บทที่ 237 ประกาศสิทธิ์
แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า ‘ทุกข์ลาภ’
พอมีของดีอยู่กับตัวก็พาลให้กังวลไปหมดว่าจะเก็บรักษายังไง จะถือเดินไปเดินมาก็กลัวทำหาย จะฝากใครก็ไม่ไว้ใจ
“งั้นพรุ่งนี้ ฉันพาเธอเอาไปฝากเข้าเซฟที่ธนาคารดีไหม”
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าหงึกหงักแทบคอหลุด วินาทีนี้ไม่มีบริการไหนจะตอบโจทย์เธอได้เท่านี้อีกแล้ว ขืนถือของมูลค่ามหาศาลเดินร่อนไปทั่วงานคงได้ประสาทกินกันพอดี
ทันทีที่จัดการเรื่องของมีค่าเสร็จ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปเมื่อเยียนซิวเบนสายตาจากเธอ กลับไปจ้องมองคู่สามีภรรยาตระกูลฉี นัยน์ตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง แผ่รังสีอำมหิตบางๆ ออกมาจนคนรอบข้างเริ่มขยับถอยห่าง
“ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านยังมีธุระอะไรจะคุยกับ... แฟนของผม... อีกไหมครับ”
คำว่า ‘แฟนของผม’ ถูกเน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ เหมือนเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ใส่คนที่คิดจะมาฉกตัวเธอไป
จั๋วเจียเยว่จ้องเขม็งมาที่หลิ่วมู่มู่ด้วยสายตาที่ไม่ยอมจำนน ริมฝีปากเผยอขึ้นเตรียมจะสาดคำพูดใส่ แต่ทว่าต้นแขนของเธอกลับถูกฉีหมิงเจาบีบแน่นจนเจ็บ
แปล๊บเดียวความเจ็บปวดก็แล่นริ้วจนต้องกลืนคำพูดลงคอ ส่วนฉีหมิงเจาที่ปกติมักจะรักษาภาพลักษณ์สุขุมนุ่มลึก ตอนนี้กลับปั้นหน้าไม่ถูก รอยยิ้มการค้าที่เคยมีหายวับไปจากใบหน้า เหลือเพียงความเคร่งเครียดที่ฉายชัด
เขาประเมินพลาดไปถนัด เดิมทีคิดว่าการจะตะล่อมหลิ่วมู่มู่กลับเข้าตระกูลฉีคงง่ายเหมือนปอกกล้วย แต่ใครจะไปนึกว่าจู่ๆ ปีศาจร้ายอย่างเยียนซิวจะโผล่มาขวางกลางลำแบบนี้
แผนที่วางมาอย่างดิบดี พังครืนไม่เป็นท่า
ฉีหมิงเจามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าวันนี้หลิ่วมู่มู่เกิดหายตัวไป หรือถูกบีบบังคับ เยียนซิวคงไม่ลังเลที่จะบุกไปถล่มตระกูลฉีถึงบ้าน
และถ้าสองตระกูลใหญ่ต้องเปิดศึกชนกันซึ่งหน้าในเวลานี้ ฝ่ายที่จะยับเยินย่อมหนีไม่พ้นตระกูลฉีที่กำลังตกต่ำ แต่ปัญหาก็คือ... ถ้าไม่ได้ตัวหลิ่วมู่มู่กลับไป เขาจะเอาหน้าไหนไปรายงานคุณย่าเล็กที่รอฟังข่าวอยู่
สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บีบให้เขาต้องตัดสินใจ
“รบกวนเวลาเท่านี้แล้วกันครับ”
ในที่สุด ฉีหมิงเจาก็กัดฟันเค้นประโยคนี้ออกมาอย่างยากลำบาก สายตาของเขาทอดมองหลิ่วมู่มู่เป็นครั้งสุดท้าย
สายตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายและคำนวณผลประโยชน์ ก่อนจะออกแรงดึงแขนจั๋วเจียเยว่ให้หันหลังกลับ แล้วรีบเดินจากไปราวกับกลัวว่าเยียนซิวจะเปลี่ยนใจ
หลิ่วมู่มู่มองตามหลังคนทั้งคู่พลางเลิกคิ้วสูง
“โห... เชื่อเขาเลย เขาพูดว่ารบกวนด้วยเหรอเนี่ย” เธอหันมาทำตาโตใส่เยียนซิว
“จู่ๆ ก็กลายเป็นสุภาพชนขึ้นมาซะงั้น ขนลุกเลยแฮะ”
เยียนซิวหลุดขำในลำคอ เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่ยื่นมือเรียวยาวไปทัดปอยผมที่รุ่ยลงมาไว้หลังใบหูของเธออย่างเบามือ การกระทำที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกเย็นชาเมื่อครู่ลิบลับ
ฉีหมิงเจาที่ยังเดินไปไม่ไกล ได้ยินคำพูดจิกกัดของลูกสาวในไส้ชัดเจนทุกถ้อยคำ ฝีเท้าของเขาชะงักกึกไปชั่ววูบ สันกรามขบกันแน่น แต่ก็ทำได้แค่ก้มหน้าเดินต่อไปยังประตูทางออก
ทางด้านฉีหนิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างหลังเม้มปากแน่น วันนี้พ่อกับแม่ของเขาเสียทรงไปมากจริงๆ แถมพี่สาวต่างแม่คนนี้... ก็ดูจะไม่ใช่หมูในอวยที่ใครจะมาเคี้ยวเล่นง่ายๆ อย่างที่คิด
พอภาพความทรงจำตอนที่เขาดูถูกเธอก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมา ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ร้อนผ่าวด้วยความละอาย ฉีหนิงแอบชำเลืองมองหลิ่วมู่มู่ด้วยสายตาซับซ้อนอีกครั้ง ก่อนจะรีบซอยเท้าวิ่งตามพ่อแม่ของตนออกไปจากงาน
***
พอพวกตัวกวนใจหายไปแล้ว บรรยากาศควรจะดีขึ้น แต่หลิ่วมู่มู่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดในสวนสัตว์เข้าไปทุกที เพราะสายตาจากแขกเหรื่อรอบงานเริ่มพุ่งเป้ามาที่เธอหนักกว่าเดิม
เธอเขยิบตัวเข้าไปเบียดเยียนซิว กระซิบเสียงลอดไรฟัน
“นี่พวกเขายอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอคะ”
ดูจากท่าทางกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ตัวเธอขนาดนั้น บทจะไปก็ไปง่ายๆ เหมือนหนังคนละม้วน มันดูผิดวิสัยพิกล
“อืม” เยียนซิวตอบรับในลำคอ
“คุณแน่ใจนะว่าอีตานั่นจะไม่มาดักตีหัวฉันทีหลัง”
“เขาไม่กล้าหรอก” น้ำเสียงของเยียนซิวราบเรียบแต่มั่นใจ
คนอย่างฉีหมิงเจา... ถ้าให้วิจารณ์ตรงๆ ก็ไม่ใช่ผู้นำตระกูลที่เก่งกาจอะไร เรื่องใหญ่ๆ ในตระกูลแทบไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ส่วนเรื่องเล็กน้อยก็มัวแต่ลังเลโลเล กลัวดอกพิกุลจะร่วง
สมัยก่อนที่ตระกูลฉียังรุ่งเรือง บารมีเก่าคุ้มกะลาหัวอยู่ ข้อเสียพวกนี้เลยถูกมองข้ามไป แต่พอมาถึงยุคตกต่ำที่โดนบีบจากรอบทิศ ธาตุแท้ความขี้ขลาดและความไร้ประสิทธิภาพของเขาก็โผล่หางออกมาให้เห็นจนหมด
ในเมื่อหลิ่วมู่มู่เปิดตัวว่าเป็น ‘คนของเยียนซิว’ อย่างเป็นทางการ ฉีหมิงเจาที่กลัวตายย่อมไม่กล้าแหยมกับตระกูลเยียนแน่ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง
แต่ทว่า... ฉีหมิงเจาไม่กล้า ก็ไม่ได้การันตีว่าคนอื่นในตระกูลฉีจะถอดใจ อย่างน้อยสิ่งที่เขาต้องรู้ให้ได้คือ ทำไมตระกูลฉีถึงกัดไม่ปล่อยเรื่องหลิ่วมู่มู่ขนาดนี้?
คงไม่ใช่เรื่องที่เธอเป็นผู้มีญาณเทพแน่ เพราะถ้ารู้ความลับข้อนี้ ท่าทีของฉีหมิงเจาคงไม่ใช่แค่มาทวงลูกสาวคืนธรรมดาๆ เป้าหมายของคนพวกนั้น... น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น
เยียนซิวตกอยู่ในห้วงความคิด ขณะที่หลิ่วมู่มู่ขยับตัวเข้ามาซุกไซ้เขามากขึ้น พยายามใช้แผ่นหลังกว้างของเขาบังสายตาชาวบ้าน
แม้เธอจะเคยออกงานสังคมมาบ้าง แต่การตกเป็นเป้านิ่งให้คนทั้งงานจ้องมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นระคนประเมินราคาแบบนี้ มันทำให้เธอคันยุบยิบไปทั้งตัวเหมือนมีมดไต่
เยียนซิวสัมผัสได้ถึงความเกร็งของร่างเล็กข้างกาย เขาจึงโอบเอวเธอไว้หลวมๆ ก้มลงถามชิดใบหู
“เบื่อหรือยัง ไปเต้นรำกับฉันไหม”
หลิ่วมู่มู่ชะเง้อมองไปที่ฟลอร์เต้นรำ แสงไฟสลัวกับเสียงเพลงคลอเบาๆ ดูน่าสนใจไม่น้อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพาน้องสาวมาด้วย เธอก็ชะงัก
“แล้วน้องสาวฉันล่ะ ทิ้งน้องไว้คนเดียวไม่ได้นะ”
“ไม่ต้องห่วง เยียนเจวี๋ยจะดูแลให้” เยียนซิวหันไปสั่งงานลูกพี่ลูกน้องทันที
“ต่งเยว่มีอะไรให้ช่วย บอกพี่คนนี้ได้เลยนะ”
ต่งเยว่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ทำท่ารูดซิปปาก รับประกันทางสายตาว่าคืนนี้หนูจะเป็นเด็กดี ไม่เป็นก้างขวางคอพี่สาวกับว่าที่พี่เขยแน่นอน
ส่วนเยียนเจวี๋ยก็ไม่กล้าหืออยู่แล้ว เขารีบผายมือเชิญต่งเยว่เดินเลี่ยงไปอีกทางอย่างรู้รู้กัน ขืนอยู่ตรงนี้ต่อมีหวังโดนหางเลข พี่ชายเล่นประกาศศักดาเขย่าวงการศาสตร์เสวียนล่วงหน้าไปครึ่งปีขนาดนี้ เขาขออยู่ห่างๆ แบบปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
***
เมื่อเข้าสู่ฟลอร์เต้นรำ หลิ่วมู่มู่ปล่อยให้ร่างกายขยับไหวไปตามการชักนำของเขา มือข้างหนึ่งวางบนไหล่กว้าง อีกข้างประสานกับมืออุ่นของเขา เธอยืดตัวขึ้นกระซิบ
“คนมองเราตาเป็นมันเลยคุณ”
“ช่างเขา ปล่อยให้มองไป” เยียนซิวตอบอย่างไม่ยี่หระ สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของคนในอ้อมกอดเท่านั้น
หลิ่วมู่มู่หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
“ไม่กลัวคู่ดูตัวของคุณมาเห็นฉากบาดตาบาดใจหรือไง”
จังหวะเท้าของเยียนซิวสะดุดไปนิดหนึ่ง มือที่โอบเอวเธอเผลอกระชับแน่นขึ้นเหมือนกลัวเธอจะหลุดลอยไป แต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็ปรับท่าทีให้ผ่อนคลายลง สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทขณะถามกลับ
“ใครบอกคุณ”
“ก็เจ้าตัวเขานั่นแหละ ตอนเดินเข้างานเธอยืนอยู่ข้างหน้าฉันเลยนะ เชอะ”
ถึงจะรู้แล้วว่าเยียนซิวไม่ได้ตั้งใจมาดูตัว แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ ต่อมหมั่นไส้มันก็ทำงานขึ้นมาดื้อๆ หลิ่วมู่มู่ถลึงตาใส่เขาอย่างแง่งอน
เยียนซิวถอนหายใจเบาๆ น้ำเสียงเจือแววเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
“แม่ฉันจัดการเองพละการ ฉันเพิ่งเคยเจอหน้าฝ่ายหญิงแค่ครั้งเดียว อย่าว่าแต่คุยเลย หน้าตายังจำแทบไม่ได้”
“เหรอคะ น่าเสียดายจัง เสียงเธอออกจะเพราะเสนาะหู” หลิ่วมู่มู่ทำหน้าตาย พูดย้อนเสียงสูง
คิ้วเข้มของเยียนซิวเลิกขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ
“งั้นเหรอ... ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ”
หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง อ้าปากเตรียมจะวีนแตก แต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง ใบหน้าหล่อเหลาก็โน้มลงมาฉกฉวยโอกาส
ปิดริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อนั้นด้วยจูบที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น เนิ่นนานจนเธอแทบลืมหายใจ กว่าเขาจะยอมผละออกก็เล่นเอาคนตัวเล็กอ่อนระทวย
เขาแนบหน้าผากลงกับหน้าผากมน กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากเธอ
“แต่ฉันชอบแค่เสียงของมู่มู่คนเดียวนะ... เพราะที่สุดสำหรับฉันแล้ว”
ใบหน้าของหลิ่วมู่มู่แดงซ่านลามไปถึงใบหู เธอทุบไหล่เขาแก้เขิน
“คนเยอะแยะขนาดนี้ คุณอย่ามาทำรุ่มร่ามประเจิดประเจ้อน่า!”
“ช่วยไม่ได้นี่ ก็มู่มู่ของฉันงอนตุ๊บป่องขนาดนี้ ฉันก็ต้องง้อหน่อยสิ”
ตอนนี้สมองของหลิ่วมู่มู่ขาวโพลน ลืมไปหมดแล้วว่าตัวเองโกรธเรื่องอะไร เพราะเพียงแค่เธอเบนสายตาไปนิดเดียว
ก็ปะทะเข้ากับสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมาอย่างกับกำลังดูหนังรักรอบพรีเมียร์ สายตาพวกนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น จนเธออยากจะมุดดินหนี
ปกติเธอชอบเป็นคนมุงดูเรื่องชาวบ้าน แต่วันนี้กรรมตามทัน กลายเป็นฝ่ายโดนมุงเสียเอง ความรู้สึกมันช่าง... อยากจะร้องไห้
เธอรีบซุกหน้ามุดเข้าหาอกกว้างของเยียนซิวเพื่อหลบสายตา แล้วขู่ฟ่อเหมือนแมวขู่
“ห้ามคุณพูดแล้วนะ! เงียบไปเลย!”
“งั้น... ถ้าไม่ให้พูด ขอจูบอีกทีได้ไหม”
“ไม่ได้!!”
“ว้า... แย่จัง” เยียนซิวทำหน้าเสียดายสุดซึ้ง ก่อนจะยอมปิดปากเงียบตามคำสั่ง
หัวข้อเรื่องการดูตัวจึงเป็นอันจบลงด้วยประการฉะนี้
ทว่าที่ด้านนอกฟลอร์เต้นรำ ผู้นำตระกูลหวังยืนกำแก้วไวน์แน่น สายตาจับจ้องไปที่เยียนซิวซึ่งกำลังพลอดรักกับสาวน้อยนิรนามกลางฟลอร์โดยไม่ไว้หน้าใคร
ใบหน้าของชายวัยกลางคนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ความรู้สึกเหมือนโดนเด็กเมื่อวานซืนหลอกต้มจนเปื่อย มันทำให้เขาแทบกระอักเลือดออกมา
[จบบท]