บทที่ 243: ปมปริศนาลายปัก
“เกิดเรื่องนิดหน่อย”
เยียนซิวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้บ่งบอกถึงความตื่นตระหนก แต่แววตากลับฉายชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เขาเหลือบมองเด็กสองคนที่นั่งเล่นอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเลือกที่จะเงียบไว้ เพราะเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ไม่ควรพูดให้เด็กได้ยิน
หลิ่วมู่มู่จับสังเกตได้ทันที สีหน้าของเยียนซิวเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธอจึงหันไปบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงสดใส
“เสี่ยวเยว่ พาเสี่ยวฉีกลับไปเล่นที่ห้องก่อนนะ ฉันมีธุระจะคุยกับพี่เยียนเขาหน่อย”
“รับทราบค่ะ!” ต่งเยว่ขานรับเสียงใสอย่างรู้งาน ก่อนจะจูงมือน้องชายตัวน้อยให้ลุกตาม
ต่งฉีเองก็ดูจะยังเกร็งๆ กับพี่เขยมาดขรึมคนนี้อยู่ไม่น้อย พอพี่สาวชวนออกไป เขาจึงรีบลุกตามไปโดยไม่อิดออด
ทันทีที่เสียงประตูปิดลงและเหลือกันอยู่เพียงสองคน หลิ่วมู่มู่ก็ยื่นมือออกไปหาคนตัวสูง เยียนซิวเข้าใจความหมายนั้นดี เขาจับมือเธอแล้วดึงเบาๆ ให้ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม หญิงสาวโถมตัวเข้ากอดเอวสอบของเขาไว้แน่น แหงนหน้าขึ้นมองสบตาพลางถาม
“เกิดเรื่องร้ายแรงใช่ไหม สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย”
เยียนซิวถอนหายใจยาว วางคางเกยลงบนศีรษะทุยของแฟนสาวแล้วกระชับอ้อมกอด “อืม... จำหยวนจื่อได้ไหม”
“น้าของคุณน่ะเหรอ” หลิ่วมู่มู่ตอบทันควัน เธอไม่ใช่ปลาทองความจำสั้นสักหน่อย เมื่อคืนเพิ่งจะเจอหน้ากันจังๆ จะลืมได้ยังไง
“เธอเสียแล้ว... สามีของเธอก็ด้วย ถูกฆ่าตายทั้งคู่”
“หา! อะไรนะ” หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบด้วยความตกใจ
“ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ”
“ตอนนี้ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอยู่ แต่ประเด็นคือผ้าปักหน้าคนผืนนั้นที่พวกเขาประมูลได้เมื่อวาน... มันหายไป” เยียนซิวเว้นจังหวะ สายตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด
“ฉันสงสัยว่ามันจะเป็นต้นเหตุ ฉันเลยอยากจะขอให้ประธานซุนแห่งสมาคมนักพยากรณ์ช่วยตรวจสอบประวัติความเป็นมาของผ้าผืนนั้นให้หน่อย”
พูดจบเขาก็เปลี่ยนอิริยาบถ ก้มลงดันร่างเล็กของหลิ่วมู่มู่ให้เอนหลังลงบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะโน้มตัวตามลงไปคร่อมทับไว้หลวมๆ
“รบกวนท่านปรมาจารย์หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ ช่วยเป็นธุระติดต่อแนะนำผมให้ท่านประธานซุนหน่อยจะได้ไหมครับ”
พอได้ยินคำว่า ‘ปรมาจารย์หลิ่ว’ หลิ่วมู่มู่ก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นทันที แววตาเป็นประกายซุกซน
“แหม... เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าจะให้ช่วย คุณก็ต้องรีบเอาใจฉันหน่อยนะ”
เยียนซิวเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ “งั้น... ถ้าเอาตัวเข้าแลก พอจะไหวไหม”
หลิ่วมู่มู่ถลึงตาใส่เขา พยายามกลั้นยิ้ม “หยุดเลยนะ! อย่ามาเนียนใช้มุกนี้หลอกจับฉันกิน”
เมื่อคืนพอกลับมาถึงโรงแรมแล้วนอนคิดทบทวนดู เธอถึงได้รู้สึกตัวว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ พวกเขาเพิ่งจะตกลงคบกันได้ไม่กี่วัน
บทจะข้ามขั้นไปคุยเรื่องแต่งงานแถมยังโดนยัดเยียดสินสอดกองโตให้อีก มันดูรวบรัดตัดตอนผิดปกติชัดๆ ขั้นตอนความรักของชาวบ้านเขาไม่เห็นเป็นแบบนี้กันสักหน่อย
เยียนซิวไม่สะทกสะท้านกับคำขู่ เขาโน้มหน้าลงมาใช้จมูกโด่งเป็นสันถูไถหยอกล้อกับปลายจมูกรั้นๆ ของเธออย่างมันเขี้ยว หลิ่วมู่มู่หัวเราะคิกคัก พยายามใช้มือดันอกกว้างของเขาออก ก่อนจะชี้นิ้วสั่งการ
“พอแล้วๆ รีบไปหยิบมือถือท่านปรมาจารย์มาเร็วเข้า อย่ามัวแต่เล่น”
เยียนซิวจำใจผละออกจากความนุ่มนิ่มตรงหน้า เดินไปหยิบสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนหัวเตียงมาส่งให้ หลิ่วมู่มู่รับมาแล้วกดค้นหารายชื่อ ‘ปู่ซุน’ ก่อนจะกดโทรออกพร้อมเปิดลำโพงให้ได้ยินกันชัดๆ
เสียงรอสายดังอยู่ไม่กี่ตู๊ด ปลายสายก็กดรับ
“ว่าไงยัยหนู ร้อยวันพันปีไม่เห็นโทรหาปู่ มีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่าลูก”
หลิ่วมู่มู่ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ปรับน้ำเสียงให้ออดอ้อนเอาใจ
“ปู่ซุนขา... คือว่าแฟนหนูเขาอยากจะขอเข้าพบคุณปู่น่ะค่ะ ตอนนี้คุณปู่พอจะสะดวกคุยไหมคะ”
“อ๋อ... ไอ้หนุ่มตระกูลเยียนคนนั้นน่ะเรอะ คงหนีไม่พ้นเรื่องของบ้านหลินล่ะสิ เมื่อเช้าปู่ก็ได้ข่าวแล้ว พ่อหนุ่มนั่นอยากจะให้ปู่ช่วยเช็กอะไรล่ะ”
สมกับเป็นประธานสมาคมนักพยากรณ์ ซุนปู้เจวี๋ยรู้ทันสถานการณ์โดยที่หลิ่วมู่มู่แทบไม่ต้องเกริ่นนำ หลิ่วมู่มู่หันไปพยักพเยิดหน้ากับเยียนซิวเป็นเชิงส่งไม้ต่อ
เยียนซิวจึงขยับเข้ามาใกล้โทรศัพท์แล้วเอ่ยขึ้น “สวัสดีครับท่านประธานซุน ผมอยากรบกวนขอข้อมูลผลการตรวจสอบ ‘ผ้าปักหน้าคน’ ผืนนั้นหน่อยครับ”
“ผ้าปักหน้าคนสินะ...” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังนึกย้อนข้อมูล
“เดี๋ยวปู่จะส่งไฟล์ข้อมูลทั้งหมดไปให้ทางเมลของมู่มู่นะ ถ้าอ่านแล้วมีตรงไหนสงสัยก็โทรกลับมาถามได้”
เยียนซิวขยับปากเตรียมจะกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่หลิ่วมู่มู่ไวกว่า เธอยกมือขึ้นปิดปากเขาไว้แน่น แล้วชิงพูดแทรกด้วยน้ำเสียงสดใส
“ขอบคุณค่าคุณปู่ซุน ปู่น่ารักที่สุดเลย!” พูดจบเธอก็ทำเสียง ‘จุ๊บ’ ดังฟอดใหญ่ใส่โทรศัพท์
การกระทำของหลานสาวตัวแสบเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากชายชราปลายสายได้ดังลั่น ทว่าก่อนจะวางสาย จู่ๆ น้ำเสียงของซุนปู้เจวี๋ยก็เปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงที่เคร่งขรึมและจริงจังขึ้นหลายส่วน
“มู่มู่อาจจะนิสัยซุกซนเอาแต่ใจไปบ้าง... พ่อหนุ่มบ้านเยียน เธอเป็นผู้ชายก็ต้องหนักแน่น ทนๆ น้องมันหน่อยแล้วกัน ดูแลแก้วตาดวงใจของเพื่อนฉันให้ดี”
เยียนซิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน “ท่านประธานซุนกังวลเกินไปแล้วครับ ผมจะดูแลเธออย่างดีที่สุด”
“เออ ดี! รับปากแล้วก็ทำให้ได้ งั้นแค่นี้นะ”
สัญญาณตัดไปแล้ว แต่คำพูดทิ้งท้ายของซุนปู้เจวี๋ยยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเยียนซิว ไม่นานนัก เสียงแจ้งเตือนอีเมลก็ดังขึ้นในโทรศัพท์ของหลิ่วมู่มู่ ไฟล์ข้อมูลที่เยียนซิวต้องการถูกส่งมาแล้ว
เธอนั่งเอนตัวพิงอกแกร่งของแฟนหนุ่ม มองดูเขากดส่งต่อไฟล์เข้าเครื่องตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้นเยียนซิวก็หยุดมือแล้วถามขึ้นมาดื้อๆ
“ประธานซุน... เป็นเพื่อนกับคุณปู่ของเธอเหรอ”
“ใช่แล้ว เพื่อนสนิทเลยแหละ”
“แล้วคุณปู่ของเธอชื่อว่าอะไร”
“หลิ่วอี้จือ”
เยียนซิวทวนชื่อนั้นในใจ ‘หลิ่วอี้จือ’ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขาพยายามค้นหาชื่อนี้ในคลังความทรงจำและฐานข้อมูลบุคคลสำคัญที่เขารู้จัก แต่ไม่ว่าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
แต่คนที่มีบารมีระดับทำให้ซุนปู้เจวี๋ยเกรงใจได้ ไม่น่าจะเป็นบุคคลนิรนามที่ไม่มีใครรู้จัก
ในสายตาของหลิ่วมู่มู่ ซุนปู้เจวี๋ยอาจเป็นแค่คุณปู่ใจดีที่ตามใจหลาน แต่สำหรับคนในวงการศาสตร์มืดและผู้มีอิทธิพล ต่างรู้กิตติศัพท์ของ ‘ประธานซุน’ ผู้นี้ดี
ชายชราผู้นี้คือพยัคฆ์เฝ้าประตูแห่งวงการนักพยากรณ์ วิธีการจัดการปัญหาของเขาเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมจนน่าขนลุก ในอดีตเคยมีกลุ่มคนที่คิดลองดี
พยายามส่งไส้ศึกเข้ามาเจาะยางสมาคมฯ บ้างก็พยายามใช้เงินฟาดหัวซื้อตัวคนในตระกูลซุน แต่จุดจบของคนพวกนั้น... แม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ ส่วนคนตระกูลซุนที่คิดทรยศ ก็มีสภาพที่เรียกว่า ‘ตายทั้งเป็น’
ความโหดเหี้ยมในครั้งนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าสบตาซุนปู้เจวี๋ยตรงๆ อีกเลย และเป็นรากฐานที่ทำให้สมาคมนักพยากรณ์ยืนหยัดมาได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้
ซุนปู้เจวี๋ยเป็นเพื่อนกับปู่ของหลิ่วมู่มู่... ขนาดเพื่อนจากโลกนี้ไปแล้ว เขายังคงให้ความสำคัญและเอ็นดูหลานสาวของเพื่อนคนนี้อย่างออกนอกหน้า เมื่อครู่คำพูดของเขาก็ชัดเจนว่าเขาวางตัวเป็น ‘ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง’ ให้กับหลิ่วมู่มู่
ความสัมพันธ์ระดับนี้... มันไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาแน่ๆ ขนาดหลานสาวแท้ๆ ในตระกูลซุนแต่งงาน ยังไม่แน่เลยว่าประธานซุนจะยอมเอ่ยปากฝากฝังเจ้าบ่าวด้วยตัวเองขนาดนี้
ต้องมีความผูกพันลึกซึ้งขนาดไหน ซุนปู้เจวี๋ยถึงได้ยอมลงมาเล่นด้วยตัวเอง แล้วตกลง ‘หลิ่วอี้จือ’ ปู่ของเธอ เป็นใครกันแน่?
“คิดอะไรอยู่หน้าเครียดเชียว” หลิ่วมู่มู่เห็นเขาเงียบไปนานผิดสังเกตจึงเอ่ยทัก
เยียนซิวหลุดจากภวังค์ เขาฉวยโอกาสหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ “กำลังคิดว่า... เมื่อไหร่เธอจะพาฉันไปยกน้ำชาไหว้คุณปู่สักที”
หลิ่วมู่มู่หน้าแดงแปร๊ด รีบผลักหน้าเขาออกด้วยความเขินระคนรำคาญ “เพ้อเจ้อ! หยุดพูดแล้วตั้งใจอ่านข้อมูลของคุณไปเงียบๆ เลยนะ”
เยียนซิวหัวเราะในลำคอ รวบตัวคนที่กำลังจะดีดดิ้นหนีกลับมากอดไว้แน่น ก่อนจะก้มลงอ่านข้อมูลในโทรศัพท์อย่างละเอียด
รายงานการตรวจสอบจากสมาคมนักพยากรณ์ระบุรายละเอียดไว้ชัดเจนมาก ผ้าปักหน้าคนผืนนี้มีอายุเก่าแก่ประมาณ 300 ปี
ผู้เชี่ยวชาญของสมาคมลงความเห็นว่า ชิ้นส่วนที่ตระกูลฉีส่งมาประมูลนั้นไม่ใช่ชิ้นงานที่สมบูรณ์ แต่มันมีร่องรอยของการถูกตัดแบ่งออกมาจากผ้าผืนใหญ่
ในหมายเหตุท้ายรายงาน นักตรวจสอบได้สันนิษฐานไว้ว่า ‘น่าจะยังมีผ้าปักหน้าคนอีกชิ้นที่มีขนาดใกล้เคียงกันหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง’
สำหรับคนทั่วไป ข้อมูลพวกนี้อาจเป็นแค่เกร็ดประวัติศาสตร์ ไม่ว่าคนโบราณจะสร้างไอ้ของสยองขวัญนี่ขึ้นมาเพื่ออะไร ปัจจุบันมันก็เป็นแค่ของสะสมราคาแพงที่พวกไฮโซเชื่อว่าช่วยเรื่องความงาม
เยียนซิวอ่านจนบรรทัดสุดท้าย แล้วเลื่อนหน้าจอกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ดวงตาคมหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
“มีอะไรผิดปกติเหรอ” หลิ่วมู่มู่ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย แต่เธอก็เห็นแค่ตัวหนังสือธรรมดาๆ
“เวลา” เยียนซิวพึมพำ
“เวลา? หมายความว่ายังไง”
“ฉันเคยบอกเธอหรือเปล่าว่า... แม่เจียงซือตนนั้น ก็มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 300 ปีก่อนเหมือนกัน”
หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้ว “บังเอิญมั้ง”
เธอจำได้แค่ว่าเยียนซิวเคยเล่าว่าตอนมีชีวิตอยู่แม่เจียงซือมีญาณเทพและพลังแก่กล้ามาก
“อาจจะ...” เยียนซิวตอบรับแต่ในใจกลับไม่คิดเช่นนั้น
ช่วงเวลามันประจวบเหมาะกันเกินไป... 300 ปีก่อนเหมือนกัน
ถ้ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญล่ะ? ในเมื่อตระกูลฉีเป็นคนค้นพบแม่เจียงซือก่อน เป็นไปได้ไหมว่าในสุสานหรือสถานที่ที่พบร่างแม่เจียงซือ อาจจะมีข้าวของเครื่องใช้หรือสมบัติบางอย่างฝังร่วมอยู่ด้วย
และหนึ่งในนั้น... คือผ้าปักหน้าคน
[จบบท]