บทที่ 222: โฉมหน้าผู้บงการ
ในเวลานั้นสติของต่งเจิ้งหาวเริ่มแปรปรวนเข้าขั้นวิกฤตแล้ว หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าการไปทวงของคืนในตอนนี้จะไปกระตุ้นให้อีกฝ่ายคลุ้มคลั่งจนเสียแผน หลิวต้าฟู่คงไม่มีทางยอมปล่อยให้ต่งเจิ้งหาวนำหินดิบก้อนนั้นติดมือกลับไปง่ายๆ แบบนี้แน่
เรื่องนี้เขาต้องจดจำใส่บัญชีหนังหมาเอาไว้ รอให้จัดการเรื่องราวทั้งหมดจบสิ้นเมื่อไหร่ เขาจะต้องไปทวงหินก้อนนั้นคืนมาให้จงได้
ระหว่างที่หลิวต้าฟู่กำลังครุ่นคิดวางแผนการในหัว พอเงยหน้าขึ้นมา สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตู
ฝ่ายชายรูปร่างสูงโปร่งสวมกางเกงสแล็คเข้าชุดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา แขนเสื้อถูกพับขึ้นมาอย่างลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง บนข้อมือสวมนาฬิกาหรูที่แค่ปรายตามองแวบเดียว พ่อค้าจิวเวลรี่ตาเหยี่ยวอย่างเขาก็ประเมินได้ทันทีว่าราคามันแพงระยับขนาดไหน ดีไม่ดีอาจซื้อร้านเขาได้ทั้งร้าน
ส่วนคนที่ยืนคล้องแขนแนบชิดอยู่ข้างกายชายหนุ่ม เป็นเด็กสาวหน้าตาอ่อนเยาว์ ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าเรียบง่าย บนไหล่บางมีเสื้อสูทตัวนอกของผู้ชายคลุมทับเอาไว้
พอเพ่งมองให้ชัดอีกที หลิวต้าฟู่ก็ต้องชะงัก เด็กสาวคนนี้หน้าตาคุ้นตาเหลือเกิน นี่มันลูกสาวคนโตของต่งเจิ้งหาวไม่ใช่หรือไง เมื่อไม่นานมานี้พวกเขายังนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกันอยู่เลยแท้ๆ
หลิวต้าฟู่ลอบตื่นตระหนกในใจ ยัยเด็กนี่ตามมาเจอที่นี่ได้ยังไง?
หลิ่วมู่มู่ยืนเคียงข้างเยียนซิว ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่หลิวต้าฟู่เขม็ง แววตาที่มองมานั้นว่างเปล่าไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังมองวัตถุสิ่งของ แม้จะยืนห่างกันพอสมควร แต่สายตานั้นกลับทำให้คนที่ถูกจ้องรู้สึกขนลุกซู่ หนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลังอย่างน่าประหลาด
หลิวต้าฟู่พยายามข่มความหวาดหวั่นในใจ กัดฟันเดินตรงไปที่ประตูพร้อมกับปั้นหน้ายิ้มแย้มส่งให้ผู้มาเยือน
“อ้าว... นี่มันหลิ่วมู่มู่นี่นา ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ”
“คนฉลาดเป็นกรดอย่างเถ้าแก่หลิว น่าจะเดาได้ไม่ยากนะคะว่าทำไมหนูถึงมาหา” น้ำเสียงของเด็กสาวราบเรียบแต่แฝงความนัยที่ฟังแล้วไม่น่าไว้ใจ
“อาไม่รู้จริงๆ นะเนี่ย” หลิวต้าฟู่ยังคงตีหน้าซื่อ ยิ้มสู้เสือต่อไป
“นิสัยปากแข็งนี่แก้ไม่หายจริงๆ ใครเป็นคนสั่งให้คุณเล่นงานพ่อของหนูคะ” หลิ่วมู่มู่คร้านจะเล่นลิ้นอ้อมค้อมกับคนประเภทนี้ เธอซัดเข้าประเด็นทันที
“หนูพูดเรื่องอะไรเนี่ย อางงไปหมดแล้วนะ” หลิวต้าฟู่ยังคงแสร้งทำหน้าไขสือตาใส
หลิ่วมู่มู่เดาะลิ้นจิ๊จ๊ะในใจ สมแล้วที่เป็นจิ้งจอกสังคมที่เอาตัวรอดในดงผู้ดีตีนแดงอย่างปักกิ่งได้ แค่ทักษะการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จนี่ก็กินขาดคนทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น
แต่น่าเสียดาย... คำตอบที่เธอต้องการนั้น เธอไม่จำเป็นต้องรอฟังจากปากของใคร
วันนี้เธอใช้ญาณเทพไปแล้วหนึ่งรอบ แต่ตอนที่เยียนซิวเจอเธอที่โรงแรม เขาได้เติมพลังด้วยยันต์ให้เธออีกแผ่น ซึ่งมากพอที่จะเปิดใช้งานญาณเทพได้เป็นครั้งที่สอง
ตั้งแต่วินาทีที่หลิวต้าฟู่เผลอสบตากับเธอ ฉากเหตุการณ์ในอดีตของเขาก็ถูกกางแผ่หราอยู่ตรงหน้าหลิ่วมู่มู่ราวกับม้วนฟิล์มภาพยนตร์
อาจเป็นเพราะปีนี้เธอใช้งานเนตรสวรรค์ถี่เกินไป พลังของเธอจึงกล้าแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเมื่อก่อนที่ทำได้เพียงมองเห็นอนาคต แต่เดี๋ยวนี้การย้อนดูอดีตกลับทำได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ภาพเหตุการณ์ไหลย้อนกลับไป... เริ่มจากตอนที่เขายัดเยียดของประดับชิ้นนั้นให้ต่งเจิ้งหาว ย้อนกลับไปตอนที่เขาสั่งลูกน้องให้นำมันไปส่งมอบในวันที่พ่อของเธอเดินทางมาถึง ย้อนลึกไปกว่านั้น... คือตอนที่หลิวต้าฟู่รับซื้อของอัปมงคลชิ้นนั้นมาจากบุคคลปริศนา
เสียงบทสนทนาในอดีตดังชัดเจนในหัวของหลิ่วมู่มู่
“นี่คือโป่งข่ามหนอกน้ำที่ขุดได้จากใต้ต้นไม้หัวคน น้ำที่ขังอยู่ข้างในจะค่อยๆ ระเหยออกมา การสัมผัสคลุกคลีเป็นเวลานานจะกระตุ้นด้านมืดในจิตใจมนุษย์ให้ขยายใหญ่ขึ้น แค่เห็นหน้าคนก็พาลจะหงุดหงิดโมโหร้ายควบคุมตัวเองไม่ได้”
และตอนนั้น หลิวต้าฟู่ก็แสยะยิ้มตอบกลับไปว่า
“ประเสริฐ... นี่แหละของที่ฉันต้องการ”
จะทำให้ต่งเจิ้งหาวกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายไปเพื่ออะไรกัน? หวังจะยืมมือเขาทำร้ายร่างกายแม่เลี้ยงอย่างเจียงหลีงั้นหรือ?
หลิ่วมู่มู่ยังไม่เข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน จึงเพ่งสมาธิมองย้อนกลับไปอีก
คราวนี้เธอเห็นเขากำลังรับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่ชื่อ ‘คุณฉี’ และน้อมรับคำสั่งให้ไปเสาะหาโป่งข่ามหนอกน้ำมาจัดการต่งเจิ้งหาว
ภาพยังฉายให้เห็นอีกว่า ตั้งแต่ก่อนที่หลิวต้าฟู่จะรู้จักมักจี่กับต่งเจิ้งหาว ไอ้คุณฉีคนนี้ก็คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง บงการให้เขาสร้างสถานการณ์บังเอิญเพื่อตีสนิทกับพ่อของเธอ
คุณฉี...
แซ่ฉี... ก็คงจะเป็นตระกูลฉีเดียวกับที่สั่งให้หลู่เหยาคอยจับตาดูเธอ และแสดงความสนใจในตัวเธอเป็นพิเศษสินะ
ก่อนหน้านี้หลิ่วมู่มู่ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของจั๋วเจียเยว่ แต่แม่บังเกิดเกล้าของเธอกลับไม่โผล่หัวออกมาในภาพความทรงจำของหลิวต้าฟู่เลยแม้แต่เงา
ถ้าอย่างนั้น... ทำไมคนตระกูลฉีถึงต้องสนใจในตัวเธอ ถึงขนาดล่อเสือออกจากถ้ำหลอกให้ต่งเจิ้งหาวมาที่ปักกิ่ง วางแผนเล่นงานพ่อของเธอสารพัด แต่กลับเลี้ยงไข้ไว้ไม่ให้ถึงตาย
“คนที่บงการให้คุณเล่นงานพ่อหนู... แซ่ฉีใช่ไหมคะ”
คำถามที่พุ่งเป้าเข้ากลางแสกหน้าทำเอาหลิวต้าฟู่สะดุ้งเฮือก รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกใจ เมื่อจนมุม เขาจึงแสร้งตะเบ็งเสียงกลบเกลื่อนเพื่อข่มขวัญ
“พวกคุณออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! ที่นี่ไม่ต้อนรับ!”
ทว่าทั้งหลิ่วมู่มู่และเยียนซิวกลับยืนนิ่งเป็นหิน ไม่สะทกสะท้านต่อคำไล่
“ถ้ายังไม่ไปอีก ฉันจะแจ้งตำรวจแล้วนะ!”
“เอาสิคะ โทรเลย” หลิ่วมู่มู่ท้าทายกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “จะได้ให้ตำรวจจากแผนกสืบสวนคดีพิเศษมาคุยกับคุณด้วยเลย เรื่องที่คุณลักลอบซื้อขายวัตถุไสยเวทต้องห้าม”
พูดจบเธอก็หันไปหาชายหนุ่มข้างกาย
“ที่ปรึกษาเยียนคะ ช่วยสงเคราะห์ความรู้ทางกฎหมายให้คุณอาเขาหน่อยสิคะ ว่าคดีแบบนี้มีโทษจำคุกกี่ปี”
เยียนซิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเป็นทางการ
“คำนวณจากมูลค่าของกลางและระดับความเสียหายต่อสังคม โทษจำคุกมีตั้งแต่สามปีไปจนถึงสิบปี”
หลิ่วมู่มู่ฉีกยิ้มตาหยีจนตาเป็นรูปสระอิ ก่อนจะสรุปบทลงโทษให้เสร็จสรรพ
“ด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่ผ่านมือเถ้าแก่หลิว... สงสัยคงได้ไปนอนกินข้าวแดงในคุกพิเศษสักสิบปีแน่ๆ เลยค่ะ”
แก้มอูมๆ ของหลิวต้าฟู่กระตุกยิก ต่อให้เขาโง่เง่าแค่ไหน ตอนนี้ก็ดูออกแล้วว่าลูกสาวคนโตของต่งเจิ้งหาวไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาไก่กา
ตอนกินข้าวร่วมโต๊ะ เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่คนบ้านต่งทุกคนพินอบพิเทาเอาอกเอาใจเด็กคนนี้จนออกนอกหน้า ในฐานะคนนอกเพียงคนเดียว เขาดูออกว่ามันไม่ใช่แค่ความรักใคร่เอ็นดู แต่มันคือความเกรงใจ และตอนนี้... เขาก็รู้ซึ้งถึงสาเหตุนั้นแล้ว
สมองของหลิวต้าฟู่หมุนเร็วรี่ดั่งลูกข่าง พยายามหาทางหนีทีไล่ จะใช้กำลังหักหาญน้ำใจหรือ? ลำพังแค่หลิ่วมู่มู่เขาอาจจะพอรับมือไหว แต่ผู้ชายมาดคุณชายที่ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างๆ เธอนั่น รังสีอำมหิตแผ่ออกมาขนาดนั้น คงเคี้ยวยากน่าดู
ในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ ก็คงต้องใช้ไม้นวมประนีประนอม
คิดได้ดังนั้น หลิวต้าฟู่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าและน้ำเสียงให้อ่อนลงจนน่าหมั่นไส้
“หลิ่วมู่มู่... หนูมีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า เรื่องพ่อของหนูมันไม่เกี่ยวกับอาจริงๆ นะ อากับเขาไม่มีความแค้นต่อกัน อาก็แค่ทำตามคำสั่งเจ้านายเท่านั้น”
“บอกชื่อเจ้านายคนนั้นมา”
หลิวต้าฟู่อึกอักลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือก จึงจำใจคายความลับออกมา
“ฉีหมิงเจา”
ชื่อที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิด หลิ่วมู่มู่กระตุกชายเสื้อสูทของเยียนซิวเบาๆ
“คุณรู้จักคนชื่อนี้ไหม”
“อืม... คืนนี้พวกเรากำลังจะไปงานเลี้ยงที่บ้านเขานั่นแหละ”
หลิ่วมู่มู่ถึงกับผิวปากหวือออกมาเบาๆ อะไรโลกมันจะกลมจนน่าขนลุกขนาดนี้
หลิวต้าฟู่เหลือบมองเยียนซิวด้วยความหวาดหวั่น หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม คนที่ได้รับเกียรติเชิญจากตระกูลฉี ย่อมไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมันที่เขาจะไปแหย่เล่นได้แน่
ทันใดนั้น จู่ๆ สมองของหลิ่วมู่มู่ก็แล่นปราด เชื่อมโยงบางอย่างขึ้นมาได้ จึงโพล่งถามออกไปอีกประโยค
“แล้วคุณรู้จักจั๋วเจียเยว่ไหม”
เยียนซิวเอื้อมมือหนามาปัดปอยผมที่ระแก้มเนียนของเธอออกให้อย่างอ่อนโยน ทว่าน้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นราบเรียบแต่หนักแน่นด้วยข้อมูล
“ก็ภรรยาคนที่สองของฉีหมิงเจายังไงล่ะ”
วินาทีที่ความจริงถูกเปิดเผย เธอกลับไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด ราวกับจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายถูกวางลงในตำแหน่งที่ถูกต้อง
เบาะแสทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนเห็นภาพชัดเจน ระหว่างเธอกับตระกูลฉี แท้จริงแล้วมีสายใยบางอย่างเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง และ ‘จั๋วเจียเยว่’ แม่แท้ๆ ของเธอก็คือโซ่ข้อกลางที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวนี้ไว้ด้วยกัน
[จบบท]