บทที่ 242: ปมปริศนาผ้าปักหน้าคน
“พูดตามตรงนะครับ ผมกับสองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเป็นการส่วนตัว แค่เคยได้ยินข่าวลือหนาหูเมื่อหลายปีก่อนว่าคุณหลินเคยมีปัญหารักสามเส้ากับคนอื่นอยู่บ้าง”
รักสามเส้า” ไม่ได้มาจากคำว่า “เศร้า” แต่มาจากคำว่า “เส้า” มีความหมายว่า “ไม้หลักหรือวัตถุที่ตั้งหรือปักเป็น ๓ มุม สำหรับรองรับ เช่น เอาก้อนอิฐมาวางให้เป็น ๓ เส้า
หัวหน้าทีมหลี่พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจกับข้อมูลนี้ ดูเหมือนว่าทางตำรวจจะสืบทราบประวัติฉาวโฉ่เหล่านั้นมาบ้างแล้ว
เขาขยับปากกาในมือเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “จากการตรวจสอบไทม์ไลน์ของเรา เมื่อคืนนี้ที่ปรึกษาเยียนได้พบกับผู้ตายทั้งสองคนใช่ไหมครับ”
“ครับ เราบังเอิญไปร่วมงานประมูลการกุศลงานเดียวกัน แล้วหลังจากนั้นก็มีงานเต้นรำต่อ” เยียนซิวตอบอย่างลื่นไหล ไม่รอให้ตำรวจต้องซักไซ้ เขาเล่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกลางฟลอร์เต้นรำอย่างละเอียด
หัวหน้าทีมหลี่จดบันทึกยุกยิก พลางเงยหน้าขึ้นถามเพื่อยืนยันประเด็นสำคัญ “สรุปก็คือ ผู้ตายฝ่ายชายเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับผู้ตายฝ่ายหญิง
สาเหตุก็มาจากเรื่องถ่านไฟเก่ากับอดีตคู่หมั้นกลางงานเลี้ยง แล้วหลังจากจบเรื่องวุ่นวายนั้น คุณยังได้เจอพวกเขาอีกไหมครับ”
เยียนซิวส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เจอแล้วครับ หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก”
“แล้วนอกจากเรื่องทะเลาะวิวาท ยังมีเหตุการณ์อื่นที่น่าสงสัย หรือมีอะไรสะดุดตาคุณอีกไหมครับ”
เยียนซิวทิ้งช่วงคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียบเรียงข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ “มีเรื่องหนึ่งครับ สองสามีภรรยาคู่นั้นประมูลของชิ้นหนึ่งไปได้ในงาน”
“เป็นงานปักสองหน้า ขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ราคาจบที่ประมาณยี่สิบล้าน ด้านหนึ่งปักเป็นลายทิวทัศน์ภูเขา ส่วนอีกด้าน... เป็นรูปหน้าคนครับ”
หัวหน้าทีมหลี่ถึงกับชะงักปากกา เลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ “ยี่สิบล้าน? ผ้าปักผืนเดียวน่ะเหรอครับ แล้วคุณพอจะทราบไหมว่าคืนนั้นพวกเขาหิ้วของกลับบ้านไปเองหรือเปล่า”
เยียนซิวไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปส่งสายตาให้เยียนหลิงที่ยืนรออยู่หน้าห้อง
หญิงสาวเข้าใจความหมายทันที “เดี๋ยวฉันเช็กกับทีมงานให้ค่ะ แป๊บเดียว”
เธอคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งออกไปจากห้อง หายไปไม่ถึงห้านาทีก็วิ่งกลับเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ได้ความแล้วค่ะหัวหน้า มีพยานยืนยันว่าสองสามีภรรยารับของกลับไปเองในคืนนั้นเลย ถ้าพวกเขาไม่ได้แวะเถลไถลที่ไหน ก็น่าจะหิ้วกลับไปที่บ้านพร้อมตัวนั่นแหละค่ะ”
สีหน้าของหัวหน้าทีมหลี่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นทันตา “ปัญหาก็คือ ตอนที่เราเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เราไม่เจองานปักสองหน้าชิ้นที่ว่าเลย”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด “ตู้เซฟในบ้านถูกงัด ทรัพย์สินมีค่าอย่างเงินสดและเครื่องเพชรหายเกลี้ยง”
“ตอนแรกเราเลยปักใจเชื่อว่าเป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดา แต่พอมีงานปักมูลค่ามหาศาลขนาดนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วมันดันหายไปจากที่เกิดเหตุด้วย ประเด็นมันเลยเปลี่ยน... เป็นไปได้ไหมว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนร้ายคือไอ้ผ้าปักผืนนั้น”
เขาสบตาเยียนซิว พยายามค้นหาคำตอบในแววตาของอีกฝ่าย “ที่ปรึกษาเยียนพอจะรู้ไหมครับว่างานปักสองหน้าชิ้นนี้มันมีดีอะไร พิเศษตรงไหนทำไมถึงแพงหูฉี่ขนาดนั้น”
ด้วยประสบการณ์การทำคดีแปลกประหลาดมาไม่น้อย หัวหน้าทีมหลี่รู้ดีว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ซ่อนอยู่ ของชิ้นเล็กๆ แต่ราคาแพงระยับแบบนี้ มันต้องมี ‘ของ’ ดีซ่อนอยู่แน่ๆ
เยียนซิวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “มันคือ ‘ผ้าปักหน้าคน’ ครับ สรรพคุณของมันในวงการว่ากันว่า ถ้าเอามาแนบกับใบหน้า จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงสวยงามได้”
“ฮะ?” หัวหน้าทีมหลี่ทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนแมลงวันเข้าไป
“แค่... มาร์กหน้าเนี่ยนะ ราคาตั้งยี่สิบล้าน?”
ในหัวของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยคำถามว่าคนรวยเขาใช้เงินกันแบบนี้เหรอ ซื้อแผ่นมาร์กหน้าถาวรราคาเท่าคฤหาสน์เนี่ยนะ
“เท่าที่ทราบก็มีแค่นั้นครับ” เยียนซิวพยักหน้ายืนยัน
“อย่างน้อยในข้อมูลที่ผมมี ผ้าปักหน้าคนก็มีดีแค่เรื่องความสวยความงาม ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างอื่น”
หัวหน้าทีมหลี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูผิดหวังที่ไม่ได้เบาะแสเรื่องพลังลี้ลับอย่างที่คาด แต่ก็ยังปรับสีหน้าให้เป็นงานเป็นการ
“เอาเถอะครับ ยังไงก็ขอบคุณที่ปรึกษาเยียนมากที่สละเวลามาให้ข้อมูล ถ้าคดีมีความคืบหน้ายังไง ทางเราจะแจ้งไปนะครับ”
เยียนซิวเดินออกมาจากห้องทำงานของแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรม บรรยากาศด้านนอกดูโล่งตาผิดปกติ เขาไม่เห็นคุณยายจอมป่วนและแม่ของเขา มีเพียงพ่อที่ยืนกอดอกรออยู่ด้วยท่าทางสบายๆ
“อ้าว แม่กับยายไปไหนแล้วล่ะครับ” เขาถามพลางมองซ้ายมองขวา
“แม่แกพายายกลับบ้านไปแล้ว”
เยียนซิวเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ “ยายยอมกลับง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอครับ”
กิตติศัพท์ของคุณยายจากตระกูลหยวนนั้นเลื่องลือไปทั่ว ถ้าไม่ได้ดั่งใจเมื่อไหร่ เป็นต้องงัดไม้ตาย ‘หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามผูกคอตาย’ มาใช้ทุกที
น้าหยวนจื่อถอดแบบนิสัยนี้มาเป๊ะๆ ก็เพราะลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นนี่แหละ ถ้ายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ อย่าหวังเลยว่ายายแกจะยอมถอยทัพง่ายๆ
เยียนไป๋เหวินหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ไม่ยอมหรอก ดิ้นพราดๆ เลยล่ะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ โดนบอดี้การ์ดหิ้วปีกยัดใส่รถไปแล้ว”
สำหรับคุณนายเยียนแล้ว การจัดการกับคนแก่ขี้โวยวายไม่ใช่เรื่องยาก บอดี้การ์ดที่ติดตามเธอมาล้วนแต่เป็นมืออาชีพ การจะ ‘เชิญ’ ใครสักคนกลับบ้าน โดยไม่สนความสมัครใจนั้น ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก
เมื่อหมดเรื่องวุ่นวายในครอบครัว เยียนไป๋เหวินก็วกกลับมาเรื่องงาน “แล้วเรื่องคดีเป็นไงบ้าง ได้เบาะแสอะไรเพิ่มไหม”
เยียนซิวส่ายหน้าเบาๆ “ตำรวจยังมืดแปดด้านครับ แต่เมื่อกี้หัวหน้าทีมหลี่จุดประเด็นน่าสนใจขึ้นมาเรื่องหนึ่ง”
“ผ้าปักหน้าคนที่หลินหยวนฮ่าวประมูลตัดหน้าไปเมื่อคืน เป็นของที่ตระกูลฉีส่งเข้าประมูล พอสองผัวเมียนั่นตาย ผ้าปักก็อันตรธานหายไป ผมชักสงสัยว่าสองเรื่องนี้มันอาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกัน”
“ของตระกูลฉีงั้นเหรอ...” เยียนไป๋เหวินหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
“เดี๋ยวพ่อจะให้เยียนหลิงจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งนั้นไว้ เผื่อจะมีพิรุธ ส่วนแก... ลองหาเวลาไปเยี่ยมคารวะประธานซุนที่สมาคมหน่อยดีไหม”
“ในเมื่อตระกูลฉีเอางานปักประหลาดๆ แบบนั้นเข้าประมูล สมาคมนักพยากรณ์ต้องเป็นคนออกใบรับรองสินค้าให้แน่ๆ ไปลองเลียบเคียงถามดูเผื่อจะเจอจุดผิดสังเกตในใบรับรองนั้น”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” เยียนซิวรับคำทันทีโดยไม่ต้องคิด
แม้สองพ่อลูกจะไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งอะไรกับน้าหยวนจื่อ แต่ถึงยังไงเธอก็ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวต่างแม่ของคุณนายเยียน เลือดข้นกว่าน้ำ
ถ้าการตายของเธอเป็นอุบัติเหตุหรือเรื่องชิงทรัพย์ธรรมดาก็แล้วไป แต่ถ้ามีเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับของอัปมงคลอย่างผ้าปักหน้าคน และโยงไปถึงตระกูลฉี พวกเขาก็คงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องคิดบัญชีกันให้สาสม
“ว่าแต่... จะให้พ่อหาคนกลางช่วยนัดประธานซุนให้ไหม”
ซุนปู้เจวี๋ย ประธานสมาคมนักพยากรณ์ผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องเก็บตัวเงียบ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือคนกันเองจริงๆ ยากนักที่จะยอมให้เข้าพบ
ตระกูลเยียนเองก็ทำธุรกิจคนละสาย ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันเท่าไหร่ เขาเกรงว่าลูกชายดุ่มๆ เข้าไปหาอาจจะโดนปฏิเสธหน้าประตู
เยียนซิวยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ “ไม่เป็นไรครับ พ่อไม่ต้องห่วง”
เยียนไป๋เหวินเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของลูกชาย ก็นึกขึ้นได้ทันที... อ้อ ลืมไปเลยว่าแฟนเด็กของเจ้าลูกชายคนนี้เป็นถึงนักพยากรณ์ฝีมือฉกาจ ถึงขนาดไปโผล่ในงานเลี้ยงเมื่อวานได้ แถมยังดูมีของไม่ธรรมดา
ตาแก่อย่างซุนปู้เจวี๋ยอาจจะไม่เกรงใจนักธุรกิจอย่างตระกูลเยียน แต่กับคนในวงการเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ ยังไงก็ต้องไว้หน้าบ้าง มิน่าล่ะ เจ้าลูกชายตัวดีถึงได้ทำหน้าตาอวดดีขนาดนั้น
เยียนไป๋เหวินแอบเบ้ปากในใจด้วยความหมั่นไส้... เหอะ ทำมาเป็นยืด เมียข้าก็เป็นถึงซินแสฮวงจุ้ยระดับประเทศ ข้ายังไม่เห็นจะเคยเอาไปคุยโวที่ไหนเลย
“เออๆ พ่อรู้แล้วว่าแกมีเส้นสาย” เยียนไป๋เหวินโบกมือไล่อย่างรำคาญปนขำ
“รีบไปเถอะไป อย่ามาทำหน้าอวดแถวนี้”
***
เยียนซิวขับรถมาถึงโรงแรมที่พักของหลิ่วมู่มู่และครอบครัว เมื่อไปถึงห้องพัก ภาพที่เห็นคือความวุ่นวายขนาดย่อมๆ
ต่งฉีกับต่งเยว่กำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสียงคลิกเมาส์รัวเร็วสลับกับเสียงโวยวายของต่งฉีดังลั่นห้อง
“โอ๊ย! พี่! เดินไปทางซ้ายสิ ซ้าย! นั่นมันขวา! ตายอีกแล้วเห็นไหมเนี่ย!”
ต่งเยว่ทำหน้ามุ่ย มือไม้พันกันไปหมด ส่วนต่งฉีแทบจะพ่นไฟใส่พี่สาวด้วยความคับแค้นใจที่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งในการพาไก่รองบ่อนอย่างพี่สาวผ่านด่านเกม
ถัดไปบนเตียงนอน หลิ่วมู่มู่นอนคว่ำหน้าหมดสภาพ ร่างกายเหยียดยาวเป็นเส้นตรงประหนึ่งซากศพไร้วิญญาณ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว
เรื่องกำไลหยกจักรพรรดิคู่นั้น สุดท้ายเมื่อคืนเธอก็ปอดแหกไม่กล้าเอากลับมาเก็บไว้ที่โรงแรม
ขืนเอาของมูลค่ามหาศาลขนาดนั้นมาวางทิ้งไว้ เกิดมีโจรบุกเข้ามาปล้นครอบครัวต่งยกครัวคงได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่ๆ เธอเลยฝากให้เยียนซิวช่วยเก็บรักษาไว้ให้ก่อน
แต่ถึงตัวของจะไม่อยู่ แต่ตัวเลขราคามันยังหลอนอยู่ในหัว จู่ๆ ก็กลายเป็นเศรษฐีนีร้อยล้านเพียงชั่วข้ามคืน ใครมันจะไปข่มตานอนหลับลงได้!
กว่าจะตะกายขึ้นเตียงนอนได้ก็ปาเข้าไปตีสอง พอแปดโมงเช้า นาฬิกาชีวภาพเจ้ากรรมก็ดันปลุกให้ตื่นตรงเวลาเป๊ะ สภาพตอนนี้เลยเหมือนซอมบี้ที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นช่วยชีวิตต่งเยว่ไว้ได้ทันท่วงที เธอรีบทิ้งเมาส์ราวกับเป็นของร้อน แล้ววิ่งแจ้นไปเปิดประตู ทิ้งให้ต่งฉีนั่งอ้าปากค้าง มองตัวละครในจอโดนรุมยำจนตายคาที่
ไอ้พี่บ้า! ทิ้งกันดื้อๆ แบบนี้เลยเรอะ! คราวหน้าถ้าเขาหลวมตัวมาชวนยัยนี่เล่นเกมอีก ให้จุดธูปเรียกเขาว่าไอ้หมาต่งฉีได้เลย!
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ต่งเยว่ก็รีบฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นเยียนซิว เธอรีบเบี่ยงตัวผายมือเชิญเขาเข้ามาประหนึ่งเป็นแขกวีไอพี
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ พลิกหัวที่หนุนหมอนอยู่อย่างยากลำบาก ปรือตาข้างหนึ่งขึ้นมามองผู้มาใหม่ด้วยแววตาเลื่อนลอย
“ทำไมวันนี้มาช้าจัง...” เธอถามเสียงยานคาง
นี่มันจะสิบโมงครึ่งอยู่แล้ว ปกติคุณชายเยียนผู้มีวินัยเป็นเลิศ มักจะโผล่มาหาเธอแต่เช้าตรู่พร้อมพาไปหาของกิน แต่วันนี้กลับผิดเวลาไปโข
[จบบท]