไหร่
หลังจากเยียนไป๋เหวินก้าวเข้ามาในห้องได้ครู่เดียว เยียนซิวก็รู้สึกตัวตื่น เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นบิดายืนตระหง่านอยู่ข้างเตียง ความประหลาดใจฉายชัดในน้ำเสียง “พ่อมาถึงที่นี่ได้ยังไงครับ”
สายตาคมกริบของเยียนไป๋เหวินกวาดมองสำรวจลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าสภาพร่างกายเป็นไปตามที่ฟางชวนรายงาน สีหน้าเคร่งเครียดจึงเริ่มผ่อนคลายลง “พอดีพ่อว่าง ก็เลยแวะมาดูแกหน่อย”
แพทย์ประจำตระกูลสองท่านที่ติดตามมาด้วยไม่รอช้า รีบตรงเข้าไปตรวจเช็คอาการอย่างละเอียด ปลายเล็บของเยียนซิวปรากฏสีเขียวจางๆ บ่งบอกถึงพิษร้ายที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบเลือด
บาดแผลจากรอยเล็บข่วนสองแห่งเริ่มเปลี่ยนสีเป็นดำคล้ำ ทว่าขอบแผลยังคงจำกัดวง ไม่ลุกลามขยายตัว ชัดเจนว่าพิษของเจียงซือตนนี้รุนแรงเอาการ แต่ด้วยพื้นฐานร่างกายที่ดีทำให้ยังสามารถสะกดอาการไว้ได้
หลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้น ทั้งสองก็หันมารายงานต่อสองพ่อลูกด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “พื้นฐานร่างกายของคุณชายน้อยแข็งแรงมากครับ พิษที่ได้รับจึงยังไม่หยั่งรากลึก”
“เพียงแค่ใช้การฝังเข็มเดินลมปราณควบคู่ไปกับการแช่น้ำยาสมุนไพรขจัดพิษ ประมาณครึ่งเดือนก็น่าจะขับพิษออกได้จนหมดสิ้นครับ”
“รบกวนทั้งสองท่านด้วย” เยียนไป๋เหวินกล่าวขอบคุณตามมารยาท
“คุณเยียนไม่ต้องเกรงใจครับ พวกเราจะออกไปรอเตรียมยาด้านนอก หากคุณชายน้อยมีอาการผิดปกติเรียกได้ทันทีครับ” แพทย์ทั้งสองรู้จังหวะดีว่าช่วงเวลานี้ควรปล่อยให้พ่อลูกได้สนทนากันตามลำพัง จึงขอตัวเลี่ยงออกมาเงียบๆ
ทางด้านฟางชวนเองก็ยังมีภารกิจสอบสวนที่ต้องสะสาง เมื่อได้รับคำยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าเยียนซิวจะหายเป็นปกติในเร็ววันเขาก็เบาใจ จึงเอ่ยลาเยียนไป๋เหวินและขอตัวกลับไปทำงานต่อ
เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้ง เยียนไป๋เหวินลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียง จ้องมองลูกชายเขม็ง “เล่ามาซิ ไปพลาดท่าได้ยังไง”
“ก็แค่อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ” เยียนซิวตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่
“ตั้งแต่เล็กจนโต แกผ่านเรื่องราวเสี่ยงตายมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งคนที่เจ็บเจียนตายคือคู่ต่อสู้ นี่เป็นครั้งแรกที่แกได้แผลกลับมา” เยียนไป๋เหวินไม่ใช่คนที่จะถูกคำพูดลอยๆ ปิดบังได้ง่ายๆ
ลำพังแค่โดนพิษเจียงซืออาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนอย่างเยียนซิว
ชะตาชีวิตของลูกชายเขาพิเศษกว่าคนทั่วไป เหตุผิดปกติเพียงเล็กน้อยอาจเป็นลางบอกเหตุถึงคลื่นลมลูกใหญ่ที่จะตามมา เยียนไป๋เหวินจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ
ยิ่งเห็นท่าทีอึกอักของเยียนซิว เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าลูกชายรู้สาเหตุแต่เลือกที่จะปิดปากเงียบ
เยียนซิวหลุดขำออกมาเบาๆ “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ผมเองก็เป็นคนนะครับพ่อ จะให้เก่งแค่ไหนก็ยังไม่พ้นวิสัยมนุษย์หรอกครับ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงยืนกรานไม่ยอมบอกความจริง เยียนไป๋เหวินจึงถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ ปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ พ่อคงบังคับอะไรไม่ได้ งั้นพ่อคงต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้แม่แกรู้สักหน่อยแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนครับพ่อ... มีอะไรค่อยๆ คุยกันดีกว่าน่า” เยียนซิวรีบเบรกทันควัน สีหน้าฉายแววลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ใครจะอยากให้เรื่องถึงหูแม่กันเล่า
เยียนไป๋เหวินมองท่าทีตื่นตูมของลูกชายด้วยความขบขัน ก่อนจะส่ายหน้าอย่างระอา “เอาเถอะ ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีคราวหน้าอีก พ่อรับรองว่าแม่แกต้องรู้เรื่องนี้แน่”
เยียนซิวเลือกที่จะเงียบ เพราะเขาก็ไม่กล้ารับปากว่าจะไม่มีครั้งหน้า
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้ลางๆ แม้จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่านี่ไม่ใช่จุดจบ
หลังจากพักเรื่องอาการเจ็บป่วย เยียนไป๋เหวินก็เปลี่ยนโหมดเข้าสู่เรื่องงาน “เรื่องที่แกวานให้พ่อช่วยสืบก่อนหน้านี้ได้ข้อมูลมาแล้วนะ เป็นอย่างที่แกสงสัย โรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนมีเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับตระกูลฉีจริงๆ”
“ตอนก่อตั้งโรงพยาบาล ตระกูลฉีเป็นนายทุนใหญ่ที่ออกหน้า แต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบันดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีเอี่ยวกับตระกูลฉีแล้ว แต่รากฐานความสัมพันธ์ก็ยังตัดกันไม่ขาด”
“เกี่ยวข้องกันยังไงครับ” เยียนซิวถามสวนขึ้นทันที
“ผู้ถือหุ้นใหญ่คนปัจจุบันชื่อโจวฉี ประวัติเป็นแค่คนธรรมดา แต่ลุงบุญธรรมของเขา หรือถ้าจะนับญาติก็คือลุงใหญ่ในนามของเขา คืออดีตสามีของอาหญิงตระกูลฉี”
“อดีตสามี? พวกเขาหย่ากันแล้วเหรอครับ”
เยียนไป๋เหวินส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ได้หย่าหรอก แต่ฝ่ายชายชิงตายไปก่อน จากนั้นทางตระกูลฉีก็ออกข่าวว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลงไปนานแล้ว หลังจากฝ่ายชายเสียชีวิต ตระกูลฉีก็ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับทางฝั่งนั้นเพียงฝ่ายเดียว”
แววตาของเยียนซิวฉายแววสนใจใคร่รู้ “สาเหตุคืออะไรครับ”
“เพราะมือเขาเปื้อนเลือด พ่อจำได้ว่าคนคนนั้นชื่อโจวเจี้ยนถัง เขาเคยก่อคดีสะเทือนขวัญที่พัวพันไปถึงหลายตระกูลใหญ่ และเป็นต้นเหตุให้พวกนักพรตเสวียนต้องจบชีวิตไปหลายสิบคน”
“เขาเป็นคนที่พรางตัวได้เก่งกาจมาก ประกอบกับมีตระกูลฉีคอยหนุนหลัง เลยไม่มีใครระแคะระคาย”
“จนกระทั่งความจริงถูกเปิดโปง หลายตระกูลที่สูญเสียจึงผนึกกำลังกันกดดันตระกูลฉีอย่างหนัก จนทางนั้นไม่อาจกางปีกปกป้องได้อีก สุดท้ายเมื่อหมดหนทางหนี เขาก็เลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง”
[จบบท]