บทที่ 241 รอยกรีด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เยียนไป๋เหวินทักขึ้นเมื่อเห็นภรรยาวิ่งหน้าตั้งลงมาจากชั้นบนทั้งที่ยังสวมชุดอยู่บ้าน ในมือเธอกำโทรศัพท์แน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนจับไข้
คุณนายเยียนหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงตีนบันได “คุณคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
“ใครเป็นอะไร ค่อยๆ พูด”
“หยวนจื่อ... หยวนจื่อกับหลินหยวนฮ่าวตายแล้วค่ะ”
สิ้นเสียงสั่นเครือของภรรยา เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของเยียนซิวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา หน้าจอโชว์ชื่อเยียนหลิง ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นตำรวจหญิง เยียนซิวเดาได้ทันทีว่าปลายสายคงโทรมาแจ้งข่าวเดียวกัน
ชายหนุ่มกดรับสาย น้ำเสียงของเยียนหลิงร้อนรนจนจับสังเกตได้ “พี่คะ ทราบข่าวเรื่องน้าหยวนจื่อกับน้าเขยหรือยัง”
เยียนซิวเหลือบมองมารดาที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ข้างบิดา “แม่เพิ่งบอกเมื่อกี้ สภาพศพเป็นยังไง”
“ทั้งคู่ถูกแทงเข้าที่ขั้วหัวใจ เสียชีวิตคาที่ค่ะ”
คิ้วเข้มของเยียนซิวขมวดเข้าหากัน การลงมือที่เน้นจุดตายแม่นยำขนาดนี้ ฟังดูไม่เหมือนโจรสมัครเล่น
“มีเบาะแสอื่นอีกไหม”
“ฉันลองถามเพื่อนที่รับผิดชอบคดีนี้ดูแล้ว เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการชิงทรัพย์แล้วฆ่าปิดปาก ประตูหน้ามีร่องรอยการงัดแงะ ระบบกล้องวงจรปิดถูกตัดสายทิ้งทั้งหมด ทรัพย์สินมีค่าอย่างเครื่องเพชรกับเงินสดในตู้เซฟหายเกลี้ยง แต่ว่า...”
เยียนหลิงเว้นจังหวะคล้ายลังเล “มีจุดหนึ่งที่แปลกมาก บนใบหน้าของทั้งน้าหยวนจื่อและลุงเขยมีรอยมีดกรีดเป็นวงกลมรอบกรอบหน้า”
“นิติเวชบอกว่าเป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังเสียชีวิต เหมือนคนร้ายพยายามจะถลกหนังหน้าพวกเขาออกมา แต่ทำไม่สำเร็จหรืออาจจะเปลี่ยนใจกะทันหัน”
“เข้าใจแล้ว มีความคืบหน้าอะไรแจ้งฉันด้วย เดี๋ยวฉันจะเข้าไปที่สถานีตำรวจ”
คนที่โทรหาแม่ของเขาน่าจะเป็นคุณยาย ด้วยนิสัยที่รักลูกสาวคนเล็กดั่งแก้วตาดวงใจ การสูญเสียครั้งนี้คงทำให้หญิงชราสติแตกและไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ การที่เขาไปปรากฏตัวที่นั่นน่าจะช่วยคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า
“ได้ค่ะ ฉันจะรอพี่ที่โรงพักนะ”
เยียนซิววางสายพลางหันไปมองมารดาที่เพิ่งวางหูจากคุณยาย คุณนายเยียนรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะรีบไปติดตามคดีทันทีจึงทำให้ปลายสายยอมสงบลงได้บ้าง
เมื่อจัดการทางนั้นเรียบร้อย คุณนายเยียนก็หันขวับมาทางสามี คิ้วเรียวขมวดมุ่น “จริงอยู่ว่าหยวนจื่อเป็นคนเรื่องมาก แต่แกก็ไม่น่าจะไปสร้างศัตรูที่ไหนถึงขั้นต้องฆ่าแกงกัน หรือเป้าหมายจะเป็นทางตระกูลหลิน”
“ธุรกิจที่หลินหยวนฮ่าวดูแลอยู่ ผมให้คนคอยจับตามองตลอด เขาไม่เคยทำอะไรล้ำเส้นนะ แต่ว่า...” เยียนไป๋เหวินมีท่าทีอึกอัก เหมือนมีอะไรติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“แต่อะไรคะ มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะน่า คนก็ตายไปแล้ว”
ถึงอย่างไรผู้ตายก็มีศักดิ์เป็นน้องเขย ข้อมูลลับบางอย่างที่เยียนไป๋เหวินรู้มานานแต่เลือกที่จะเงียบไว้เพื่อรักษาความสงบในครอบครัว บัดนี้คงปิดต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อถูกภรรยาคาดคั้น เขาจึงถอนหายใจยาว
“ประมาณสี่ห้าปีก่อน หลินหยวนฮ่าวแอบไปเลี้ยงต้อยนักศึกษาสาวคนหนึ่ง พอฝ่ายหญิงตั้งท้อง เขาก็ปัดความรับผิดชอบแล้วหนีหน้าไปดื้อๆ”
“อะไรนะ!” คุณนายเยียนผุดลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“เรื่องบัดซบขนาดนี้ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน!”
เยียนไป๋เหวินรู้ดีว่าภรรยาต้องของขึ้นแน่ จึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางลูกชายที่นั่งเงียบอยู่
เยียนซิวขยับตัวเข้าไปแตะไหล่มารดาเบาๆ “แม่ครับ ใจเย็นๆ ก่อน นั่งลงฟังพ่อเล่าให้จบเถอะครับ”
คุณนายเยียนยอมทิ้งตัวลงนั่งตามแรงกดของลูกชาย แต่สายตายังคงจ้องสามีเขม็ง “เล่าต่อสิ แล้วเรื่องมันจบยังไง”
“ต่อมาเรื่องที่นักศึกษาคนนั้นท้องเกิดรั่วไหล เพื่อนที่ไม่ถูกกันเอาเรื่องมาประจานจนเธออับอายขายขี้หน้า ถึงขั้นจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย”
“เคราะห์ดีที่ช่วยไว้ทัน แต่เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในมหาลัย นักศึกษาคนนั้นต้องลาออกกลางคัน ส่วนหลินหยวนฮ่าวกลัวเรื่องจะสาวมาถึงตัว เลยรีบเอาเงินก้อนโตไปฟาดหัวพ่อแม่ฝ่ายหญิงให้ปิดปาก ผมรู้มาแค่นี้แหละ”
เพราะวีรกรรมอันน่ารังเกียจนี้เองทำให้เยียนไป๋เหวินตัดขาดความนับถือที่มีต่อหลินหยวนฮ่าว หากบรรพบุรุษตระกูลหลินผู้ทรงเกียรติรู้ว่ามีลูกหลานทำตัวเหลวแหลกพรรค์นี้คงได้ลุกจากหลุมมาด่าเปิง
คุณนายเยียนกัดฟันกรอด “ไอ้สารเลวหลินหยวนฮ่าว! คนเลวๆ แบบนี้ตายไปก็สมควรแล้ว ถ้าคุณบอกฉันเร็วกว่านี้ ตอนที่มันมาไหว้ปีใหม่ปีก่อน ฉันจะให้คนเอาไม้ตีขาให้หักเลยคอยดู!”
เยียนซิวลูบหลังมารดาให้คลายความโมโห “ทางตำรวจก็น่าจะสืบเจอประวัติส่วนนี้เหมือนกันครับ ถ้ามันเป็นชนวนเหตุฆาตกรรมจริงๆ พวกเขาไม่ปล่อยเบาะแสนี้ไปแน่ เดี๋ยวผมขับรถพาแม่ไปสถานีตำรวจดีกว่า ป่านนี้เยียนหลิงคงรอแย่แล้ว”
คำพูดของลูกชายเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่รดลงบนกองไฟ คุณนายเยียนเริ่มได้สติ “งั้นแม่ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวเดียว”
หลังจากคุณนายเยียนเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น เยียนซิวก็ทำหน้าที่สารถีพาบุพการีทั้งสองมุ่งหน้าสู่สำนักงานตำรวจเมืองชิ่งเฉิง ทันทีที่รถจอดเทียบหน้าอาคาร เยียนหลิงที่ยืนชะเง้อรออยู่ก็รีบเดินเข้ามาหา
หลังจากทักทายลุงกับป้าพอเป็นพิธี เธอก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเยียนซิว “พี่คะ... คุณยายอาละวาดใหญ่เลย เข้าไปดูศพแล้วก็ไม่ยอมกลับ ร้องจะรอป้าท่าเดียว ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง ตอนนี้โวยวายจนตำรวจทั้งโรงพักปวดหัวกันหมดแล้ว”
เยียนซิวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก็แหงล่ะ นั่นคือแม่บังเกิดเกล้าของแม่เขา และเขาก็รู้ฤทธิ์เดชความเอาแต่ใจของคุณยายดีว่าเป็นที่หนึ่งไม่รองใคร
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบคุณยายยืนตระหง่านอยู่หน้าแผนกสืบสวนอาชญากรรม หญิงชราวัยเจ็ดสิบเศษที่เพิ่งสูญเสียสามีคู่ชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน วันนี้ดูแก่ลงไปถนัดตา ข้างกายมีพี่เลี้ยงที่คุณนายเยียนจ้างมาคอยประคองไม่ห่าง
ทันทีที่สายตาฝ้าฟางเหลือบเห็นลูกสาวคนโต หญิงชราก็พุ่งตัวเข้ามาคว้ามือคุณนายเยียนไว้แน่น น้ำตาไหลพราก
“อาจู! น้องสาวแกตายตาไม่หลับ สภาพศพน่าเวทนาเหลือเกิน แกต้องไปบอกลูกเขยนะ ให้เขาไปสั่งตำรวจ ห้ามปล่อยคนร้ายลอยนวลเด็ดขาด!”
คุณนายเยียนบีบมือแม่เบาๆ “แม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ตำรวจเขากำลังเร่งสืบสวนอยู่ พวกเขาต้องลากคอคนร้ายมาลงโทษได้แน่”
“ไม่ได้! ฉันไม่ไว้ใจไอ้ตำรวจพวกนี้” หญิงชราตวาดแว้ด
“เจ้าหลานชายมันก็เป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ ให้เสี่ยวซิวไปช่วยสืบด้วยสิ มันเก่งไม่ใช่รึไง”
คุณนายเยียนขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ “แม่คะ... เยียนซิวเขาอยู่คนละหน่วยงาน แล้วนี่ก็ไม่ใช่เขตรับผิดชอบของเขา จะให้เขาเข้าไปก้าวก่ายคดีของคนอื่นได้ยังไง มันผิดกฎระเบียบ”
ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับหรือคดีพิเศษอาจจะพอมีช่องทาง แต่คดีฆาตกรรมชิงทรัพย์ทั่วไปแบบนี้ เยียนซิวไม่มีอำนาจจะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าของคดีได้เลย
คำปฏิเสธของลูกสาวเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง คุณยายสะบัดมือลูกสาวออกอย่างแรง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนหลังมือของคุณนายเยียนเสียงดัง เพียะ!
นางชี้หน้าด่าลูกสาวคนโตด้วยความโมโห “อะไรคือคดีของคนอื่น! คนตายคือน้องสาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมานะ!”
“ฉันรู้หรอกว่าแกไม่ถูกชะตากับน้องมาตั้งแต่เด็ก ขัดหูขัดตาน้องมันไปซะทุกเรื่อง แต่นี่น้องตายไปแล้วนะ ฉันขอให้แกช่วยแค่นี้แกยังอิดออด แกมันคนใจดำ! เลือดเย็นเหมือนพ่อแกไม่มีผิด!”
ท่ามกลางเสียงด่าทอที่ดังก้องโถงทางเดิน เยียนหลิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องสืบสวนเห็นท่าไม่ดี จึงรีบแทรกตัวเข้ามาดึงแขนเยียนซิว “พี่คะ เข้าไปข้างในกับฉันหน่อย หัวหน้าทีมหลี่เจ้าของคดีเขาอยากคุยกับพี่”
เยียนซิวเหลือบตามองมารดาที่ยืนนิ่งรับแรงอารมณ์ของคุณยาย เขาเลือกที่จะไม่เข้าไปผสมโรง
เพราะรู้ดีว่าแม่ของเขาเพียงแค่ไม่อยากทะเลาะกับคนแก่ในสถานที่ราชการให้เป็นที่ขายหน้า ไม่ได้หมายความว่าแม่จะเป็นฝ่ายยอมให้ถูกโขกสับอยู่ฝ่ายเดียว
ร่างสูงเดินตามเยียนหลิงเข้าไปพบหัวหน้าทีมหลี่ หลังจากจับมือทักทายกันตามมารยาท นายตำรวจเจ้าของคดีก็เข้าประเด็นทันที
“ได้ข่าวว่าที่ปรึกษาเยียนเป็นหลานชายของผู้ตายฝ่ายหญิงใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ” เยียนซิวตอบรับสั้นๆ
“ถ้าอย่างนั้น...” หัวหน้าทีมหลี่จ้องมองคู่สนทนาอย่างพิจารณา
“ที่ปรึกษาเยียนพอจะทราบตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของผู้ตายบ้างไหมครับ”
[จบบท]