บทที่ 224: คนบงการ
หลิ่วมู่มู่วาดวงแขนโอบรอบเอวสอบของชายหนุ่ม ทิ้งน้ำหนักศีรษะซบลงกับไหล่กว้างอย่างวางใจ ริมฝีปากอ้ากว้างหาววอดใหญ่ ขณะที่ปลายจมูกได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาจากเสื้อเชิ้ตของเขา
กลิ่นนี้ไม่คุ้นจมูก เหมือนจะไม่ใช่น้ำหอมกลิ่นประจำที่เขาใช้ หญิงสาวย่นจมูกเล็กน้อยพร้อมบ่นงึมงำเสียงอู้อี้ "คุณฉีดน้ำหอมมาเหรอ"
"เยียนหลิงฉีดให้น่ะ"
"อ๋อ" คำตอบนี้ฟังขึ้นและน่าพอใจ หลิ่วมู่มู่จึงปัดตกเรื่องกลิ่นแปลกปลอมนี้ไปทันที
"ง่วงแล้วเหรอ" เยียนซิวหลุบตามองคนในอ้อมแขนที่ตอนนี้เปลือกตาแทบจะปิดสนิท ร่างกายอ่อนระทวยทิ้งน้ำหนักพิงเขาจนหมดสิ้น
"อือ" หลิ่วมู่มู่ไถแก้มกับซอกคอเขาไปมาเหมือนลูกแมวขี้เซา
"วันนี้เดินเที่ยวสวนสัตว์กับต่งเยว่มาทั้งวัน ขาก็ลาก พอพาร่างกลับมาถึงบ้าน พ่อก็ดันมาเกิดเรื่องอีก"
เยียนซิวยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบอบบางของเธอเป็นจังหวะเชื่องช้า "อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวพ่อคุณก็หายดี"
"ใครจะไปห่วงเขากันเล่า ดวงตาแก่นั่นแข็งจะตาย ดีกว่าชาวบ้านชาวช่องตั้งเยอะ เรื่องอยู่ให้ถึงแปดสิบปีนี่สำหรับเขาแล้วมันเรื่องกล้วยๆ" หลิ่วมู่มู่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความหมั่นไส้ระคนอิจฉาตามประสาคนอาภัพดวง
เยียนซิวกลั้นขำจนไหล่สั่น "ถ้าง่วงก็นอนเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน"
"แล้วจากนั้นล่ะ"
"จากนั้น..." เยียนซิวชะงักไปเล็กน้อย ยังตามความคิดของคนขี้เซาไม่ทัน
"ถ้าคุณไม่มีที่นอน ฉันแบ่งเตียงให้คุณครึ่งหนึ่งก็ได้นะ" ขนาดสติสัมปชัญญะจวนเจียนจะดับวูบ หลิ่วมู่มู่ก็ยังไม่วายหยอดคำหวานใส่เขา
เยียนซิวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เอียงคอลงมากระซิบ "ใจดีขนาดนั้นเชียว"
"แน่นอน" หลิ่วมู่มู่หลับตาพริ้ม ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ชายหนุ่มกดจูบลงบนกลีบปากสีระเรื่ออย่างมันเขี้ยว "งั้นฉันคงต้องพิจารณาให้รอบคอบหน่อยแล้ว เกิดเธอคิดมิดีมิร้ายกับฉันขึ้นมาจะทำยังไง"
หลิ่วมู่มู่ใช้นิ้วจิ้มหน้าอกเขาเบาๆ ส่งเสียงงึมงำประท้วง "อย่ามาทำเป็นเล่นตัวหน่อยเลยน่า"
เยียนซิวรวบมือซุกซนข้างนั้นมากุมไว้ในอุ้งมือ ส่วนวงแขนอีกข้างก็กระชับกอดเธอแน่นขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความอ่อนโยน "นอนเถอะ"
ท่ามกลางกลิ่นอายที่คุ้นเคยและไออุ่นจากอ้อมกอด ลมหายใจของหลิ่วมู่มู่ก็ค่อยๆ ปรับจังหวะจนสม่ำเสมอ เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีที่เยียนหลิงนำกำลังเจ้าหน้าที่บุกเข้ามา ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือพี่ชายผู้แสนเย็นชาของเธอกำลังนั่งหลุบตามองคนในอ้อมแขนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า โดยมีหลิ่วมู่มู่สวมเสื้อสูทตัวนอกของเขาคลุมกาย หลับสนิทอย่างสบายใจ
แวบหนึ่งที่ความคิดแล่นเข้ามาในหัว เยียนหลิงรู้สึกว่าขาข้างที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามานั้นช่างเป็นส่วนเกินเสียเหลือเกิน
เยียนซิวเงยหน้าขึ้นสบตาญาติผู้น้อง แววตากระจ่างใสไร้ความขัดเขิน เขาเพียงแค่ยกนิ้วชี้ไปทางหลิวต้าฟู่ที่นั่งจมจ่อมอยู่มุมห้อง
หลิวต้าฟู่ขดตัวอยู่ข้างชั้นวางของด้วยสภาพหมดอาลัยตายอยาก ราวกับวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว เมื่อเห็นตำรวจกรูกันเข้ามาเขาก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง แม้แต่คำแก้ตัวสักคำก็ยังขี้เกียจจะเอื้อนเอ่ย
เยียนหลิงปรายตามองสภาพอันน่าสมเพชของหลิวต้าฟู่ ก่อนจะกวาดสายตาไปเจอกล่องหยกและกองดินโลหิตที่วางสงบนิ่งอยู่บนพื้น เธอรีบลดเสียงลงสั่งการลูกน้องด้านหลัง "คุมตัวคนร้ายไปขึ้นรถ แล้วปิดล้อมพื้นที่ร้านเพื่อเก็บหลักฐาน"
เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างแยกย้ายกันทำงานอย่างรู้หน้าที่ พวกเขาหิ้วปีกหลิวต้าฟู่ไปที่รถตำรวจ จากนั้นจึงเริ่มถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอเก็บหลักฐาน แล้วบรรจงโกยดินโลหิตกลับใส่กล่องหยกอย่างระมัดระวัง
การตรวจค้นอย่างละเอียดคงต้องรอให้เธอรายงานผู้บังคับบัญชาและขอหมายค้นอย่างเป็นทางการ แต่ลำพังแค่การครอบครองดินโลหิต ก็เพียงพอที่จะยัดข้อหาหนักให้หลิวต้าฟู่ได้แล้ว
เมื่อสั่งการเสร็จ เยียนหลิงก็เขยิบเข้าไปใกล้พี่ชาย กระซิบถามเสียงเบา "เดี๋ยวพอกลับถึงสถานีเราจะรีบสอบปากคำทันที รับรองว่าฉันจะเค้นให้เขาคายความจริงออกมาให้หมดค่ะ"
เธอหมายถึงเบาะแสคนบงการในคดีลอบทำร้ายต่งเจิ้งหาว
"ไม่ต้องหรอก ฉันถามมาหมดแล้ว"
"ใครเป็นคนสั่งคะ" เยียนหลิงตาลุกวาวด้วยความอยากรู้
"เขาทำงานให้ฉีหมิงเจา"
"ฉีหมิงเจา!" ด้วยความตกใจ เยียนหลิงจึงเผลออุทานเสียงดังกว่าปกติ
หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนถูกรบกวนการนอน เยียนซิวรีบยกมือขึ้นปิดหูเธอไว้ทันที พร้อมกับใช้มืออีกข้างตบหลังเธอเบาๆ เป็นจังหวะกล่อม
หญิงสาวส่งเสียงงึมงำในลำคอสองสามคำ ก่อนจะขยำเสื้อเชิ้ตของเยียนซิวไว้แน่นแล้วจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
เยียนหลิงมองภาพการกระทำอันแสนทะนุถนอมนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อนในอก
ให้ตายเถอะ ชาตินี้เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าพี่ชายผู้แข็งกระด้างจะมีมุมอ่อนโยนละมุนละไมได้ขนาดนี้ ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มทำงาน เธอจึงตัดสินใจลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ แล้วลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
"พี่คะ... เรื่องที่พี่คบกับเธอเนี่ย ป้าสะใภ้ยังไม่รู้ใช่ไหม ฉันได้ยินแม่บอกว่าช่วงนี้ป้าสะใภ้กำลังวิ่งเต้นจัดหาคู่ดูตัวให้พี่อีกแล้วนะ”
“รอบนี้เห็นว่าเป็นลูกสาวตระกูลหวังที่เพิ่งเรียนจบกลับจากเมืองนอก โปรไฟล์ดีเยี่ยม แถมทางนั้นก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับตระกูลหวังสายหลักมากนักด้วย"
ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหวังกับตระกูลเยียนนั้นค่อนข้างกระอักกระอ่วน คราวก่อนที่มีคนของตระกูลหวังมาเสียชีวิตที่เมืองชิ่งเฉิง พี่ชายของเธอก็โดนหางเลขถูกเรียกตัวกลับไปสอบสวนที่สำนักงานใหญ่ ทำให้ทั้งสองตระกูลมองหน้ากันไม่ค่อยติด
ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนตระกูลหวังจะเป็นฝ่ายยื่นไมตรีเข้ามาก่อน ผู้หญิงคนนั้นคงจะมีดีพอตัว ไม่อย่างนั้นคนช่างเลือกอย่างป้าสะใภ้คงไม่ตอบตกลงง่ายดายปานนี้
แต่ปัญหาใหญ่หลวงคือ พี่ชายของเธอมีเจ้าของหัวใจเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แถมยังรักหลงปานจะกลืนกินขนาดนี้ แต่ทางบ้านกลับไม่มีใครระแคะระคายเลยสักคน เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ไว้
เยียนซิวขมวดคิ้วมุ่นลงเล็กน้อย ทว่ายังคงปิดปากเงียบ
"ฉันว่านะ พี่พาหลิ่วมู่มู่ไปเปิดตัวกับป้าสะใภ้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่าค่ะ เธอเองก็น่ารักดี ไม่ได้มีอะไรเสียหายตรงไหนสักหน่อย" เยียนหลิงอดไม่ได้ที่จะยุส่ง
ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเยียนซิวก็เอ่ยเสียงขรึม "ฉันจะลองคิดดู"
"ก็ตามใจค่ะ" เยียนหลิงยักไหล่ ไม่รู้ว่าพี่ชายจอมรั้นจะยอมฟังคำแนะนำของเธอหรือไม่
เมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มมีท่าทีผ่อนคลาย เธอจึงวกกลับมาเรื่องงาน "แล้วทำไมคนระดับฉีหมิงเจาถึงต้องลดตัวลงมาใช้หลิวต้าฟู่ให้ไปเล่นงานคนธรรมดาๆ อย่างพ่อของหลิ่วมู่มู่ด้วยล่ะ หรือว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือหลิ่วมู่มู่"
สัญชาตญาณตำรวจของเยียนหลิงนั้นเฉียบคมเสมอ แค่มองปราดเดียวเธอก็เชื่อมโยงจุดสังเกตได้ทันที
"คดีนี้เธอทำตามขั้นตอนปกติไปเถอะ ส่วนเรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่ต้องไปยุ่ง" เยียนซิวตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด เยียนหลิงรู้ดีว่านั่นหมายความว่าคดีนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่อันตรายและซับซ้อนเกินกว่าที่เธอควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
หากดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ต่อให้หลิวต้าฟู่ซัดทอดไปถึงตระกูลฉี แต่ถ้าไม่มีหลักฐานทางวัตถุที่แน่นหนา ก็ไม่มีทางเอาผิดคนตระกูลใหญ่แบบนั้นได้
แค่คำให้การของพ่อค้าของเก่าตัวเล็กๆ ตระกูลฉีคงไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกดึงลงมาเกลือกกลั้วด้วยง่ายๆ แน่
ในเมื่อพี่ชายไม่อยากให้รู้ เยียนหลิงก็รู้หน้าที่ "รับทราบคค่ะ"
"งั้นฉันพาเธอกลับก่อน" เยียนซิวช้อนร่างบางของหลิ่วมู่มู่ขึ้นในท่าเจ้าหญิง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปจากร้านด้วยท่วงท่ามั่นคง
เยียนหลิงมองตามแผ่นหลังกว้างของเยียนซิวที่ห่างออกไป จู่ๆ เธอก็หวนนึกถึงคำพูดของหลิ่วมู่มู่ที่โรงแรมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตอนนั้นหลิ่วมู่มู่บอกว่าเธอ 'ทำนาย' ได้ว่าหลิวต้าฟู่คือคนร้าย
ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เยียนหลิงรีบลุกเดินออกไปที่รถตำรวจซึ่งจอดรออยู่หน้าร้าน แล้วเปิดประตูหลังเข้าไปนั่งทันที
หลิวต้าฟู่นั่งสวมกุญแจมืออยู่บนเบาะหลังด้วยสภาพสะลึมสะลือ ตาปรือปรอยจะหลับแหล่มิหลับแหล่ ทันทีที่รู้สึกว่ามีคนขึ้นมานั่งข้างๆ เขาก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
"ฉันมีเรื่องหนึ่งที่สงสัยมาก ทำไมคุณถึงยอมคายชื่อคนตระกูลฉีออกมาง่ายๆ แบบนี้"
หลิวต้าฟู่กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ใบหน้าซีดเผือด "ใครจะไปกล้าพูดเองเล่า พวกเขาต่างหากที่เดาถูกก่อน"
"เดาถูก? ใครเป็นคนเดา" เยียนหลิงถามเสียงเข้ม
[จบบท]