บทที่ 202: ร่องรอยของตระกูลฉี
บรรยากาศในสำนักงานตำรวจที่ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเป็นภาพที่คุ้นตาจนเขาแทบไม่ได้ใส่ใจ ทว่าใครจะคาดคิดว่าเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านตาไปวันนั้น จะกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในวันนี้
แม้ฟางชวนจะพยายามเลือกใช้ถ้อยคำที่ดูกลางๆ ไม่ให้ตื่นตระหนก แต่เนื้อความที่สื่อออกมากลับทำให้หลิ่วมู่มู่รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง อันตรายที่แฝงมาในรูปประโยคนั้นชัดเจนจนน่าขนลุก
"แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ"
"โดนรวบตัวแล้ว รอแค่ปิดคดีก็จะส่งตัวเข้าปักกิ่ง"
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ ฟางชวนก็ชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาวางตะเกียบในมือลงพลางเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว
"ฉันจำได้ว่าตอนคดีของหลู่เหยา เธอเคยบอกว่าหลู่เหยาถูกส่งมาเพื่อจับตาดูเธอใช่ไหม"
หลิ่วมู่มู่วางช้อนลง ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
"ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าคุณได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม"
นายตำรวจหนุ่มพยักหน้าช้าๆ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
"ก่อนหน้านี้คดียังไม่สิ้นสุด ฉันเลยเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ แต่ตอนนี้เราจับกุมตัวการได้แล้ว ฉันพอจะบอกเธอได้บ้าง แต่เธอต้องรับปากนะว่าจะเหยียบเรื่องนี้ให้มิด ไม่แพร่งพรายออกไป"
หญิงสาวพยักหน้ารัวเร็วเป็นเชิงรับคำ รอคอยให้เขาไขข้อข้องใจ
"จากการสืบสวนย้อนหลัง เราพบว่าหลู่เหยาเคยมีการติดต่อกับคนคนหนึ่งชื่อหลินเก๋อ ซึ่งสถานะของนายคนนี้คือผู้ช่วยคนสนิทที่รับคำสั่งโดยตรงจากฉีหมิงเซวียน"
คิ้วเรียวของหลิ่วมู่มู่ขมวดเข้าหากันทันที
"ฉีหมิงเซวียน? ชื่อนี้ไม่คุ้นหูเลยค่ะ"
เธอพยายามรื้อค้นความทรงจำทุกซอกทุกมุม แต่ก็มั่นใจว่าในสารบบชีวิตของเธอไม่เคยมีคนชื่อนี้ปรากฏอยู่
"ฉีหมิงเซวียนเป็นคนของตระกูลฉี ตระกูลใหญ่สายศาสตร์เสวียนในปักกิ่ง เมื่อก่อนตระกูลนี้มีบารมีพอๆ กับตระกูลของเยียนซิวนั่นแหละ ถึงช่วงหลังจะเริ่มตกต่ำลงไปบ้างแต่อิทธิพลก็ยังถือว่าน่ากลัวอยู่ดี"
ความสงสัยฉายชัดในแววตาของหญิงสาว
"แล้วคนระดับนั้นจะมาจ้องจับตาดูฉันทำไมคะ ฉันยังไม่เคยไปเหยียบปักกิ่งเลยด้วยซ้ำ"
"ขนาดเจ้าตัวยังไม่รู้ แล้วคนนอกอย่างฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง"
ฟางชวนแบมือยักไหล่ด้วยท่าทีกวนๆ เล็กน้อย ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
"แต่อีกเรื่องที่เธอต้องรู้ไว้คือคนตระกูลฉีเวลาลงมือทำอะไรมักไม่เลือกวิธีการ ถ้าพวกนั้นเริ่มเข้ามาวุ่นวายกับเธอเมื่อไหร่ เธอต้องรีบบอกเยียนซิวก่อนเป็นคนแรก อย่าได้คิดทำตัวเป็นฮีโร่ลุยเดี่ยวเด็ดขาด"
หลิ่วมู่มู่ทำหน้ามุ่ยใส่คำเตือนนั้น
"ฉันก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย"
ในใจเธอนึกแย้งว่า ถ้าเป็นเรื่องที่มั่นใจว่าจัดการได้เธอก็ลุยเอง แต่ถ้าประเมินแล้วว่าตึงมือ แน่นอนว่าเธอต้องร้องขอความช่วยเหลืออยู่แล้ว จะมีปากไว้ทำไมถ้าไม่ใช้ตะโกนเรียกพวก
ฟางชวนเหมือนจะสัมผัสได้ถึงรังสีความดื้อรั้นที่แผ่ออกมา จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วยกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆ
มื้ออาหารจบลง ฟางชวนขับรถไปส่งหลิ่วมู่มู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ก่อนจะวนรถกลับไปจัดการธุระของตน
ตลอดทางเดินกลับหอพักในยามค่ำคืน ความคิดของหลิ่วมู่มู่ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องตระกูลฉี
แม้ปากจะบอกฟางชวนไปว่าไม่รู้เหตุผล แต่ลึกๆ ในใจ หลิ่วมู่มู่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง
เป้าหมายของคนที่คอยจับตาดูเธอจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสามคนนี้ ปู่ของเธอ บอดหลิว หรือไม่ก็ตัวเธอเอง
เธอยังจำเหตุการณ์ที่หลู่เหยาพยายามลองเชิงเธอได้แม่นยำ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอระแวงสงสัยในตัวอีกฝ่าย
ดังนั้นเป้าหมายของตระกูลฉีต้องพุ่งเป้ามาที่ตัวเธอแน่ๆ แต่คำถามคือ... เพราะพวกเขารู้เรื่องที่เธอมี 'ญาณเทพ' งั้นหรือ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาแล้วก็ถูกปัดตกไปในทันที หากพวกเขามั่นใจจริงๆ คงไม่ส่งคนมาแค่ลองเชิงแบบนั้น แต่นั่นก็หมายความว่าต้องมีใครสักคนเริ่มระแคะระคาย
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง คนธรรมดาแทบไม่รู้จักคำว่าญาณเทพเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ฟางชวนเอง ทุกวันนี้ก็ยังเข้าใจว่าเธอแค่เป็นหมดูที่แม่นยำเป็นพิเศษเท่านั้น
คนที่รู้ความลับและมีโอกาสจะเผลอพูดออกไป ก็เหลือแค่สวีหย่งหลินที่ถูกคุมตัวไปปักกิ่ง
แต่สำหรับสวีหย่งหลิน หลิ่วมู่มู่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเขา ถ้าเขาเป็นคนเหลวไหลไร้สัจจะ เธอคงไม่ยื่นมือเข้าช่วยตั้งแต่แรก แล้วตระกูลฉีไปได้กลิ่นเรื่องนี้มาจากไหนกัน
หลิ่วมู่มู่หยิบเหรียญขึ้นมาเสี่ยงทายอยู่หลายรอบ พยายามคำนวณหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเธอกับตระกูลฉี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับว่างเปล่า ไม่ปรากฏนิมิตใดๆ
สุดท้ายเธอก็เลิกสนใจ ในเมื่อฟางชวนบอกว่าคนที่ถูกจับเป็นคนของตระกูลฉี และตระกูลนี้ก็ขึ้นบัญชีดำของทางการไปแล้ว จุดจบของพวกเขาก็คงอยู่อีกไม่ไกล
วันหน้าถ้ามีโอกาสได้เจอตัวคนตระกูลฉีจริงๆ ค่อยใช้ญาณเทพส่องดูก็น่าจะรู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไร
คิดได้ดังนั้นหลิ่วมู่มู่ก็สบายใจขึ้น สำหรับเธอแล้ว พวกเขาก็เป็นแค่ตัวประกอบฉากที่ไม่คุ้มค่าให้เสียเวลาไปใส่ใจมากนัก
ช่วงนี้ พอเลิกเรียนปุ๊บ หลิ่วมู่มู่ก็จะรีบบึ่งไปที่สถานีตำรวจทันที ไม่ใช่อะไร แต่เพราะแฟนหนุ่มของเธอกำลังพักฟื้นจากพิษศพ
ต้องขอบคุณทีมแพทย์ฝีมือดีที่เยียนไป๋เหวินส่งมา สีหน้าของเยียนซิวดูมีเลือดฝาดขึ้นมากจนแทบจะหายเป็นปกติ และสามารถกลับมาทำงานได้แล้ว ซึ่งนั่นช่วยแบ่งเบาภาระของฟางชวนไปได้มหาศาล
ในขณะเดียวกัน การสืบสวนคดีโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ผลการตรวจสอบยืนยันข้อสันนิษฐานของฟางชวน โรงพยาบาลเหรินหยวนมุ่งเน้นหากินกับกลุ่มลูกค้าวีไอพีกระเป๋าหนัก
หลังจากตำรวจได้รายชื่อลูกค้ากลุ่มนี้มาและทำการคัดกรองอย่างละเอียด ก็พบผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายว่าเคยรับ 'บริการพิเศษ' ในโซนวีไอพี
ทีมสืบสวนลงพื้นที่ไปพูดคุยกับอดีตคนไข้เหล่านั้น ทีแรกเกือบทุกคนปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้ความร่วมมือ
แต่เมื่อฟางชวนงัดไม้ตายออกมา โดยอธิบายถึงความเสี่ยงและผลข้างเคียงสยองขวัญที่อาจตามมาจากการรักษาเถื่อน พวกเขาก็หน้าถอดสีและยอมเปิดปากเล่าความจริงจนหมดเปลือก
ในสถานการณ์แบบนี้ ระหว่างโรงพยาบาลลึกลับที่กำลังถูกสอบสวน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอำนาจรัฐหนุนหลัง ใครๆ ก็ต้องเลือกฝั่งที่ปลอดภัยกว่า
ยิ่งขุดคุ้ย ความจริงที่ปรากฏก็ยิ่งน่าตกตะลึง
บริการพิเศษของโรงพยาบาลเหรินหยวนไม่ใช่เพิ่งจะมาทำเอาตอนนี้ แต่มันฝังรากลึกมานานหลายสิบปีแล้ว
สาขาเมืองชิ่งเฉิงจำกัดโควตาเพียงปีละ 20 คนเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐีหน้าใหม่หรือคนรวยระดับกลางๆ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเฉียดกรายเข้าไป
คนที่จะได้คิวรักษา ต้องเป็นสมาชิกระดับพรีเมียมที่มีทั้งเงินและอิทธิพลในวงสังคม
เจตนาของโรงพยาบาลนี้ชัดเจนยิ่งกว่ากลางวันแสกๆ เงินไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่การถักทอเครือข่ายเส้นสายกับผู้มีอิทธิพลต่างหากคือหัวใจสำคัญ
นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจสีเทานี้ดำเนินมาได้อย่างยาวนานโดยไม่มีข่าวรั่วไหล แม้ว่าสิ่งที่ทำจะหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและศีลธรรมแค่ไหนก็ตาม
เมนูการรักษาที่โรงพยาบาลหยิบยื่นให้นั้นครอบคลุมทุกกิเลสของมนุษย์ ตั้งแต่การบรรเทาความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด ไปจนถึงความต้องการที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น อยากสวยขึ้น อยากหนุ่มสาวขึ้น หรืออยากหายขาดจากโรคเรื้อรัง ขอแค่เงินถึง โรงพยาบาลก็พร้อมเนรมิตให้
ฟางชวนได้พาตัวกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ารับการรักษาในช่วงนี้มาตรวจร่างกายอย่างละเอียด ผลที่ออกมาน่าขนลุกแต่ก็ไม่เกินความคาดหมาย ในร่างกายของพวกเขามี 'สิ่งแปลกปลอม' ฝังอยู่ไม่มากก็น้อย
โชคยังดีที่โรงพยาบาลนี้สั่งสมประสบการณ์การทดลองกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน สิ่งที่ฝังอยู่ในตัวคนไข้ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างเสถียรและปลอดภัยในระดับหนึ่ง
ทำให้พวกเขายังใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่ก็มีบางรายที่โชคร้าย ถูกตรวจพบว่ามีการใช้ 'กู่อายุวัฒนะ' แบบกึ่งสำเร็จรูปที่ผ่านการดัดแปลง
สำหรับกู่อายุวัฒนะแบบกึ่งสำเร็จรูปนี้ ทางสำนักงานใหญ่เคยวิจัยจนพบวิธีใช้ที่ปลอดภัยแล้ว
แต่ดูเหมือนทางโรงพยาบาลเหรินหยวนจะหาคนตระกูลสวีมาเลี้ยงกู่ให้ไม่ได้ จึงใช้วิธีครูพักลักจำ ดัดแปลงกู่ด้วยกรรมวิธีอื่นจนกลายเป็นของอันตรายที่ฝังอยู่ในร่างกายคนไข้
[จบบท]