บทที่ 233: มายาหน้าคน
เสียงเคาะไม้ประมูลดังก้องไปทั่วห้องโถง บรรยากาศรอบด้านร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น
ตัวเลขสีแดงบนหน้าจอขนาดใหญ่ดีดตัวสูงขึ้นราวกับปรอทแตก จากหลักล้านพุ่งทะยานผ่านหลักหกล้านหยวนไปในชั่วพริบตา และดูเหมือนแรงส่งนี้จะยังไม่แผ่วลงง่ายๆ
ต่งเยว่ขมวดคิ้วจ้องมองจอภาพสลับกับเวทีด้วยความงุนงง ก่อนจะหันมาสะกิดพี่สาว “พี่คะ นั่นมันก็แค่งานปักสองหน้าธรรมดาไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงตั้งชื่อซะน่ากลัวว่า ‘ผ้าปักหน้าคน’ ล่ะ”
เด็กสาวจำได้แม่นว่าในห้องเก็บของที่บ้านก็มีงานปักลักษณะคล้ายกันนี้วางอยู่ชิ้นหนึ่ง
พ่อเป็นคนหอบหิ้วกลับมาด้วยความภูมิใจ เห็นว่าราคาค่านวดแพงเอาเรื่อง แต่ถ้าจะให้ราคาพุ่งกระฉูดจนน่าใจหายแบบที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ ดูจะเกินความจริงไปหน่อย
คำถามของน้องสาวทำให้หลิ่วมู่มู่ลอบยิ้ม เรื่องผ้าปักหน้าคนไม่ใช่ของใหม่สำหรับเธอ ในสมุดบันทึกเก่าคร่ำครึของคุณปู่หลิ่วเคยบันทึกเรื่องราวของมันเอาไว้
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายในยุคนี้ มันก็คือ ‘มาสก์หน้า’ ฉบับไสยเวทระดับพรีเมียมที่ใช้งานได้ชั่วกัลปาวสานโดยไม่ต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่ ผลลัพธ์เรื่องความงามนั้นเห็นผลทันตายิ่งกว่าเทคโนโลยีใดๆ
แต่เบื้องหลังความงามนั้นกลับชวนให้ขนหัวลุก ปู่เขียนกำกับไว้สั้นๆ ว่า ‘กรรมวิธีสร้างต้องลอกหนังหน้าสาวงามมาทำวัตถุดิบ ขั้นตอนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ จึงถูกสั่งห้ามและทำลายทิ้งไปกว่าร้อยปีก่อน’
ถึงที่มาจะฟังดูเลือดเย็นจนน่าสะอิดสะเอียน แต่ของสิ่งนี้กลับกลายเป็นของหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
โดยเฉพาะสรรพคุณที่ช่วยคงความงามอมตะนั้นเป็นดั่งแม่เหล็กดูดเงินจากกระเป๋าเหล่าคุณนายกระเป๋าหนักได้อย่างชะงัด
จึงไม่แปลกใจเลยที่พอมีของหลุดออกมาทีไร เศรษฐีถึงได้แย่งกันประมูลราวกับแจกฟรี
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน คนที่รังเกียจที่มาอันดำมืดของมันก็มีไม่น้อย ทำให้ราคาตลาดแกว่งไปมา ส่วนใหญ่ถ้าหลุดออกมาสักชิ้น ราคาก็มักจะวนเวียนอยู่ที่ห้าถึงหกล้านหยวน
ทว่าเจ้าผ้าปักหน้าคนชิ้นที่กำลังโชว์หราอยู่บนเวทีนี้ ฝีเข็มละเอียดประณีตจนน่าทึ่ง ใบหน้าหญิงสาวที่ปรากฏบนผืนผ้านั้นงดงามราวกับมีชีวิตจริง ยิ่งส่งให้มูลค่าถีบตัวสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
หลิ่วมู่มู่โน้มตัวไปกระซิบข้างหูน้องสาว “สรรพคุณมันช่วยให้สวยขึ้นได้จริง แต่เชื่อฉันเถอะ มันไม่ใช่ของมงคลที่น่าเอาเข้าบ้านหรอก”
ต่งเยว่ฟังแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ถึงจะไม่เข้าใจกลไกการทำงานทั้งหมด แต่แค่พี่สาวบอกว่า ‘ไม่ใช่ของดี’ ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเลิกสนใจ
สงครามราคาดุเดือดจนทะลุเพดานสิบสองล้านหยวนไปเรียบร้อย โดยผู้ที่เสนอราคาสูงลิ่วนี้คือแขกวีไอพีจากห้องรับรองหมายเลขเจ็ด
เวลานี้ผู้ร่วมประมูลรายย่อยเริ่มถอดใจวางป้ายประมูลลงกันเกือบหมด แม้ของจะวิเศษวิโสแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้
การจ่ายเงินมหาศาลขนาดนี้เพื่อแลกกับความสวยงามดูจะไม่คุ้มค่าในสายตานักลงทุนทั่วไป เหลือเพียงมวยคู่เอกระหว่างห้องรับรองหมายเลขสี่และหมายเลขเจ็ดที่ยังคงแลกหมัดราคากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
นักพยากรณ์สองคนที่นั่งถัดไปจากหลิ่วมู่มู่เริ่มหันมาจับเข่าคุยกันอย่างออกรส ตามประสาขาเม้าท์ประจำวงการ
“ห้องเบอร์สี่นั่นคนของตระกูลฉี แล้วคู่แข่งเบอร์เจ็ดนั่นบ้านไหนกัน ถึงกล้ามางัดข้อกับตระกูลฉี” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามเพื่อน
“รู้สึกจะเป็นตระกูลหลินนะ” อีกคนตอบพลางทำหน้าครุ่นคิด
“ตระกูลหลิน? หลินไหน ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อในทำเนียบตระกูลใหญ่เลย”
“ไม่แปลกหรอกที่คุณจะไม่รู้จัก บ้านนี้เมื่อก่อนเคยรุ่งเรืองเพราะมีนักพยากรณ์ฝีมือดีอยู่คนหนึ่ง แต่พอคนคนนั้นถอนตัวออกไป ตระกูลก็ดิ่งลงเหวแทบจะล้มละลาย”
“อ้าว แล้วถ้าตกต่ำขนาดนั้น ทำไมสมาคมถึงยอมจัดห้องรับรองส่วนตัวให้ ปกติห้องพวกนี้เขาจองไว้ให้ระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ”
เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักพยากรณ์ว่า การได้นั่งในห้องรับรองชั้นสองคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจและบารมี ไม่ใช่ใครมีเงินก็จะเดินดุ่มๆ ขึ้นไปนั่งได้
“ได้ยินมาว่าตระกูลหลินหน้าด้านไปขอโควตามาน่ะสิ”
“ขอ? แล้วสมาคมก็บ้าจี้ให้เนี่ยนะ”
“ก็คนมันมีเส้นสายนี่นา ผู้นำตระกูลหลินไปคว้าเอาน้องสาวของคุณนายเยียนมาเป็นภรรยา พอดองเป็นญาติกับตระกูลเยียนเข้าหน่อย ช่วงปีสองปีมานี้ก็เริ่มเชิดหน้าชูคอทำตัวกร่างไปทั่ว” น้ำเสียงคนเล่าเจือความหมั่นไส้ชัดเจน
หลิ่วมู่มู่นั่งฟังเรื่องซุบซิบเพลินจนเกือบจะลืมดูการประมูล หันกลับไปมองบนเวทีอีกที การประมูลผ้าปักหน้าคนก็ดำเนินมาถึงบทสรุป
ตัวเลขสีแดงบนหน้าจอหยุดนิ่งอยู่ที่ยี่สิบสามล้านหยวน!
ห้องรับรองหมายเลขสี่หยุดการเคลื่อนไหว ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ผ้าปักหน้าคนชิ้นประวัติศาสตร์นี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของห้องรับรองหมายเลขเจ็ดอย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับคนที่หลงใหลในศาสตร์มืดแห่งความงาม ราคานี้ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง แต่สำหรับคนวงนอก เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงม บ้างก็ว่าตระกูลฉีถังแตกหรือเปล่า ถึงยอมปล่อยของที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลหลุดมือไปง่ายๆ แบบนี้
ภายในห้องรับรองหมายเลขสี่ จั๋วเจียเยว่นั่งจิบชาอย่างใจเย็นเคียงข้างสามี โดยมีฉีหนิงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่งหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล
ฉีหนิงมองผู้เป็นพ่อที่วางป้ายประมูลลงอย่างไม่เข้าใจ “พ่อครับ นั่นมันของของคุณย่าชัดๆ ทำไมเราถึงปล่อยให้คนอื่นชุบมือเปิบไปง่ายๆ แบบนั้นล่ะครับ เสียหน้าแย่เลย”
ฉีหมิงเจาหัวเราะในลำคอเบาๆ มองลูกชายอย่างเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอก คุณย่าของลูกท่านไม่ได้ใช้ของพวกนี้แล้ว ให้คนอื่นเขาเอาไปเถอะ มันเหมาะกับคนพวกนั้นมากกว่า”
พูดจบเขาก็ปรายตามองไปยังทิศทางของห้องรับรองหมายเลขเจ็ด แม้กำแพงจะกั้นขวางสายตา แต่ก็พอจะจินตนาการออกว่าน้องสาวของคุณนายเยียนคงกำลังดีใจจนตัวสั่นที่แย่งของชิ้นนี้ไปได้
ตระกูลหลินในตอนนี้ไม่ใช่ตระกูลมหาเศรษฐี เงินยี่สิบกว่าล้านหยวนไม่ใช่เศษเงินสำหรับพวกเขา แม้จะไม่ถึงกับล้มละลาย แต่ก็คงทำให้กระเป๋าฉีกไปพักใหญ่
การที่ยอมทุ่มสุดตัวขนาดนี้เพื่อเอาใจตระกูลเยียน ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามอันน่าเวทนาของผู้นำตระกูลหลิน แต่คำถามคือ... ตระกูลเยียนเขาจะมองเห็นค่าของความพยายามนี้หรือเปล่า
“คุณนายหลินบ่นอยากได้ผ้าปักหน้าคนมาหลายปีแล้ว วันนี้ก็ได้สมใจเธอสักที ถือว่าเราทำบุญทำทานก็แล้วกัน” จั๋วเจียเยว่กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม
ฉีหนิงพยักหน้าช้าๆ แม้จะยังเด็ก แต่เขาก็พอจะจับกระแสความนัยในคำพูดของพ่อกับแม่ได้ว่า งานนี้มีอะไรมากกว่าแค่การประมูลของเก่า
หลังจากผ่านพ้นรายการผ้าปักหน้าคนอันน่าตื่นเต้น ของที่นำมาประมูลลำดับถัดๆ มาก็เริ่มเป็นของที่มีคุณค่าทางใจมากกว่ามูลค่าทางวัตถุ
มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งงัดเอาชุดเครื่องลายครามที่บรรพบุรุษปั้นเองกับมือมาประมูล ปิดราคาไปได้ตั้งสามล้านกว่าหยวน
เสียงลือเสียงเล่าอ้างบอกว่า บรรพบุรุษของตระกูลนั้นเป็นถึงปรมาจารย์ศาสตร์เสวียนระดับตำนานเมื่อร้อยปีก่อน มิน่าเล่าจานชามธรรมดาถึงกลายเป็นทองคำไปได้
นอกจากของใช้ชิ้นใหญ่ ก็ยังมีเครื่องรางชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำพวกป้ายห้อยคอ ซึ่งผ่านการปลุกเสกจากมือปรมาจารย์ สรรพคุณย่อมขลังกว่าของโหลตามตลาดนัด ทำให้การแข่งขันแย่งชิงของพวกนี้ดุเดือดเผ็ดมันยิ่งกว่าตอนประมูลของชิ้นใหญ่เสียอีก
หลิ่วมู่มู่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ควักกระเป๋าประมูลของมาชิ้นหนึ่งในราคาห้าแสนกว่าหยวน เป็นวัตถุมงคลแก้ฮวงจุ้ยแกะสลักเป็นรูปหมูอ้วนกลมหน้าตาทะเล้น
ภายในฝังค่ายกลรวบรวมพลังงานบริสุทธิ์เอาไว้ ช่วยเสริมดวงเรื่องสุขภาพได้ชะงัด เธอตั้งใจจะเอาไปเป็นของฝากให้ต่งเจิ้งหาวผู้เป็นพ่อ คิดว่าหน้าตาของเจ้าหมูนี่มันช่างดูเข้ากับพ่อเหลือเกิน
ตามคำโฆษณา เจ้าของเดิมคือตระกูลนักดูฮวงจุ้ยที่นำชุดสิบสองนักษัตรมาแยกขายทีละตัว การประมูลดุเดือดพอสมควร แต่ละตัวจบราคาที่หลักแสน รวมๆ แล้วตระกูลนั้นคงโกยเงินกลับบ้านไปนอนกอดอุ่นๆ ได้หลายล้าน
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว การประมูลดำเนินมาเกือบชั่วโมงครึ่ง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย
หลิ่วมู่มู่ลองดีดลูกคิดในใจเล่นๆ ยอดเงินบริจาคในวันนี้น่าจะทะลุหลักร้อยล้านหยวนไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่เธอยังสงสัยคือ จนป่านนี้ของประมูลจากตระกูลเยียนที่ทุกคนรอคอยยังไม่โผล่ออกมาให้เห็นแม้แต่เงา
ทันใดนั้นเอง ไฟในห้องโถงก็หรี่ลงเล็กน้อย สปอตไลท์ดวงใหญ่ส่องไปที่กลางเวที ผู้ดำเนินการประมูลก้าวออกมาพร้อมกับกล่องผ้าไหมหรูหราที่ถูกประคองไว้อย่างทะนุถนอม
เขาวางกล่องลงบนแท่นโชว์อย่างแผ่วเบา ภาพบนหน้าจอขนาดยักษ์ซูมเข้าไปให้เห็นรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ภายในชัดๆ
ความรู้เรื่องหยกของหลิ่วมู่มู่มีเท่าหางอึ่ง ประสบการณ์เดียวที่มีคือก้อนหินราคา 300 หยวนที่พ่อของเธอเพิ่งฟลุ๊คผ่าเจอหยกราคา 3 ล้านหยวน ซึ่งแม้ก้อนนั้นจะสวยบาดใจ แต่ก็มีเพียงสายแร่สีเขียวพาดผ่านเนื้อหินสีขาวขุ่นเท่านั้น
แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาเธอแทบหยุดหายใจ มันคือกำไลหยกคู่หนึ่ง... ไม่ใช่หยกธรรมดา
แต่เป็นหยกสีเขียวมรกตเข้มข้นสม่ำเสมอทั้งวง เนื้อหยกใสกระจ่างจนแทบจะมองทะลุได้ ไร้ซึ่งรอยตำหนิหรือฝ้าขาวให้ระคายตา ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง มันสะท้อนประกายแวววาวดูฉ่ำน้ำและมีมิติความลึกราวกับมีหยดน้ำกลิ้งอยู่ภายใน
นี่คือลักษณะของอัญมณีชั้นเลิศที่หาตัวจับยาก หากไม่ใช่ของปลอมเกรดเอ มูลค่าของมันคงประเมินค่าไม่ได้
“และนี่คือไฮไลท์ของค่ำคืนนี้ครับทุกท่าน! ของประมูลชิ้นสุดท้ายที่ได้รับเกียรติจาก ‘คุณนายเยียน’ เป็นผู้มอบให้... กำไลหยกจักรพรรดิหนึ่งคู่ เปิดราคาเริ่มต้นที่สิบล้านหยวน!”
“โอ้โห แพงหูฉี่เลย” ต่งเยว่อุทานเบาๆ ดวงตาคู่งามจ้องมองกำไลหยกคู่นั้นราวกับถูกสะกดจิต
เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่ผู้หญิงจะต้านทานเสน่ห์เย้ายวนของอัญมณีระดับพระกาฬเช่นนี้ได้ ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าที่หลงใหลในกองไฟ
แต่ทว่า จุดโฟกัสของหลิ่วมู่มู่กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ความงามของกำไลหยก สมองของเธอหมุนติ้วไปที่ชื่อ ‘คุณนายเยียน’ ที่หลุดออกมาจากปากพิธีกร
คุณนายเยียนที่ว่า... หรือจะเป็นแม่ของเยียนซิว?
[จบบท]