บทที่ 217: หมากกระดานนี้ใครเป็นผู้คุม
สิ่งที่บิดาของเขาเคยปรารภไว้ดูท่าจะเป็นความจริงเสียแล้ว ผู้มีเนตรสวรรค์แห่งตระกูลฉีผู้นี้คงเหลือเวลาเสวยสุขบนโลกอีกไม่นาน
หากมิใช่เพราะรู้ชะตาตนเอง มีหรือระดับปรมาจารย์เช่นนางจะยอมลดเกียรติลงมาทำนายทายทักให้แก่พวกเด็กเมื่อวานซืนกลางงานวันเกิดของตนเยี่ยงนี้
“ไปกันเถอะ” เยียนซิวเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ไปไหนคะพี่” เยียนหลิงเลิกคิ้วด้วยความฉงน
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่กลับเดินนำลิ่วเข้าใปกลางวงล้อมของฝูงชน
ในแวดวงสังคมชั้นสูงแห่งนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักคุณชายเยียน ทันทีที่ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามา ผู้คนต่างพากันแหวกทางให้ราวกับเกลียวคลื่นที่แยกออกจากกัน ต่างคนต่างเก็บความสงสัยใคร่รู้ไว้ในใจว่าว่าที่ผู้นำตระกูลเยียนผู้นี้กำลังจะเล่นละครฉากไหน
ฝ่ายเยียนหลิงได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ เมื่อครู่พี่ชายตัวดียังบอกปาวๆ ว่ามางานวันเกิดคนอื่นให้สำรวมกิริยา แล้วไฉนตอนนี้ถึงได้เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเรื่องเสียเองเล่า
สองพี่น้องตระกูลเยียนเดินแหวกฝูงชนจนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉีปู้เหยียน บรรดาลูกหลานตระกูลฉีที่ยืนอารักขาผู้อาวุโสอยู่ต่างจ้องมองผู้มาเยือนด้วยแววตาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ
ทว่าเมื่อนางพญาของตระกูลยังสงบนิ่ง เหล่าบริวารจึงได้แต่ข่มโทสะไว้ในอก ไม่กล้าเอ่ยปากล่วงเกิน
เยียนซิวคลี่ยิ้มบางเบามอบให้แก่หญิงชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา “ผู้น้อยเยียนซิว ขออวยพรให้ท่านมีอายุมั่นขวัญยืนดุจขุนเขาครับ”
มุมปากของฉีปู้เหยียนกดลึกลงเล็กน้อย แม้ถ้อยคำจะฟังดูเป็นมงคล แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากของทายาทตระกูลคู่ปรับ มันกลับฟังดูแปร่งปร่าคล้ายมีคมมีดซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้น
“คุณชายเยียนเกรงใจคนแก่เกินไปแล้ว”
ฉีหมิงเจาที่ยืนขนาบข้างเห็นสีหน้าเรียบเฉยของผู้เป็นอาก็ลอบระบายลมหายใจยาว อย่างน้อยตอนนี้ตระกูลฉียังไม่พร้อมจะเปิดศึกกับตระกูลเยียน แม้เบื้องหลังจะฟาดฟันกันจนยับเยิน
แต่หน้าฉากสังคมยังคงต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน หากอาหญิงเกิดบันดาลโทสะใส่เยียนซิวกลางงานเลี้ยง เกรงว่าผลที่ตามมาคงยากจะรับมือ
หากแต่การที่ฉีปู้เหยียนเลือกที่จะวางเฉย มิได้หมายความว่าเยียนซิวจะยอมรามือแต่โดยดี
ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบวง แขกเหรื่อที่เมื่อครู่ยังแย่งกันยื่นหน้าเสนอตัวให้ท่านผู้เฒ่าทำนายดวง ต่างพากันหลบสายตาเขากันพัลวัน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก
“ผู้น้อยได้ยินกิตติศัพท์ความแม่นยำของเนตรสวรรค์มานาน ไม่ทราบว่าวันนี้พอจะมีวาสนาให้ท่านช่วยชี้แนะสักครั้งได้ไหมครับ”
“คุณชายเยียนกล่าวหนักเกินไปแล้ว ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน การเที่ยวทำนายสุ่มสี่สุ่มห้าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเสียเปล่าๆ” ฉีปู้เหยียนกล่าวปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเด็ดขาด
“ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ เรื่องอื่นผู้น้อยอาจไม่เชื่อถือ แต่สำหรับท่านผู้มีเนตรสวรรค์ ในแผ่นดินนี้จะหานักพยากรณ์คนไหนเทียบเทียมท่านได้อีก ผู้น้อยจนปัญญาจริงๆ ถึงได้บากหน้ามารบกวนท่าน”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉีปู้เหยียนกระตุกเกร็ง เยียนซิวจงใจใช้คำพูดยกยอปอปั้นมัดมือชกนางต่อหน้าธารกำนัล ในสถานการณ์ที่ถูกจับจ้องเช่นนี้ นางไร้ทางถอยโดยสิ้นเชิง จำต้องกัดฟันถามกลับไป “แล้วคุณชายเยียนอยากจะให้คนแก่ดูเรื่องอะไรล่ะ”
“ขอเป็นดวงเนื้อคู่ก็แล้วกันครับ”
คำตอบนั้นเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วบริเวณ ที่ผ่านมาใครๆ ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของคุณนายเยียนที่เพียรพยายามเฟ้นหาคู่ตุนาหงันให้บุตรชาย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีหญิงงามบ้านไหนพิชิตใจคุณชายใหญ่ผู้นี้ได้สักราย
ที่แท้พ่อหนุ่มหน้าหยกแห่งตระกูลเยียนก็มีมุมที่ถวิลหาความรักกับเขาเหมือนกัน คำพูดทีเล่นทีจริงของเขาช่วยละลายบรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ให้จางลงไปถนัดตา
ในที่สุดฉีปู้เหยียนก็จำยอมพยักหน้ารับ “เช่นนั้น ฉันจะลองตรวจดวงชะตาให้คุณชายเยียนดูสักครั้ง”
เพิ่งจะเสียรู้ให้เด็กเมื่อวานซืนไปหยกๆ คราวนี้นางยังต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอีกครั้ง ความคับแค้นใจแล่นพล่านอยู่ในอกของหญิงชรา แต่นางก็จนปัญญาที่จะบ่ายเบี่ยง
ดวงตาฝ้าฟางเงยขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมเข้มของชายหนุ่ม ทันทีที่สบตา ภาพที่ปรากฏแก่คลองจักษุคือกลุ่มก้อนไอสังหารดำทมิฬที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
มันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเยียนซิวราวกับสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้คนที่เข้าใกล้ให้แหลกเป็นจุณ
ทว่าดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้วิธีควบคุมมัน ไอสังหารเหล่านั้นจึงถูกกดทับไว้อย่างสงบนิ่งภายใต้ท่าทีเยือกเย็นของเขา
ฉีปู้เหยียนหรี่ตาลง พยายามเพ่งกระแสจิตฝ่าความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด เพื่อค้นหาแสงสว่างหรือร่องรอยแห่งชะตากรรม แตยิ่งมองลึกลงไปเท่าไร ก็พบแต่ความว่างเปล่า
ชะตาชีวิตของบุรุษผู้นี้ถูกไอสังหารกลืนกินจนสิ้นซาก ปิดตายทุกหนทางในการสอดส่อง
ฉับพลันนั้น โสตประสาทของนางคล้ายแว่วเสียงเรียกบางอย่าง ภายใต้ม่านหมอกสีดำอำมหิต มีเสียงใครคนหนึ่งกำลังพร่ำเรียกชื่อเยียนซิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หัวใจของหญิงชราเต้นระรัวด้วยความลิงโลด คิดว่าในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาเปิดทางให้นางแล้ว
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่นางรวบรวมสมาธิเพ่งมองไปยังต้นเสียง ภาพร่างเงาเลือนรางที่เพิ่งปรากฏขึ้นกลับถูกคลื่นไอสังหารลูกมหึมาถาโถมเข้าใส่จนมิด กลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของผู้คนนับร้อย ฉีปู้เหยียนหลับตาลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับของเหลวสีแดงฉานที่ไหลรินออกมาจากหางตาทั้งสองข้างราวกับน้ำตาเลือด
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผ่านไปอึดใจใหญ่ หญิงชราจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและอ่อนโรยเต็มที “ต้องขออภัยที่ทำให้คุณชายเยียนผิดหวัง ชะตาชีวิตของคุณ... ฉันจนปัญญาที่จะมองเห็น”
เมื่อสถานการณ์บีบคั้นมาถึงขั้นนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมกลืนเลือดตัวเอง ยอมรับความพ่ายแพ้และเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชน
ตระกูลเยียน... ช่างร้ายกาจนัก หนี้แค้นครั้งนี้นางจะจารึกไว้ในกระดูกดำ
“เป็นผมเองที่ดึงดันฝืนลิขิตฟ้า” เยียนซิวถอนหายใจยาว สีหน้าฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
เสียงซุบซิบเริ่มดังเซ็งแซ่ไปทั่วงาน สรุปแล้วเป็นเพราะดวงของเยียนซิวแข็งแกร่งเกินต้านทาน หรือแท้จริงแล้วผู้มีเนตรสวรรค์แห่งตระกูลฉีเป็นเพียงราคาคุย ไม่ได้วิเศษวิโสสมคำร่ำลือ
เพียงแค่ดูดวงความรักธรรมดา ยังถึงกับเลือดตกยางออกขนาดนี้ เห็นทีฝีมือคงจะสู้หมอดูตามข้างถนนยังไม่ได้กระมัง
พอลองตรองดูให้ดี เรื่องที่พวกตนแห่กันถามเมื่อครู่ หากไปจ้างซินแสที่มีชื่อเสียงหน่อยก็คงได้คำตอบไม่ต่างกัน
การปรากฏตัวของเยียนซิวเปรียบเสมือนการกระชากหน้ากากศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลฉี ผู้คนเริ่มคลายความศรัทธา ขณะที่ฉีปู้เหยียนซึ่งสูญเสียพลังวัตรไปอย่างหนักจนแทบประคองสติไม่อยู่ ต้องให้ลูกหลานรีบเข้ามาหิ้วปีกพากลับไปพักผ่อนเป็นการด่วน
หากสายตาฆ่าคนได้ ร่างของเยียนซิวคงถูกคนตระกูลฉีเชือดเฉือนจนพรุนไปทั้งตัว
เยียนหลิงรีบขยับตัวเข้าไปเบียดพี่ชายจนแทบจะสิงร่าง ด้วยเกรงว่าสุนัขจนตรอกจะหันมากัดคนไม่เลือกหน้า แล้วตนจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
แน่นอนว่าตระกูลฉีไม่กล้าบุ่มบ่ามถึงเพียงนั้น เวลานี้ในหัวของฉีหมิงเจามีแต่คำว่า ‘เสียใจ’ วนเวียนอยู่ไม่รู้จบ เขาพลาดมหันต์ที่ส่งเทียบเชิญให้ศัตรูเข้าบ้าน
แผนการสร้างบารมีที่วางไว้ดิบดีกลับพังครืนไม่เป็นท่าเพราะน้ำมือของเยียนซิว พวกเศรษฐีหน้าโง่ที่ยังลังเลคงพากันตีจาก
หลังจบงานวันนี้ พันธมิตรที่ตระกูลฉีหวังจะดึงมาร่วมเรือคงเหลือไม่ถึงครึ่ง มิหนำซ้ำอาหญิงยังต้องมาบาดเจ็บจนดูดวงไม่ได้ไปอีกนาน คงมีคนถอดใจถอนตัวออกไปอีกโข
แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อครู่พอประคองอาหญิงเข้าห้องไป ท่านก็กระอักเลือดออกมาคำโต อาการสาหัสเอาการ
ชีวิตของเธอคือเสาหลักค้ำจุนตระกูลฉี ฉีหมิงเจาได้แต่สวดอ้อนวอนขอให้นางฟื้นตัวโดยเร็ว
งานเลี้ยงยังไม่เลิกรา เขาจำต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มออกไปรับแขกทั้งที่ใจร้อนรุ่ม และทุกครั้งที่สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงของเยียนซิว เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
ในขณะที่คฤหาสน์ตระกูลฉีกำลังคุกรุ่นไปด้วยไฟแค้น อีกด้านหนึ่งของเมือง ต่งเจิ้งหาวกำลังประสบวิกฤตการณ์ปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ที่โรงแรม
สองวันมานี้ ต่งเยว่มายืนเฝ้าหน้าห้องพักของหลิ่วมู่มู่ตั้งแต่ไก่โห่ทุกวันเพื่อจะลากพี่สาวออกไปเที่ยว ส่วนเมื่อวานก็มีสมาชิกใหม่อย่างต่งฉี ที่เข็ดขยาดการเดินช้อปปิ้งจนหน้าซีด ขอเกาะขบวนตามมาด้วยอีกคน
วันนี้ทั้งสามคนตะลอนทัวร์สวนสัตว์เปิดกันมาทั้งวัน พอกลับถึงห้องพัก หลิ่วมู่มู่ก็ทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยสภาพหมดสภาพ รู้สึกราวกับว่าขาทั้งสองข้างมันประท้วงจะลาออกจากร่างกายเสียให้ได้
[จบบท]