บทที่ 228: เบี้ยแลกชีวิต
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นเริ่มอึมครึมเมื่อฉีหมิงเจามีท่าทีอึกอักเหมือนคนน้ำท่วมปาก จั๋วเจียเยว่เห็นสามีเป็นแบบนั้นก็เริ่มหงุดหงิด ตัดสินใจถามจี้ใจดำออกไปตรงๆ
“เราแต่งงานกันมาตั้งกี่ปี มีอะไรในใจที่บอกฉันไม่ได้เหรอ”
กำแพงความลังเลของฉีหมิงเจาพังทลายลงเมื่อเจอแรงกดดันจากภรรยา เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนยอมคายความลับที่ซุกซ่อนไว้ออกมา
“คุณคงเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง เรื่องที่คุณอาหญิงไม่ยอมออกไปพบปะผู้คนเลยตลอดหลายสิบปีมานี้ สาเหตุหลักก็มาจากการตายของสามีท่าน แล้วก็ผลพวงจากการประลองเวทครั้งใหญ่ในอดีตที่ทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัส”
จั๋วเจียเยว่พยักหน้ารับ แต่คิ้วเรียวยังขมวดมุ่น เธอไม่เข้าใจว่าเรื่องราวเก่าเก็บของคนแก่ในตระกูลจะมาเกี่ยวอะไรกับหลิ่วมู่มู่
เรื่องนี้เธอเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง เหตุการณ์เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน สมัยนั้นเธอยังอยู่ปักกิ่ง ด้วยความที่ตระกูลจั๋วฐานะต่ำต้อยแถมเธอยังเด็ก จึงไม่ได้รับรู้ตื้นลึกหนาบาง รู้แค่ว่าเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น
ฉีหมิงเจาขยับตัวเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อต้องอธิบายกลไกของศาสตร์มืด
“การประลองครั้งนั้นทำให้คุณอาหญิงเสียพลังชีวิตและดวงชะตาไปมาก ดวงชะตาของท่านพิเศษ ไม่ใช่ใครจะมาซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ง่ายๆ ท่านเลยทำได้แค่เก็บตัวรักษาอาการอยู่แต่ในบ้าน”
สมองของจั๋วเจียเยว่ประมวลผลเร็วรี่ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “คุณกำลังจะบอกว่า... หลิ่วมู่มู่มีวิธีช่วยซ่อมดวงชะตาของคุณอาหญิงได้งั้นเหรอ”
ฉีหมิงเจาพยักหน้าช้าๆ แววตาฉายความเย็นชาที่ยากจะคาดเดา “ตอนที่ผมพาคุณไปทำพิธีเสี่ยงทายหาที่อยู่เด็กนั่น”
“คุณอาหญิงเป็นคนตรวจดวงชะตาด้วยตัวเอง แล้วท่านก็เจอความจริงที่น่าตกใจ ดวงชะตาของหลิ่วมู่มู่ขัดแย้งและตรงกันข้ามกับท่านอย่างสิ้นเชิง แต่มันดันเป็นความตรงกันข้ามที่ลงล็อกกันพอดีเหมือนลูกกุญแจกับแม่กุญแจ”
“หากใช้ชีวิตของเด็กคนนั้นมาถมส่วนที่ขาดหายไปในชะตาของคุณอาหญิง... มันจะเป็นการเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบที่สุด”
เขาเว้นจังหวะคล้ายกำลังหาคำพูดที่ฟังดูดีที่สุด “แต่ตอนนั้นคุณอาหญิงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเด็กนั่นมาก่อน การคำนวณตำแหน่งเลยไม่แม่นยำ”
“อีกอย่าง... ผมเองก็เห็นว่ายังไงเธอก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ ตอนนั้นเธอเพิ่งไม่กี่ขวบ จะจับเด็กตัวเล็กๆ มาทำพิธีแบบนั้นมันก็ดูโหดร้ายผิดต่อฟ้าดินเกินไป ผมเลยไม่ได้สั่งให้คนออกตามหาเธอจริงจัง”
คำพูดของสามีทำเอาจั๋วเจียเยว่ชะงัก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ เธอไม่ได้มีความรักความผูกพันให้หลิ่วมู่มู่แม้แต่น้อย แต่ความจริงที่ว่าเด็กคนนั้นคลอดออกมาจากท้องเธอก็เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้
แม้ฉีหมิงเจาจะเลี่ยงไม่พูดคำว่า ‘ตาย’ ออกมา แต่เธอก็ฉลาดพอจะเข้าใจความหมายแฝงของการ ‘เติมเต็มดวงชะตา’ มันไม่ใช่แค่การขอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แต่มันหมายถึงหายนะครั้งใหญ่ที่จะเกิดกับหลิ่วมู่มู่ เผลอๆ อาจถึงขั้นแลกชีวิตด้วยชีวิต
ทว่าเมื่อตั้งสติได้ สีหน้าของจั๋วเจียเยว่กลับเรียบสนิท ไร้ระลอกคลื่นแห่งความสงสาร
เมื่อเห็นปฏิกิริยาสงบนิ่งของภรรยา ฉีหมิงเจาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกปนจนใจ “ช่วงนี้ตระกูลฉีเจอมรสุมหนัก แล้วต้นเหตุก็หนีไม่พ้นเรื่องที่เด็กคนนั้นก่อไว้” “คุณอาหญิงไม่ได้มีอคติอะไรกับคุณหรอกนะ แต่... ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเด็กคนนั้นยังมีตัวตนอยู่ ผมก็หมดหนทางจะปิดบังอีกต่อไป”
“ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบบังคับจนเราต้องไปเชิญคุณอาหญิงกออกมาช่วยกอบกู้ตระกูล ผมก็คงไม่คิดจะให้คุณไปรับเธอกลับมาหรอก”
มิน่าล่ะ... จั๋วเจียเยว่นึกในใจ
ถึงว่าทำไมสามีถึงมีท่าทีแปลกไป ที่แท้ก็มีเบื้องหลังแบบนี้นี่เอง
พอรู้ความจริงทั้งหมด แทนที่จะรู้สึกผิด จั๋วเจียเยว่กลับโล่งใจอย่างประหลาด ปมในใจคลี่คลายเมื่อรู้ว่าสามีทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล
“แต่ว่าแผนของคุณล่มไปแล้วนี่ เราจะหาข้ออ้างพาเธอกลับเข้าตระกูลฉีได้ยังไง”
น้ำเสียงที่ถามถึง ‘วิธีการ’ มากกว่า ‘ความถูกต้อง’ ทำให้ฉีหมิงเจาพอใจมาก เขาเลือกภรรยาไม่ผิดคนจริงๆ สิ่งที่เธอเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความมั่นคงของตระกูลฉี
“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง ก่อนหน้านี้ผมแค่ไม่อยากให้เรื่องมันเอิกเกริก เลยลองใช้วิธีละมุนละม่อมให้เธอเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาคุณเอง”
“แต่ในเมื่อเธอไม่รู้จักคว้าโอกาสทองนี้ไว้ ก็คงต้องเปลี่ยนไปใช้ไม้แข็งกันบ้าง” ฉีหมิงเจาจ้องลึกเข้าไปในตาภรรยา
“เด็กคนนี้...”
จั๋วเจียเยว่ไม่รอให้เขาพูดจบ เธอสวนขึ้นทันควันเสียงเด็ดขาด
“หมิงเจา สำหรับฉัน ลูกของฉันมีแค่ฉีหนิงคนเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะน้องรองพูดรื้อฟื้นขึ้นมาวันนั้น ฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีเธออยู่”
“ในเมื่อหลิ่วมู่มู่มีประโยชน์ต่อคุณอาหญิงและช่วยกอบกู้ตระกูลฉีได้ คุณไม่ต้องมานั่งเกรงใจฉันหรอก ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจทำอะไร ฉันเห็นด้วยทุกอย่าง”
คำตอบนั้นทำให้ฉีหมิงเจายิ้มออก เขาคว้าตัวภรรยามากอดกระชับ ฝ่ามือหนาตบเบาๆ ที่แผ่นหลังเพื่อยืนยันคำมั่นสัญญา “คุณวางใจได้เลย หนิงหนิงเป็นลูกชายคนเดียวของเรา และตระกูลฉีอันยิ่งใหญ่นี้ จะต้องตกเป็นของลูกชายเราคนเดียว”
จั๋วเจียเยว่ซุกหน้าลงกับอกสามี รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการที่สุด
ส่วนหลิ่วมู่มู่... ก็คงต้องโทษดวงชะตาตัวเองที่เกิดมาซวย ชีวิตเด็กคนนั้นเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลฉีแล้ว มันช่างไร้ค่าเหมือนฝุ่นผง
ทั้งสองยืนกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจั๋วเจียเยว่จะผละออกมาแล้วเอ่ยเสียงใสเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “จริงสิ เมื่อกี้มีคนเอาเทียบเชิญมาส่ง เห็นว่าเป็นของสมาคมนักพยากรณ์ พวกเขาจะจัดงานประมูลการกุศลแล้วเชิญให้เราไปร่วมงานด้วย”
เธอเดินไปหยิบซองเทียบเชิญหรูหราที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้สามี
ฉีหมิงเจารับมาเปิดดูผ่านๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ แล้วโยนมันทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ไยดี “พวกตาแก่นั่น... พอได้ข่าวว่าคุณอาหญิงเริ่มมีความเคลื่อนไหว ก็คงนั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้วสินะ”
“แล้วเราจะไปไหมคะ”
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป” ดวงตาของฉีหมิงเจาหรี่ลงเป็นเส้นคม
“แต่ว่า... ผมคงต้องไปปรึกษากับคุณอาหญิงก่อน วีรกรรมที่สมาคมนักพยากรณ์เคยทำไว้กับท่านเมื่อในอดีต มันถึงเวลาต้องคิดบัญชีคืนบ้างแล้ว”
ช่วงหลังมานี้ตระกูลฉีทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวจนใครต่อใครพากันคิดว่าเป็นเสือสิ้นลาย แม้แต่สมาคมนักพยากรณ์ยังกล้าข้ามหัว คิดจะมาเหยียบย่ำกันง่ายๆ คิดว่าพวกเขาหมดน้ำยาแล้วหรือไง
จั๋วเจียเยว่ไม่รู้รายละเอียดว่าฉีหมิงเจาคิดจะทำอะไร การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในตระกูลไม่เคยเป็นหน้าที่ของเธอ แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน เธอก็พร้อมจะยืนอยู่ข้างหลังและสนับสนุนเขาจนถึงที่สุด
***
บรรยากาศในโรงพยาบาลเริ่มเงียบสงบลง หลิ่วมู่มู่นั่งเฝ้าดูอาการต่งเจิ้งหาวอยู่พักใหญ่ พอเห็นว่าพ่ออาการคงที่และเริ่มหลับได้แล้ว เธอจึงเตรียมตัวกลับ เพราะเกรงใจเยียนซิวที่ยืนรออยู่ข้างนอก
เจียงหลีรู้ดีว่าเยียนซิวเป็นคนขับรถมาส่งหลิ่วมู่มู่ เธอจึงไม่ได้คะยั้นคะยอให้เด็กสาวพาต่งเยว่และต่งฉีกลับไปพร้อมกัน โดยบอกว่าจะให้เด็กๆ นั่งแท็กซี่กลับโรงแรมกันเองทีหลัง
หลิ่วมู่มู่เดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย สายตากวาดมองไปรอบๆ ทางเดินที่ว่างเปล่า เธอเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดินเงียบเชียบ จนกระทั่งถึงหัวมุมบันไดหนีไฟ จึงเห็นแผ่นหลังกว้างของเยียนซิวกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่
มุมปากเด็กสาวยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เท้าเล็กๆ ย่องเบาเข้าไปใกล้ หวังจะแกล้งให้คนมาดขรึมตกใจเล่นสักที แต่ยังไม่ทันจะถึงตัว เธอก็ได้ยินเขาพูดใส่โทรศัพท์เสียงเรียบ
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมจะรีบไป”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็วางสายและหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธออย่างแม่นยำ ราวกับมีตาหลัง
แผนลอบสังหารล้มเหลวไม่เป็นท่า!
ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด หลิ่วมู่มู่ย่นจมูกใส่เขาหนึ่งที
“รู้ทันตลอด ออกมาเร็วจัง” เยียนซิวทักขึ้นก่อน
“อื้ม หมอบอกว่าพ่อฉันอาการเกือบปกติแล้ว ว่าแต่คุณมีธุระด่วนหรือเปล่า สีหน้าดูเครียดเชียว”
“อืม” เยียนซิวพยักหน้ารับตรงๆ ไม่คิดปิดบัง
“ทางสำนักงานใหญ่ตรวจสอบข้อมูลจนรู้ตัวตนที่แท้จริงของแม่เจียงซือแล้ว”
“หาเจอด้วยเหรอ” หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง ตกใจไม่น้อยที่ซากศพโบราณขนาดนั้นยังสืบหาประวัติเจอ
“แม่เจียงซือตนนี้ค่อนข้างพิเศษ มีบันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับมันหลงเหลืออยู่บ้าง ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่...” เยียนซิวชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของหลิ่วมู่มู่ เขาก็ตัดสินใจเล่าต่อ
“เขาเคยเป็นผู้มีญาณเทพ”
“ฮะ!” หลิ่วมู่มู่อุทานเสียงหลง
“ญาณเทพเนี่ยนะ? เรื่องนี้มันนานแค่ไหนแล้ว”
“น่าจะหลายร้อยปีได้”
“แต่ในเมื่อตอนมีชีวิตอยู่เป็นถึงผู้มีญาณเทพ ตายแล้วจะกลายเป็นเจียงซือได้ยังไง โดนฆ่าตายเหรอ หรือว่าโดนทำของใส่?”
สมองของหลิ่วมู่มู่เต็มไปด้วยคำถาม อย่างน้อยๆ คนระดับผู้มีญาณเทพ ชีวิตก็ไม่น่าจะตกต่ำถึงขีดสุดขนาดนั้น การจะประคองชีวิตให้แก่ตายอย่างสงบไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไร
เธอจำได้ว่าปู่เคยบอกเสมอว่า ผู้มีญาณเทพจะได้รับข้อยกเว้นจากสวรรค์ ไม่มีทางประสบเคราะห์กรรมห้าประการ
ขาดแคลนสามประการเหมือนคนในวงการนี้คนอื่นๆ ขนาดตัวเธอเองที่ว่าแย่ ก็แค่เกิดมาดวงซวยเฉยๆ ผู้มีญาณเทพคนอื่นๆ ที่เก่งกล้ากว่าเธอ ก็น่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าสิ แล้วทำไมถึงจบลงด้วยสภาพน่าเวทนาแบบนั้นได้
“เรื่องนั้นยังไม่รู้แน่ชัด เวลาผ่านไปนานเกินไป หลักฐานหลายอย่างก็สูญหาย แถมสุสานยังเคยถูกคนตระกูลฉีเปิดเข้าไปรบกวน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเลยไม่เหลือให้สืบต่อแล้ว”
[จบบท]