บทที่ 211: ลางบอกเหตุแห่งการพบพาน
สภาพของเยียนซิวในตอนนี้ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มจนมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับดักแด้ขนาดยักษ์ที่ไม่ยอมเปิดเผยผิวเนื้อให้เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ปิดโอกาสจินตนาการของเธอจนหมดสิ้น
หลิ่วมู่มู่พลิกตัวนอนหงายบนเตียง ถอนหายใจในใจพลางนึกถึงกิจวัตรประจำวันที่แวบเข้ามาในหัว นั่นคือการอยากบอกเลิกแฟนหนุ่มสักที
“อีกไม่กี่วันฉันต้องกลับไปปักกิ่ง”
จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำของเยียนซิวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
“จริงเหรอ” หลิ่วมู่มู่พลิกตัวกลับไปหาต้นเสียงทันควัน ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับจ้องมองก้อนผ้าห่มนั่นอย่างมีความหวัง
“อืม” ดูเหมือนเยียนซิวจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่เพิ่งจะยั่วโมโหให้แฟนสาวขุ่นเคือง ตอนนี้เขาจึงเริ่มใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเอาใจ
“รอฉันจัดการธุระทางนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปหาเธอ โอเคไหม”
“คุณจะตามไปเที่ยวเป็นเพื่อนฉันเหรอ”
เยียนซิวหัวเราะในลำคอ “แล้วเธอจะให้โอกาสฉันได้ทำหน้าที่นั้นหรือเปล่าล่ะ”
“เห็นแก่ความจริงใจของคุณหรอกนะ ฉันจะยอมตกลงแบบฝืนใจก็ได้” หลิ่วมู่มู่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางคิดในใจว่าตัวเองช่างเป็นแฟนสาวที่แสนดีและเข้าใจอะไรง่ายดายเหลือเกิน ก่อนจะกำชับเสียงเข้ม
“คุณต้องรีบมาหาฉันนะ ห้ามช้าเด็ดขาด”
“โอเคครับ”
***
มหานครปักกิ่งต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าเมืองชิ่งเฉิงเล็กน้อย ยามเช้าตรู่ที่หลิ่วมู่มู่ตื่นขึ้นมาและเดินออกไปยืนรับลมที่ระเบียงห้องพักของโรงแรม
เธอสวมเพียงชุดนอนกระโปรงตัวบาง แสงแดดสีทองอ่อนจางที่สาดส่องลงมายังไม่ทันจะแผ่ไออุ่น มวลอากาศเย็นชื้นจึงสัมผัสผิวกายจนรู้สึกหนาวสะท้านเล็กน้อย
หญิงสาวทอดสายตามองทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่กำลังถูกโอบล้อมด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ ไกลออกไปเบื้องล่าง การจราจรบนท้องถนนเริ่มหนาแน่น รถราวิ่งขวักไขว่ราวกับสายน้ำหลาก สัญญาณว่ามหานครแห่งนี้ได้ตื่นจากการหลับใหลแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อวาน เพื่อนสนิทของต่งเจิ้งหาวเดินทางไปรับครอบครัวตระกูลต่งถึงสนามบินด้วยตัวเอง และขับรถมาส่งถึงโรงแรมที่พัก
นอกจากนี้ยังทิ้งรถยนต์ส่วนตัวไว้ให้ใช้อีกหนึ่งคัน พร้อมเสนอคนขับรถให้คอยบริการตลอดเวลา แต่ต่งเจิ้งหาวปฏิเสธคนขับรถไปอย่างเกรงใจ
ตกเย็นเจ้าภาพคนเดิมก็พาพวกเธอทั้งครอบครัวไปเลี้ยงอาหารค่ำมื้อใหญ่ จนในที่สุดหลิ่วมู่มู่ก็จำชื่อของเขาได้แม่นยำ... หลิวต้าฟู่
ชื่อที่ฟังดูเรียบง่ายแต่แฝงความมั่งคั่งและเป็นมงคล ช่างเข้ากันได้ดีกับรูปร่างท้วมสมบูรณ์และใบหน้ายิ้มแย้มของเจ้าตัวเหลือเกิน
ได้ยินต่งเจิ้งหาวเปรยว่า เพื่อนคนนี้ทำธุรกิจค้าขายอัญมณีเป็นหลัก และยังมีบริษัทประมูลขนาดเล็กในครอบครอง
นานทีปีหนจะจัดงานประมูลของหายาก ช่วงนี้ต่งเจิ้งหาวดูเหมือนจะเริ่มหันมาสนใจวงการเครื่องประดับและอัญมณี จึงถือโอกาสนี้มาศึกษาลู่ทาง
ทว่าหลิ่วมู่มู่ไม่มีหัวทางด้านธุรกิจแม้แต่น้อย บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเมื่อคืนเธอจึงฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จับใจความได้เพียงว่า วันนี้หลิวต้าฟู่จะพาต่งเจิ้งหาวไปดู ‘ของดี’ บางอย่าง
แน่นอนว่าหลิ่วมู่มู่ไม่มีความสนใจในของดีที่ว่านั่น และยิ่งไม่อยากไปเดินตากแอร์ในห้างสรรพสินค้ากับแม่เลี้ยงอย่างเจียงหลี ท้ายที่สุดเธอจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะใช้เวลาช่วงเช้าขลุกตัวอยู่ที่โรงแรม
เธอสั่งเค้กชิ้นเล็กหน้าตาน่ารักมาหลายชิ้นพร้อมน้ำผลไม้คั้นสดหนึ่งแก้ว จับจองที่นั่งริมหน้าต่างห้องอาหารชั้นสิบเจ็ด แล้วนั่งไถโทรศัพท์มือถืออย่างสบายอารมณ์
นี่คงเป็นปัญหาโลกแตกของนักท่องเที่ยวทุกคน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าโรงแรมและทิ้งตัวลงบนเตียงพร้อมโทรศัพท์มือถือ แรงจูงใจที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
การได้นอนตากแอร์เย็นฉ่ำเล่นเกมในโรงแรมจะไม่ใช่ความสุขสุดยอดได้อย่างไร
ตอนนี้หลิ่วมู่มู่กำลังตกอยู่ในสภาวะนั้น เต็มไปด้วยความขี้เกียจ ไม่มีความคิดอยากจะไปเช็กอินสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่ไหน อยากจะฝังตัวอยู่ในโรงแรมจนกว่าจะหมดเวลาพักร้อนเสียด้วยซ้ำ
หลังจากกดเกมในมือถือเพลินๆ ไปครึ่งชั่วโมง หลิ่วมู่มู่ถึงเริ่มรู้สึกหิวและหันมาจัดการเค้กตรงหน้า ตักเข้าปากคำแรกเธอก็ต้องขมวดคิ้ว
พูดตามตรงว่ารสชาติหวานเกินไป เป็นสัจธรรมที่รู้กันดีในหมู่นักกินว่า ขนมหวานที่อร่อยต้อง ‘ไม่หวาน’ แต่ดูเหมือนเชฟขนมหวานของโรงแรมหรูแห่งนี้จะยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของปรัชญานั้น
เธอทำหน้าย่นด้วยความเลี่ยน ก่อนจะใช้นิ้วดันจานเค้กออกไปให้พ้นตัว และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หญิงสาวที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามก็กำลังทำท่าทางแบบเดียวกับเธอไม่มีผิดเพี้ยน
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นมองผู้ร่วมชะตากรรม ผู้หญิงคนนั้นดูจากภายนอกน่าจะอายุราวสามสิบต้นๆ ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างประณีตงดงาม เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเรียบง่ายแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบ บ่งบอกรสนิยมและราคาที่ไม่ธรรมดา
เดิมทีหลิ่วมู่มู่เพียงแค่กวาดสายตามองผ่านๆ และเตรียมจะหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถือ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ
ด้วยสัญชาตญาณของหมอดู หลิ่วมู่มู่จึงเผลอพิจารณาโหงวเฮ้งบนใบหน้าของหญิงคนนั้น แล้วดวงตาของเธอก็ต้องหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
โลกกลมพรหมลิขิตช่างน่าขัน
วันที่สองของการเหยียบย่างเมืองต่างถิ่น ในห้องอาหารของโรงแรมที่เข้าพัก เธอดันบังเอิญมาเจอกับแม่บังเกิดเกล้าที่พลัดพรากกันไปกว่ายี่สิบปี... ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นี้มันมีสักกี่เปอร์เซ็นต์กันเชียว
ในสายตาของนักพยากรณ์ ใบหน้ามนุษย์ไม่มีความลับ เธอมองปราดเดียวก็เห็นชัดเจนว่าเนินคู่ครองของอีกฝ่ายอิ่มเอิบเปล่งปลั่ง
เนินบุตรธิดาสมบูรณ์พูนสุข นี่คือโหงวเฮ้งของคนที่มีชีวิตครอบครัวเปี่ยมสุข สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว และมีลูกครบทั้งชายหญิง
หากลูกสาวตามดวงชะตานั้นหมายถึงตัวเธอเอง ก็ชัดเจนแล้วว่า ผู้หญิงตรงหน้ายังมีลูกชายอยู่อีกคนหนึ่ง
อันที่จริง เรื่องราวพวกนี้หลิ่วมู่มู่รับรู้มานานแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาการดูโหงวเฮ้งเลยด้วยซ้ำ
เช่นเดียวกับที่เธอรู้ก่อนจะก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลต่งว่าต่งเจิ้งหาวแต่งงานใหม่และมีลูกอีกสองคน เธอก็ย่อมรู้ดีว่าแม่แท้ๆ ของเธอก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่ และมีชีวิตที่สุขสบายดี
แน่นอน เธอไม่ได้มีญาณทิพย์หยั่งรู้ฟ้าดินไปเสียทุกเรื่อง แต่เป็นเพราะปู่ของเธอต่างหากที่รู้ ตอนที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ปู่ก็เล่าความจริงทุกอย่างให้ฟังอย่างหมดเปลือก
สำหรับเธอ การไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เป็นเพียงความเสียดายเล็กๆ ในชีวิต ไม่ใช่ความขาดแคลนที่โหยหา เมื่อเติบโตขึ้น ความเสียดายนั้นก็จางหายไปจนแทบไม่หลงเหลือความสำคัญ
ความรักความอบอุ่นที่พึงได้รับจากบิดามารดา บอดหลิวและคุณปู่ได้เติมเต็มช่องว่างนั้นให้เธอจนล้นปรี่แล้ว
แม้ช่วงเวลาที่พวกเขาได้อยู่ดูแลเธออาจจะไม่ยาวนานนัก แต่พวกเขาก็มอบทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะให้ได้ ความห่วงใยที่คอยประคับประคอง
การเคียงข้างในวันที่เหน็บหนาว และความรักที่ทุ่มเทให้อย่างสุดหัวใจ สิ่งเหล่านี้มีค่าเกินกว่าจะเอาอะไรมาแลก
หลิ่วมู่มู่ไม่ใช่เด็กขาดความอบอุ่น ตรงกันข้าม เธอเติบโตมาดั่งดอกไม้ที่ได้รับแสงแดดและสายน้ำอย่างบริบูรณ์ จึงได้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นเธอในวันนี้
ตอนที่ย้ายเข้าบ้านตระกูลต่งแรกๆ ความผูกพันที่ต่งเจิ้งหาวมีให้ลูกสาวคนโตอย่างเธอนั้น แทบไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
ต่งฉีและต่งเยว่ต่างหากคือลูกที่เขาฟูมฟักและยอมรับ หลิ่วมู่มู่รู้ดีอยู่เต็มอก แต่เธอไม่เคยเก็บมาน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเศษเสี้ยวความรักที่ถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น
สำหรับหลิ่วมู่มู่ ของแบบนั้นมันไร้ค่าเกินไป สิ่งที่เธอให้ความสำคัญจริงๆ เธอจะไม่มีวันยอมแบ่งปันกับใครหน้าไหนทั้งนั้น
ดังนั้น การที่คนซึ่งไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ จู่ๆ ก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ความตกใจเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในหัวของเธอก็คือ... ถ้าเธออายุสี่สิบกว่า จะยังรักษารูปร่างหน้าตาให้ดูสาวสะพรั่งได้ขนาดนี้หรือเปล่านะ
สายตาของหลิ่วมู่มู่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของจั๋วเจียเย่วอย่างไม่วางตา ฝ่ายจั๋วเจียเย่วเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจ
สายเลือดคงเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด แม้จะแยกจากกันตั้งแต่แบเบาะ แต่วินาทีที่ได้เห็นหน้าหลิ่วมู่มู่ เธอกลับสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอย่างประหลาด และเธอเชื่อว่าเด็กสาวตรงหน้าก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาอย่างเปิดเผย จั๋วเจียเย่วค่อยๆ ลุกขึ้นจากโต๊ะของตัวเอง ก้าวเท้าเดินตรงเข้ามา แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหลิ่วมู่มู่
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย เธอก็มองสบตาเด็กสาว ดวงตาคู่นั้นเจือแววประเมินอยู่ชั่วครู่ แต่ก็เก็บซ่อนกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยมารยาทของผู้ดี ไม่ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัดหรือถูกคุกคาม
น้ำเสียงของเธอช่างนุ่มนวลและอ่อนหวาน ขณะเอ่ยปากทักทาย
“สวัสดีจ้ะ น้าแซ่จั๋ว ชื่อจั๋วเจียเย่ว เป็น...ของหนู”
[จบบท]