บทที่ 240: แผนขายพ่อ
"ดวงพิฆาตสามีแรงขนาดนี้ ถ้าหาผัวไม่ได้จริงๆ ก็เปลี่ยนมันวันเว้นวันไปเลยสิ มีปัญญาหาใหม่เรื่อยๆ จะไปสนอะไร"
คำพูดขวานผ่าซากของซุนปู้เจวี๋ยในอดีต ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ตอนนั้นเขาเห็นเพื่อนเก่าเอาแต่นั่งกลุ้มใจเรื่องหลานชายจนหน้าดำคร่ำเครียด
เลยแนะนำทางออกพิสดารแบบนั้นไป ใครจะไปนึกว่าสุดท้ายเพื่อนเขาจะเจอทางออกจริงๆ จนเลิกทำหน้าเป็นตูดลิงได้
แม้ตอนนั้นซุนปู้เจวี๋ยไม่ได้ซักไซ้รายละเอียด แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนในวงการโหราศาสตร์ เขาก็พอจะเดาทางหนีทีไล่ของตาเฒ่านั่นได้รางๆ
ไอ้หนุ่มตระกูลเยียนคนนี้ดวงแข็งโป๊ก แถมรสนิยมยังตาถึงไม่ใช่เล่น
ปกติแล้วตระกูลใหญ่อย่างเยียนมักจะติดกับดักค่านิยม 'ประตูใหญ่ต้องคู่กับประตูโต' ฐานะทางสังคมต้องเสมอกัน แต่พอมองสถานการณ์ตอนนี้ เยียนซิวสอบผ่านฉลุย ยัยหนูหลิ่วมู่มู่ของพวกเราเหมาะสมกับหมอนั่นราวกับกิ่งทองใบหยก
***
งานเลี้ยงเลิกรา แขกเหรื่อทยอยกลับ
เยียนซิวเดินไปส่งหลิ่วมู่มู่และต่งเยว่ถึงหน้าประตูโรงแรม โดยมีต่งเจิ้งหาวจอดรถรอรับลูกสาวอยู่แล้ว ทันทีที่รถของบ้านต่งลับสายตาไป
เยียนเจวี๋ยที่ยืนสงบเสงี่ยมเป็นวอลเปเปอร์อยู่ด้านหลังมานาน ก็รวบรวมความกล้าค่อยๆ ยื่นสมาร์ตโฟนของตัวเองไปตรงหน้าลูกพี่ลูกน้อง
หน้าจอสว่างวาบโชว์รายการสายที่ไม่ได้รับแดงเถือกไม่ต่ำกว่าสามสิบสาย พร้อมตัวเลขแจ้งเตือนข้อความแชตที่พุ่งทะลุ 99+ ไปไกลโข
ใครจะไปคิดว่าโทรศัพท์เครื่องเท่าฝ่ามือจะต้องมาแบกรับความเสือก... เอ่อ ความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาญาติโกโหติกาตระกูลเยียนเอาไว้หนักอึ้งขนาดนี้ ชีวิตของเยียนเจวี๋ยช่างน่าสงสารจริงๆ
เยียนเจวี๋ยพยายามเกลี้ยกล่อมให้ตัวต้นเรื่องรับผิดชอบผลงานตัวเอง "พี่ครับ... เอาเป็นว่า พี่ช่วยโทรกลับหาป้าสะใภ้ตอนนี้เลยจะได้ไหม ขืนช้ากว่านี้ผมคงโดนถล่มเละแน่"
เยียนซิวปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ "แบตหมด"
เยียนเจวี๋ยเห็นคาตาว่าพี่ชายกดปุ่มปิดเครื่องทันทีที่งานประมูลจบลง เขาได้แต่ยืนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จะโกหกหน้าตายทั้งที ช่วยเกรงใจพยานปากเอกที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้บ้างเถอะพ่อคุณ!
แต่จะให้ทำยังไงได้ นี่คือลูกพี่ลูกน้องผู้ทรงอิทธิพล ขืนไปหักหน้ามีหวังโดนเช็คบิลทีหลัง เขาเลยทำได้แค่กลืนคำพูดลงคอ เก็บมือถือใส่กระเป๋า แล้วควงกุญแจรถทำหน้าที่สารถีขับพาตัวปัญหาไปส่งที่บ้านอย่างว่าง่าย
รถหรูแล่นมาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ตระกูลเยียน เยียนเจวี๋ยชะเง้อมองเข้าไปในบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น
ใจจริงเขาอยากจะเสนอหน้าตามเข้าไปดูฉากเด็ดด้านในใจจะขาด แต่พอคิดถึงนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นชนิดกัดไม่ปล่อยของพี่ชายคนนี้ การเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในรัศมีระเบิดเพื่อแลกกับความบันเทิงดูจะไม่คุ้มค่า
ลังเลอยู่สามวินาที สุดท้ายเขาก็ตัดใจเหยียบคันเร่งหนีกลับไปนอนบ้านตัวเองดีกว่า
ขาของเยียนซิวเพิ่งจะก้าวพ้นธรณีประตู คุณนายเยียนผู้เป็นมารดาก็พุ่งตัวออกมาต้อนรับด้วยความเร็วแสง
"กลับมาแล้วเหรอ! ทำไมโทรไปหากี่รอบก็ไม่รับสาย" เธอบ่นกระปอดกระแปดพลางสาวเท้าเข้ามาหา สายตาสอดส่ายมองลอดผ่านไหล่ลูกชายออกไปด้านนอกอย่างมีความหวัง แต่พอเห็นแต่ความว่างเปล่า สีหน้าตื่นเต้นเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นความผิดหวัง
เยียนซิวตอบกลับด้วยประโยคหากินประโยคเดิม "แบตหมดครับ"
"แล้วนี่... กลับมาคนเดียวเหรอ" คุณนายเยียนยังไม่ยอมแพ้ ถามย้ำเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา
"แล้วแม่จะให้ใครมาด้วยล่ะครับ"
คุณนายเยียนชะงักไปนิดหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ลูกสะใภ้จนออกนอกหน้าเกินไป จึงกระแอมไอเบาๆ กลบเกลื่อนความขัดเขิน จากนั้นเธอก็เปลี่ยนโหมดเป็นหน่วยสอบสวนทันที
"แล้วตกลงไปแอบคบกันตอนไหน ทำไมไม่เคยปริปากบอกแม่สักคำ หรือว่ากลัวจะโดนจับไปดูตัวอีก ก็เลยไปจ้างใครมาแสดงละครตบตาแม่ฮะ?"
"ไม่ใช่ครับ พ่อรู้เรื่องนี้นานแล้ว" เยียนซิวโยนระเบิดใส่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างเลือดเย็น โดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
"ลูกว่าไงนะ"
คุณนายเยียนหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน สมองประมวลผลแยกแยะเป้าหมายรวดเร็วปานคอมพิวเตอร์ เรื่องลูกชายเอาไว้คิดบัญชีทีหลังได้ แต่สามีตัวดีที่บังอาจสมรู้ร่วมคิดปิดบังเธอ ต้องโดนลากไปคุกเข่าสำนึกผิดเดี๋ยวนี้!
เธอชี้หน้าคาดโทษลูกชาย "ยืนรออยู่นี่นะ เดี๋ยวแม่ขอไปเช็คบิลพ่อแกก่อน"
พูดจบ คุณนายเยียนก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าปึงปังขึ้นชั้นบนไปทันที
เมื่อปฏิบัติการเบี่ยงเบนความสนใจสำเร็จลุล่วง เยียนซิวก็เดินสบายใจเฉิบเข้าห้องล็อกประตู ทุกขั้นตอนลื่นไหลไร้รอยต่อ
ด้วยกลยุทธ์ 'ขายพ่อแลกความสงบ' ทำให้เขาได้นอนหลับเต็มตื่นไปหนึ่งคืน ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เดินลงมาข้างล่าง ภาพแรกที่เห็นคือเยียนไป๋เหวินในชุดนอนยับยู่ยี่ ผมเผ้าชี้ฟู นั่งกอดอกทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนโซฟาห้องรับแขก
เยียนซิวชะลอฝีเท้าลง รักษาระยะห่างจากโซฟาอันตรายสักสิบเมตรเพื่อความปลอดภัย แต่ปากก็ยังทำหน้าที่ลูกกตัญญูถามไถ่ "พ่อครับ... สภาพนี้คือ?"
เยียนไป๋เหวินเงยหน้าขึ้นมองลูกชายตัวแสบด้วยแววตาว่างเปล่าไร้วิญญาณ
"พ่อกำลังนอนหลับฝันดีอยู่แท้ๆ กลางดึกแม่แกก็ถีบพ่อกระเด็นออกมา แถมยังวางแผนล็อกประตูห้องนอนแขกทุกห้องไว้หมดแล้ว... ไอ้ลูกชาย แกไม่อยากจะอธิบายอะไรให้พ่อฟังหน่อยเหรอ"
เยียนซิวทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงใจสุดซึ้ง "เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้ผมให้ช่างมาเปลี่ยนล็อกประตูเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือให้ ส่วนเรื่องแม่อาละวาด ฝากพ่อรับมือด้วยนะครับ มื้อเช้าผมไม่กินนะ ไปล่ะ"
พูดจบเขาก็เตรียมชิ่ง สาวเท้าก้าวไปทางประตูหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว กะว่าจะไม่เปิดช่องว่างให้ใครได้ซักไซ้ไล่เลียง
"กลับมานี่เดี๋ยวนี้!"
ตอนที่มือของเยียนซิวเกือบจะแตะลูกบิดประตู เสียงคำรามลอดไรฟันของเยียนไป๋เหวินก็ดังขัดจังหวะขึ้น "ไม่อย่างนั้นพ่อจะไปเชิญแม่หนูคนนั้นมาที่บ้าน ให้แม่แกได้สัมภาษณ์แฟนแกแบบเอ็กซ์คลูซีฟทุกซอกทุกมุม!"
เยียนซิว "..."
คำขู่นี้ได้ผลชะงัด เยียนซิวหมุนตัวเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามเยียนไป๋เหวิน
"แกกล้าดียังไงมาขายพ่อตัวเองหน้าด้านๆ แบบนี้!" เยียนไป๋เหวินกุมหน้าอก ทำท่าเหมือนหัวใจจะวายด้วยความปวดร้าว
เยียนซิวเหลือบตามองพ่อด้วยสายตาเรียบเฉย "สถานการณ์แบบนั้น มันต้องมีสักคนเสียสละเพื่อเป็นที่ระบายอารมณ์แม่นะครับ"
"ไอ้ลูกทรพี!"
"พ่อพูดถูกครับ ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง" ยอมรับผิดด้วยความจริงใจ แต่ถ้ามีโอกาสหน้าก็จะทำอีกแน่นอน
เยียนไป๋เหวินที่โดนลูกชายใช้มุกขอโทษขอไปทีแบบนี้หลอกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย รู้สึกไม่อยากจะเชื่อน้ำหน้ามันสักนิด
แต่จะให้ทำยังไงได้ ก็ดันเกิดมาเป็นลูกในไส้ จะตัดหางปล่อยวัดก็ทำไม่ลง ได้แต่กลืนความขมขื่นลงคอ พักเรื่องความคับแค้นใจไว้ก่อน เขาเปลี่ยนมาถามเรื่องสำคัญ
"เมื่อวานแกเอากำไลหยกประจำตระกูลของคุณย่าไปให้แม่หนูคนนั้น คงไม่ได้ทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม"
"ทำไมครับ พ่อเสียดายอยากได้คืนเหรอ" เยียนซิวเลิกคิ้วถามยิ้มๆ
เยียนไป๋เหวินถลึงตาใส่ลูกชาย "ฉันกลัวพวกแกหนุ่มๆ สาวๆ จะคิดอะไรตื้นๆ เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก เกิดวันหน้าเปลี่ยนใจขึ้นมามันจะยุ่งยาก"
"ไม่มีทางครับ"
ตั้งแต่วินาทีที่เขาตกลงคบหากับหลิ่วมู่มู่ เขาได้ไตร่ตรองและเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาทุกรูปแบบเอาไว้หมดแล้ว และในพจนานุกรมของเขา ไม่มีคำว่า 'เสียใจภายหลัง' บรรจุอยู่
"แล้วก็..." น้ำเสียงของผู้เป็นพ่อเริ่มเคร่งเครียดขึ้น
"เรื่องร่างกายของแก... มันจะไม่ไปทำร้ายแม่หนูคนนั้นหรือไง"
ในเมื่อลูกชายแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะจริงจังถึงขั้นแต่งงาน เยียนไป๋เหวินก็จำต้องหยิบยกปัญหาใหญ่ที่สุดขึ้นมาพูด
ยิ่งเยียนซิวเติบโตขึ้น ไอสังหารในร่างกายเขาก็ยิ่งรุนแรงสะสมจนแทบจะหาวิธีเยียวยาไม่ได้
หากแต่งงานไป การใช้ชีวิตคู่ หรือแม้แต่เรื่องทายาทสืบสกุล ทุกอย่างล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว อาจหมายถึงชีวิตของคนข้างกาย
ในยามที่ควบคุมสติได้ก็ยังพอทน แต่ถ้าวันไหนเกิดคุ้มคลั่งคุมไอสังหารไม่อยู่ คนที่นอนร่วมเตียงย่อมเป็นคนแรกที่ต้องรับเคราะห์กรรม
เยียนซิวหลุบตาลงซ่อนความรู้สึก "เรื่องนี้ผมจัดการเอง"
"จัดการ? แกจะจัดการยังไง" เยียนไป๋เหวินขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าลูกชายจะเอาอะไรไปสู้กับชะตากรรม แต่เยียนซิวกลับปิดปากเงียบไม่ยอมอธิบายขยายความ
ดวงชะตาของหลิ่วมู่มู่นั้นแข็งแกร่งและดุดันพอที่จะต้านทานและหักล้างไอสังหารในตัวเขาได้ การที่เธออยู่ใกล้เขาจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
แต่ทฤษฎี "หนามยอกเอาหนามบ่ง" หรือการใช้พิษต้านพิษแบบนี้ มันรักษาสมดุลได้ยากยิ่งกว่าการเดินบนลวดสลิง เขาจำเป็นต้องเฟ้นหาวิธีการอื่นที่ยั่งยืนกว่านี้ ในขณะที่สถานการณ์ทุกอย่างยังพอควบคุมได้
เมื่อเห็นลูกชายปิดปากเงียบเป็นเป่าสาก เยียนไป๋เหวินก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ช่างเถอะ เรื่องของแก แกก็ไปจัดการเอาเอง ถ้าต้องการให้ที่บ้านช่วยอะไรก็บอกมา"
"ทราบแล้วครับ"
บรรยากาศระหว่างสองพ่อลูกเริ่มคลายความตึงเครียดลง แต่แล้วจู่ๆ ประตูห้องนอนใหญ่ที่ชั้นบนก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดัง "ปัง!" พร้อมกับร่างของคุณนายเยียนที่เดินจ้ำอ้าวออกมาด้วยท่าทีร้อนรนจนผิดสังเกต
[จบบท]