บทที่ 20: สี่เสาซ่อนชะตา
ต่งเจิ้งหาวมองหลิ่วมู่มู่ซึ่งดูคล้ายกำลังเหม่อลอยด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะรีบหันไปซักไซ้ผู้เชี่ยวชาญที่นั่งอยู่
“อาจารย์ครับ ไม่ทราบว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เด็กคนนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวบ้างไหมครับ”
“เรื่องนี้ไม่ยากครับ ตราบใดที่ไม่ต้องอยู่ร่วมกัน ไม่สนิทสนมกัน รักษาระยะห่างไว้ ก็พอแล้วครับ”
“แต่ว่า...เธอมาอยู่ที่บ้านหลายวันแล้วนะครับ”
เมื่อเห็นต่งเจิ้งหาวแสดงอาการกังวลใจ อาจารย์หนิงจึงเอ่ยปลอบ “คุณต่งไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ แค่เจอกันสั้นๆ ไม่ส่งผลอะไรร้ายแรง อย่างมากก็แค่เสียทรัพย์ หรือเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงกับเสียชีวิตหรอกครับ”
ข้อมูลนี้มันสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด!
นับตั้งแต่วันที่ได้พบกับหลิ่วมู่มู่ ต่งเจิ้งหาวก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองเริ่มประสบเคราะห์กรรม หุ้นส่วนธุรกิจคนสำคัญเสียชีวิตลงอย่างไม่คาดฝัน
ส่งผลให้เขาต้องสูญเสียเงินลงทุนก้อนใหญ่ตามไปด้วย ไม่นานลูกชายก็ประสบอุบัติเหตุหกล้มจนขาเจ็บต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดกลับกลายเป็นหลิ่วมู่มู่นี่เอง
ก่อนหน้านี้น้องภรรยาของเขาก็เคยพูดเปรยๆ ไว้ว่าดวงชะตาของเด็กคนนี้ไม่สู้ดีนัก หากเก็บไว้เกรงว่าจะนำภัยมาสู่คนในครอบครัว ตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อเท่าใดนัก แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้อีกต่อไป
ต่งเจิ้งหาวได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวอยู่ภายในใจแล้วว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เมื่อกลับถึงบ้านคราวนี้ เขาจะต้องจัดการส่งตัวเธอออกไปให้พ้น ห้ามให้เธออาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปโดยเด็ดขาด
เจียงเจียกลับรู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง ไฉนสิ่งที่อาจารย์หนิงพูดในตอนนี้ถึงไม่ตรงกับที่พวกเขาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเลย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จุดประสงค์หลักของวันนี้ก็ถือว่าบรรลุผลไปได้ด้วยดี เธอจึงเบี่ยงตัวหลบสายตาจากคนอื่นๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นส่งสัญญาณให้กับเจียงหลี
เจียงหลีแย้มยิ้มตอบกลับไปอย่างเงียบเชียบ ในใจพลางนึกว่าน้องสาวคนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่ารำคาญใจอย่างที่เคยคิดไว้
“อาจารย์หนิงอ้าปากก็ตัดสินชะตาชีวิตคนอื่น ตัดรอนวาสนาทางครอบครัวของเขา ไม่กลัวว่าจะทำนายผิดพลาดแล้วสร้างตราบาปให้คนอื่นเขาเหรอคะ”
หลิ่วมู่มู่ซึ่งนั่งฟังการสนทนาที่ไม่มีเธออยู่ในบทสนทนาด้วยมาพักใหญ่ ในที่สุดก็ยอมเปิดปากเปล่งเสียงออกมา
อาจารย์หนิงคล้ายจะได้ยินเรื่องตลกขบขัน “เหอะๆ ตั้งแต่ผมเข้าวงการมา ยังไม่เคยทำนายพลาดแม้แต่รายเดียว ผมรู้ว่าคุณหนูกำลังไม่พอใจผม แต่ช่วยไม่ได้ นี่คือชะตาชีวิตของคุณ ผมก็แค่พูดในสิ่งที่ผมคำนวณออกมาได้เท่านั้น”
“พอได้แล้ว อาจารย์หนิงเขาก็แค่พูดตามหลักวิชา ลูกอย่ามาพูดจาวกวนไร้สาระแถวนี้” ต่งเจิ้งหาวตวาดขัดจังหวะ
เพียงชั่วพริบตา เขาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายสนับสนุนของอาจารย์หนิงอย่างเต็มตัว ทั้งยังไม่ต้องการให้หลิ่วมู่มู่กล่าววาจาใดๆ ที่อาจเป็นการล่วงเกินผู้เชี่ยวชาญท่านนี้อีก
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ให้ความสนใจต่งเจิ้งหาว เธอยังคงจ้องมองสบตากับอาจารย์หนิงอยู่ครู่หนึ่ง “ทำนายได้ตื้นเขินแค่นี้ ดูเหมือนว่าเมื่อสักครู่คุณจะไม่ได้พูดถ่อมตัวจริงๆ สินะ คุณไม่คู่ควรกับคำว่าอาจารย์เลยแม้แต่น้อย”
“คุณหนูครับ ไม่ต้องพยายามยั่วโมโหผมให้เสียเวลาหรอก”
“อุตส่าห์ดูดวงให้พ่อของหนูตั้งนาน ได้ยินแต่เรื่องไร้สาระเต็มไปหมด คุณได้ลองคำนวณดูบ้างไหมว่าจริงๆ แล้วดวงชะตาของเขาเป็นอย่างไรกัน”
อาจารย์หนิงขมวดคิ้วมุ่น “เธอ...ศึกษาศาสตร์ด้านนี้มาด้วยเหรอ”
“มากกว่าที่คุณรู้ก็แล้วกัน การที่รู้ว่าฉันมีดวงดาววิบากน่ะมันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย ดวงชะตาแบบนี้แค่คนที่เคยพลิกตำราดูดวงผ่านตาก็รู้กันทั้งนั้น”
“แต่ในเมื่อมีคนยกย่องคุณเป็นถึงอาจารย์ แต่คุณกลับมองไม่เห็นแม้กระทั่งดวงสี่เสาซ่อนชะตา คุณยังมีหน้ามาทำนายดวงชะตาให้คนอื่นเขาได้ยังไง”
อาจารย์หนิงมีอาการชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหันขวับไปมองต่งเจิ้งหาว แล้วรีบใช้นิ้วมือคำนวณผังดวงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งเขาตรวจสอบดวงชะตา สีหน้าก็ยิ่งปรากฏร่องรอยความตื่นตระหนกเด่นชัดขึ้น
ดวงสี่เสาซ่อนชะตาเป็นรูปแบบดวงชะตาที่ซับซ้อนและสังเกตเห็นได้ยากยิ่ง ซึ่งมันสามารถต้านทานผลกระทบด้านลบทั้งหมดที่เกิดจากดวงดาววิบากได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ใครจะไปคาดคิดว่าชะตาของพ่อลูกคู่นี้ จะเป็นดวงที่ส่งเสริมและเกื้อกูลกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้
จานหงเย่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียด จึงรีบเอ่ยปากขัดจังหวะการเผชิญหน้าของทั้งสองคน เขาส่งยิ้มร่าเริง “ดูเหมือนว่าแม้แต่ยอดฝีมือก็ยังมีวันที่พลั้งพลาดได้เหมือนกัน พี่เขยอย่าไปใส่ใจเลยครับ เรามาทานอาหารพร้อมกับพูดคุยกันต่อดีกว่า”
เขาพยายามจะเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา แต่มีหรือที่หลิ่วมู่มู่จะปล่อยให้เขาทำสำเร็จได้ง่ายๆ ในเมื่อเธอก็กินอิ่มไปแล้วกว่าครึ่งกระเพาะ ส่วนคนอื่นจะหิวหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องสนใจ
“อย่าเพิ่งสิคะ หนูยังพูดธุระของหนูไม่จบเลย”
เธอใช้ตะเกียบเคาะลงบนถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ตรงหน้าเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ เมื่อเห็นว่าทุกคนหันมามองที่เธอแล้ว เธอก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับอาจารย์หนิงซึ่งบัดนี้มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“มีคำถามหนึ่งที่หนูอยากจะถามอาจารย์หมอดูท่านนี้ตั้งแต่แรกเห็นหน้าแล้วค่ะ...คุณมีบัตรนักพยากรณ์หรือเปล่าคะ”
อาจารย์หนิงเมื่อถูกยิงคำถามนี้ใส่ก็ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมสติได้ เขาไม่ตอบคำถามของเธอ แต่เลือกที่จะย้อนถามกลับ “เธอรู้เรื่องบัตรนักพยากรณ์ได้ยังไง”
“หนูเป็นคนถามคุณ กรุณาตอบคำถามของหนูมาตรงๆ ด้วยค่ะ ว่ามี หรือ ไม่มี”
อาจารย์หนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “ไม่เกี่ยวกับเธอ”
หลิ่วมู่มู่เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย “เรื่องนี้ดูท่าน่าจะเกี่ยวกับหนูเต็มๆเลยนะคะ”
เธอกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะอย่างใจเย็น “ในเมื่อคุณไม่มีบัตรนักพยากรณ์ แถมยังพูดจาเหลวไหลใส่ร้ายเพื่อหวังจะทำลายชีวิตหนู ถ้าหนูจะแจ้งความจับคุณในข้อหาแอบอ้างเป็นนักพยากรณ์เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชน มันก็คงไม่ผิดใช่ไหมคะ”
“มู่มู่ บางทีอาจารย์หนิงเขาอาจจะมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ไม่มีบัตรนั่นก็ได้นะ ไม่เห็นจะต้องทำเรื่องให้มันใหญ่โตเลย” จานหงเย่พยายามจะเข้ามาเป็นกาวใจไกล่เกลี่ย เพราะอย่างไรเสีย เขาก็เป็นคนเชิญอาจารย์หนิงมาเองกับมือ
ในบรรดาผู้คนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ในขณะนี้ ไม่มีใครโง่เขลาเลยสักคน พวกเขาดูออกว่าตอนนี้หลิ่วมู่มู่เป็นฝ่ายกุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมด และจุดชี้ขาดของเรื่องนี้ก็คือสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘บัตรนักพยากรณ์’ นั่นเอง
ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า ทำไมเพียงชั่วข้ามคืน หลิ่วมู่มู่ถึงได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแวดวงนักพยากรณ์ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ มีเพียงต่งเจิ้งหาวเท่านั้นที่กำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่เงียบๆ
หลิ่วมู่มู่หันไปส่งยิ้มบางๆ ให้จานหงเย่ “น้าจานคิดว่าสินค้าที่เขาขายน่ะมันดี น้าอยากจะอุดหนุน นั่นมันก็เป็นสิทธิ์ของน้า ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“แต่ในเมื่อเขาพยายามจะมายัดเยียดขายสินค้าให้หนู หนูก็จะแจ้งจับเขาในข้อหาดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต มันก็แค่แสดงให้เห็นว่าหนูเป็นพลเมืองดีที่ยึดมั่นในความยุติธรรมเท่านั้นเอง”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์หนิงอีกครั้ง “คุณว่าจริงไหมคะ อาจารย์หนิง”
อาจารย์หนิงลุกพรวดขึ้นยืนอย่างแรง เก้าอี้ที่เขานั่งเสียดสีกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงดังลั่น
หลิ่วมู่มู่ยกโทรศัพท์มือถือในมือขึ้นมาถ่ายรูปของเขาไว้ทันที “ทำไมคะ คิดจะหนีเหรอ ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวนี้การแจ้งจับพวกหลอกลวงต้มตุ๋นเขาก็ใช้แค่รูปถ่ายนี่แหละ แค่มีรูปของคุณ ต่อให้คุณหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไม่มีประโยชน์”
“เธอต้องการอะไรกันแน่” หนิงหย่วนที่กำลังเตรียมจะก้าวขาออกจากห้อง จำต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง เพราะความอัดอั้นตันใจที่ถาโถมเข้ามา ทำให้สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนดูน่ากลัว
“พูดจาผิดพลาดจนสร้างความเสียหายให้คนอื่นไปแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องกล่าวคำขอโทษผู้เสียหายอย่างเป็นทางการหน่อยเหรอคะ”
หนิงหย่วนกัดฟันจนกรามสั่น “ขอโทษ ผมเป็นฝ่ายทำนายผิดพลาดไปเอง”
เขาพูดออกมาทั้งๆ ที่ยังกัดฟันแน่น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าถูกบีบคั้นให้ต้องยอมก้มหัวให้สถานการณ์
หลิ่วมู่มู่เบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “ทัศนคติในการขอโทษไม่ค่อยจะจริงใจเท่าไหร่เลย แต่ก็เอาเถอะค่ะ ถือว่าหนูเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างไม่ถือสาหาความเด็กก็แล้วกัน”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เธอก็เอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยค “แล้วนี่หนูก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงเลยนะคะ ไม่คิดว่าควรจะต้องมีค่าทำขวัญปลอบใจอะไรให้หนูบ้างเหรอ”
“ก็ควรอยู่หรอก!”
หลิ่วมู่มู่จึงแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารของตัวเองไปในทันที ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่ามีเงินชดเชยค่าเสียหายโอนเข้ามาเป็นจำนวนที่มากพอที่จะทำให้เธอมีความสุขไปได้อีกทั้งเดือน
เธอมองข้อความยืนยันการโอนเงินที่ธนาคารส่งมาให้ พลางใช้นิ้วจิ้มหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดดูยอดเงินซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ ก่อนจะพูดขึ้นมาโดยที่ยังไม่เงยหน้า
“คุณคงไม่โง่พอที่จะหันหลังกลับไปแล้วก็ไปแจ้งตำรวจจับหนูในข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์หรอกใช่ไหมคะ”
[จบบท]