บทที่ 214: เบื้องหลังหน้ากากผู้ดี
ต่งเจิ้งหาวตัดสินใจรับนัดของเถ้าแก่จั๋วในที่สุด เมื่อตกลงวันเวลาและสถานที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกกล่าวให้หลิ่วมู่มู่รับรู้
ทางด้านเจียงหลี เมื่อรู้ว่าสามีจะออกไปทำธุระข้างนอกคนเดียวอีกแล้ว เธอก็ทำเพียงบ่นอุบอิบในลำคอตามประสา ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจให้เป็นเรื่องราวใหญโต
สถานที่นัดหมายในวันนี้คือร้านอาหารสไตล์ไพรเวทคิทเช่น บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบ ร่มรื่น และมีความเป็นส่วนตัวสูง แทบไม่มีลูกค้าโต๊ะอื่นมารบกวน
ทว่าคนที่นั่งรออยู่ในห้องกลับไม่ใช่เถ้าแก่จั๋วผู้เอ่ยปากเชิญ แต่กลายเป็นจั๋วเจียเย่ว
วินาทีแรกที่ได้พบหน้าอดีตภรรยา ต่งเจิ้งหาวถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ ภาพตรงหน้าทำให้เขาเผลอหลุดเข้าไปในภวังค์ความคิด
จั๋วเจียเย่วเป็นผู้หญิงที่สะสวยหมดจดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาหลายปี
แต่กาลเวลาดูเหมือนจะไม่สามารถทำอะไรเธอได้ กลับยิ่งขัดเกลาให้เธอดูสง่างาม เปี่ยมด้วยราศีและความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม ไม่มีร่องรอยของความโรยราปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับมองหาเงาของผู้หญิงคนเดิมที่เขาเคยรู้จักไม่เจอเลย สตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าคือคุณนายผู้สูงศักดิ์ที่ใช้ชีวิตอย่างพรั่งพร้อม ซึ่งแตกต่างจากอดีตภรรยาในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคน
"เชิญนั่งก่อนสิคะ" จั๋วเจียเย่วเอ่ยเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งความรู้สึกผิดปกติใดๆ
แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับต่งเจิ้งหาวที่ไม่เจอกันมานานถึงยี่สิบปี ทั้งที่สาเหตุของการหย่าร้างในคราวนั้นเกิดจากการที่ต่งเจิ้งหาวปันใจให้หญิงอื่น
ต่งเจิ้งหาวทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเปิดประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม "ที่นัดผมมาวันนี้ เพราะเรื่องของมู่มู่ใช่ไหม"
จั๋วเจียเย่วรินชาร้อนลงในถ้วยส่งให้ต่งเจิ้งหาว ท่าทีของเธอไม่ได้แสดงความแปลกใจที่เขารู้ทัน "เธอคงบอกคุณแล้วสินะ"
"ใช่ เด็กคนนั้นบอกผมว่าคุณต้องการให้เธอย้ายไปอยู่ด้วย"
เธอยกชาขึ้นจิบพลางปรายตามองต่งเจิ้งหาวแวบหนึ่ง "ฉันมีความคิดแบบนั้นจริงๆ ยังไงซะฉันก็เป็นแม่แท้ๆ ที่คลอดเธอออกมา"
ต่งเจิ้งหาวผายมือออกข้างตัวพร้อมยักไหล่ "แต่ปัญหาก็คือ มู่มู่เธอไม่เต็มใจ"
ริมฝีปากของจั๋วเจียเย่วกระตุกยิ้มบางๆ "แค่คุณเต็มใจก็พอแล้วนี่คะ ฉันคิดว่าตอนที่คุณรับเธอกลับมาเลี้ยง คุณเองก็คงไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่เหมือนกันจริงไหม"
"ใครพูดแบบนั้น มู่มู่ก็ลูกสาวผมเหมือนกัน ผมต้องเต็มใจเลี้ยงเธออยู่แล้ว" ต่งเจิ้งหาวตอบกลับเสียงแข็ง
แต่สีหน้ากลับมีความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพราะคำพูดของจั๋วเจียเย่วดันจี้ใจดำ ทำให้เขานึกย้อนไปถึงตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อนตอนที่เพิ่งรับลูกสาวกลับมา ซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นเขาทำตัวงี่เง่าจริงๆ
จั๋วเจียเย่วกวาดตามองกิริยานั้นอย่างรู้ทัน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา "ฉันคิดว่ามู่มู่อาจจะแค่ยังไม่คุ้นเคยกับฉัน เธอถึงได้ปฏิเสธที่จะมาอยู่ด้วย บางทีถ้าคุณช่วยพูดกล่อมเธอสักหน่อย แกอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้"
"แล้วทำไมผมต้องช่วยคุณด้วย"
ดวงตาของจั๋วเจียเย่วหรี่ลงเล็กน้อย เธอมองประเมินชายตรงหน้า "คุณอยากได้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็บอกมาตรงๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นลู่ทางทำธุรกิจ หรือเงินสด"
"ดูท่าทางคุณจะแต่งงานใหม่ไปได้ดีน่าดูสินะ ถึงได้กล้าพูดจาแบบนี้"
จั๋วเจียเย่วไม่ได้โต้ตอบถ้อยคำประชดประชันนั้น ต่งเจิ้งหาวจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด
"เงินทองน่ะผมก็พอมี ไม่ต้องให้คุณมาลำบากใจช่วยสงเคราะห์หรอก ในเมื่อมู่มู่ยืนยันว่าไม่อยากไป ผมก็คงไปบังคับไล่เธอออกจากบ้านไม่ได้หรอกนะ ดังนั้นคุณอย่ามาเสียเวลากับผมตรงนี้เลยจะดีกว่า"
ความโกรธเริ่มฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของจั๋วเจียเย่ว แต่เธอก็พยายามข่มมันไว้และปรับน้ำเสียงให้ดูมีเหตุผล
"มู่มู่อยู่กับคุณ เธอก็ไม่ได้สุขสบายอะไรไม่ใช่เหรอคะ ฉันสามารถมอบชีวิตที่ดีกว่าให้เธอได้ ถ้าเธอมาอยู่กับฉัน คุณเองก็จะสบายตัวขึ้น ภาระน้อยลง ไม่ดีหรือไง"
เธอยังคงพยายามหว่านล้อม เพราะจากท่าทีของต่งเจิ้งหาวเมื่อครู่ ทำให้เธอรู้สึกว่าอีกนิดเดียวเขาก็น่าจะยอมตกลงรับข้อเสนอแล้ว
แต่แล้วเธอกลับต้องผิดหวัง เมื่อต่งเจิ้งหาวแค่นหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมลูกสาวคนโตของเขาถึงได้พยายามหลีกหนีแม่แท้ๆ คนนี้
ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่บนหอคอยงาช้างแบบไหน การพูดจาและการวางตัวถึงได้ดูเย่อหยิ่งและเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลขนาดนี้
ต่งเจิ้งหาวแอบคิดในใจอย่างขบขันว่า นิสัยของมู่มู่ช่างถอดแบบมาจากเขาเป๊ะๆ ไม่มีผิด
ต่งเจิ้งหาวดันถ้วยชาตรงหน้าออกไปให้พ้นทาง "เราสองคนน่ะมันก็ศีลเสมอกันนั่นแหละ เธออยู่กับผมแล้วไม่สุขสบาย แล้วคุณมั่นใจได้ยังไงว่าไปอยู่กับคุณแล้วจะมีความสุข คุณไม่มีลูกใหม่หรือผัวใหม่ให้ต้องคอยดูแลเอาใจใส่หรือไง"
คำพูดขวานผ่าซากของเขาทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนแทบหยุดหายใจ
จั๋วเจียเย่วตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ต่งเจิ้งหาวไม่มีทางยอมช่วยเธอแน่นอน
"ถ้าคุณอยากชดเชยให้เธอจริงๆ ว่างๆ ก็แวะมาหาเธอที่เมืองชิ่งเฉิงสิ เธอกลับบ้านทุกสุดสัปดาห์นั่นแหละ”
“แต่ถ้าใจจริงไม่ได้อยากชดเชยอะไรขนาดนั้น ก็เลิกมานั่งปั้นหน้าจอมปลอมแถวนี้เถอะ คุณคิดว่าผมทำหน้าที่พ่อได้ห่วยแตก แล้วตัวคุณเองดีเด่กว่าผมตรงไหนไม่ทราบ"
ต่งเจิ้งหาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "เอาล่ะ เรื่องที่ควรพูดผมก็พูดไปหมดแล้ว วันหลังถ้าไม่มีธุระคอขาดบาดตายอะไร เราก็อย่ามาเจอกันอีกเลยดีกว่า"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที การสนทนาใช้เวลาเพียงสิบนาทีเศษ แต่กลับทำให้จั๋วเจียเย่วโกรธจนตัวสั่น หน้าชาเหมือนถูกตบ
หลังจากต่งเจิ้งหาวจากไปได้เพียงสองนาที ฉีหมิงเจาก็เดินออกมาจากฉากกั้นด้านหลัง
เมื่อครู่เขาแอบฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่ในห้องเล็กข้างๆ ไม่ใช่แค่ภรรยาของเขาที่โกรธ แต่ตัวเขาเองที่ได้ยินวาจาสามหาวพวกนั้นก็รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทั้งยังทำตัวเป็นพวกนักเลงข้างถนน
เขาทอดสายตามองภรรยาที่นั่งตัวแข็งทื่อด้วยความสงสาร แต่อย่างไรก็ตาม เป้าหมายยังคงเดิม หลิ่วมู่มู่จะต้องกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลฉีให้ได้
ฉีหมิงเจาก้าวเข้าไปวางมือบนไหล่บางของภรรยาแล้วบีบนวดเบาๆ เพื่อคลายความตึงเครียด "อย่าโกรธไปเลยคุณ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมจัดการเอง ไอ้เจ้าต่งเจิ้งหาวคนนี้..."
แม้จะพูดไม่จบประโยค แต่จั๋วเจียเย่วก็เข้าใจความนัยของสามีได้ทันที
ต่งเจิ้งหาวเป็นแค่ชาวบ้านร้านตลาดธรรมดา แต่กลับกล้ามาท้าทายภรรยาของผู้นำตระกูลฉี ถึงเขาจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย แต่ฉีหมิงเจาคงไม่ปล่อยคนอวดดีแบบนี้ไว้แน่
"คุณจะทำยังไง" จั๋วเจียเย่วเงยหน้าขึ้นถาม
"วางใจเถอะ ผมแค่จะสั่งสอนเขาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น" ฉีหมิงเจาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ
ช่วงนี้ตระกูลฉีถูกจับตามองจากหลายฝ่าย เขาจึงไม่กล้าลงมือทำอะไรที่เอิกเกริกเกินไปในปักกิ่ง ทำได้เพียงใช้วิธีการที่ดูนุ่มนวลแต่ได้ผลชะงัด
ในเมื่อหลิ่วมู่มู่หัวรั้นยืนกรานจะเกาะติดอยู่กับบ้านตระกูลต่ง ก็แค่ทำให้บ้านหลังนั้นพังครืนลงมาเสีย พอไร้ที่ซุกหัวนอน เธอก็ต้องซมซานกลับมาหาแม่แท้ๆ ผู้ร่ำรวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จั๋วเจียเย่วรู้ดีว่านิสัยของสามีเป็นอย่างไร คำว่า "สั่งสอนเล็กน้อย" ของเขา อาจหมายถึงหายนะสำหรับต่งเจิ้งหาว
เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกับต่งเจิ้งหาวถึงขนาดต้องทำลายล้างกัน แม้ว่าในอดีตเขาจะเคยนอกใจ
แต่เวลาก็ล่วงเลยมากว่ายี่สิบปีแล้ว และเธอก็ใช้เหตุการณ์นั้นเป็นบันไดในการพาตัวเองกลับมายังปักกิ่งได้สำเร็จ ในใจลึกๆ จึงไม่ได้ผูกใจเจ็บอาฆาตมาดร้ายอะไรมากมาย
เธอรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำเรื่องนี้ให้มันดูน่าเกลียดจนเกินไป
จั๋วเจียเย่วมองฉีหมิงเจาด้วยแววตาลังเล "ยังไงเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กคนนั้นนะคะ"
ฉีหมิงเจกุมมือเธอไว้แน่นขึ้น สายตาฉายแววเด็ดขาด "เขาจำเป็นต้องได้รับบทเรียน อีกอย่างถ้าบ้านตระกูลต่งยังอยู่ดีมีสุข เป็นสุขศาลาให้พักพิง เราคงต้องเปลืองน้ำลายอีกเยอะกว่าจะเกลี้ยกล่อมเด็กคนนั้นให้กลับมาได้"
"แต่ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เธอยังไม่ยอมอีกล่ะ"
"ไม่มีทาง" ฉีหมิงเจาตอบกลับด้วยความมั่นใจ
"ทำไมคุณถึงมั่นใจขนาดนั้น" จั๋วเจียเย่วถามด้วยความแปลกใจ
"ถึงฉันจะได้คุยกับเธอแค่ไม่กี่คำ แต่ดูออกเลยว่าเด็กคนนั้นมีความคิดเป็นของตัวเองสูงมาก"
ฉีหมิงเจาส่ายหน้ายิ้มๆ นิ้วมือลูบไล้ไหล่ภรรยาเบาๆ อย่างปลอบประโลม "ต่อให้มีความคิดความอ่านแค่ไหน เธอก็เป็นแค่เด็กเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง”
“รายได้ก็ไม่มีเป็นของตัวเอง แล้วลำพังบ้านตระกูลต่งจะเจียดเงินค่าขนมให้เธอได้สักเท่าไหร่กันเชียว"
จากการที่จั๋วเจียเย่วรู้จักนิสัยพื้นเพของต่งเจิ้งหาวดี เขาเหมือนแม่ของเขาไม่มีผิดเพี้ยน คือพวกหัวโบราณที่เห็นลูกชายเป็นเทวดา สมบัติพัสถานทุกอย่างคงเก็บไว้ประเคนให้ลูกชายหมด
ลูกสาวอย่างมู่มู่คงไม่ได้อะไรมาก ยิ่งเป็นลูกที่เพิ่งรับกลับมาอยู่ด้วยทีหลัง ต่งเจิ้งหาวอาจจะพอมีเยื่อใยยอมควักเนื้อให้บ้าง แต่ภรรยาใหม่ของเขาคงไม่มีทางยอมแน่
[จบบท]