บทที่ 247: หุ่นกระดาษ
“เรื่องที่ปู่เล่ามาเมื่อกี้ สรุปว่าเป็นแค่ทฤษฎีสมคบคิด หรือเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงครับ”
เยียนซิวเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว มือข้างหนึ่งเคาะนิ้วลงบนที่วางแขนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งเป็นจังหวะเชื่องช้า
ปู่รองเยียนวางถ้วยชาในมือลงช้าๆ ไอความร้อนจากชามะลิลอยอ้อยอิ่งขึ้นมากระทบใบหน้าที่มีร่องรอยแห่งกาลเวลา เขาถอนหายใจยาว
“ใครจะไปรู้แน่ชัด เรื่องมันก็นานโขแล้ว บันทึกเก่าแก่ที่สุดที่พอจะขุดคุ้ยเจอได้ก็ปาเข้าไปตั้งสี่ร้อยปีก่อน ในหนังสือเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งบันทึกไว้ว่า เคยมีช่างทำกงเต๊กคนหนึ่งสติแตก”
“ลงมือฆ่าคนไปหลายสิบศพเพียงเพราะต้องการถลกหนังมาทำเป็นหุ่นกระดาษ เขาเพ้อเจ้อว่าจะใช้วิชาไสยเวทย้ายวิญญาณภรรยาที่กำลังป่วยใกล้ตายเข้าไปสิงในหุ่น เพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่ตลอดไป”
ชายชราเว้นจังหวะ สายตาเหม่อมองออกไปไกลราวกับเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีต “แต่บทสรุปกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม ช่างทำกงเต๊กคนนั้นถูกหุ่นกระดาษที่ตัวเองสร้างลุกขึ้นมาฆ่าตาย”
“แถมยังถูกมันถลกหนังออกจนหมดเกลี้ยง ไม่มีใครรู้ความจริงเลยว่า สิ่งที่ตื่นขึ้นมาในร่างหุ่นกระดาษตัวนั้น แท้จริงแล้วคือวิญญาณภรรยาเขา... หรือเป็นปีศาจร้ายกันแน่”
เรื่องเล่าสยองขวัญทำให้ห้องหนังสือเงียบสงัดลงถนัดตา เยียนซิวตกอยู่ในห้วงความคิด หรือว่า... ‘หนังสือหนังมนุษย์’ ที่เขากำลังตามหา
จะเป็นอุปกรณ์มารชนิดเดียวกับที่ญาณเทพคนนั้นสร้างขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อน เป็นไปได้ไหมว่าภายในตัวเล่มจะมีเศษเสี้ยววิญญาณสิงสถิตอยู่
ในโลกของวงการนักพยากรณ์และศาสตร์เสวียนยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่องวิญญาณแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งปักใจเชื่อหัวชนฝาว่าวิญญาณมีอยู่จริง อ้างอิงจากพิธีกรรมเรียกขวัญหรือเชิญวิญญาณที่มักจะได้ผล
ขณะที่อีกฝ่ายปฏิเสธเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลว่าวิญญาณมองไม่เห็นและพิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ แม้แต่พิธีกรรมโบราณก็อาจเป็นเพียงกลไกทางจิตวิทยาบางอย่างที่ถูกตีความผิดสืบต่อกันมา
สงครามความคิดของทั้งสองฝ่ายดำเนินมาอย่างยาวนานและดุเดือด ไม่ต่างอะไรกับสงครามโลกของวงการของกินที่เถียงกันไม่จบไม่สิ้นว่า ‘เต้าหู้น้ำขิง’ ควรกินแบบหวานหรือแบบเค็ม
ถึงขนาดมีตลกร้ายในวงการว่า หากต้องการให้เพื่อนรักคู่หนึ่งแตกหักกันภายในเสี้ยววินาที ก็แค่โยนคำถามเรื่องการมีอยู่ของวิญญาณเข้าไปกลางวง รับรองว่าจากเพื่อนตายจะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่พร้อมกระโดดกัดคอกันทันที
ตัวเยียนซิวเองเดิมทีจัดอยู่ในกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่เขากลับสนใจเรื่องราวของ ‘อุปกรณ์มาร’ อย่างลึกซึ้ง
“ทำไมถามเรื่องนี้ หรือว่าคดีที่หลานตามสืบอยู่ มีของอัปมงคลทำจากหนังมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง?” ปู่รองเยียนถามดักคอ
“ครับ มันคือหนังสือที่ทำจากหนังมนุษย์ เหมือนเรื่องที่ปู่เล่าเป๊ะ ผมเลยสงสัยว่าเจ้าสิ่งนี้อาจเป็นอุปกรณ์มาร”
แววตาของปู่รองเยียนฉายแววสนใจ “แล้วตอนนี้ของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน”
“ยังหาไม่เจอครับ” เยียนซิวส่ายหน้า
“นอกจากเรื่องนี้ เกี่ยวกับอุปกรณ์มาร ปู่พอจะมีเกร็ดตำนานอะไรอีกไหม”
ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นของจริง “เรื่องเล่าเมื่อกี้ยังมีตอนจบอีกนะ ว่ากันว่าตอนหุ่นกระดาษคลั่ง มีคนขายเนื้อใจกล้าใช้มีดปังตอฟันหัวหุ่นขาดกระเด็น” “แต่มันกลับไม่ตาย ยังขยับไล่ล่าคนได้ จนกระทั่งเขาฟันร่างกายท่อนบนทิ้งไปนั่นแหละ มันถึงจะหยุดนิ่ง... ผู้เขียนบันทึกวิเคราะห์ไว้ว่า อุปกรณ์มารแต่ละชิ้นส่วนจะทำหน้าที่รองรับสามวิญญาณเจ็ดจิต”
“หากถูกทำลายหรือแยกส่วนเล็กน้อย ก็เหมือนสูญเสียวิญญาณไปบางส่วน มันจึงยังเคลื่อนไหวได้ แต่ถ้าถูกทำลายมากเข้า วิญญาณก็จะแตกสลาย จนสุดท้ายก็เสียการควบคุมและจบสิ้นสภาพไป หรือก็คือตายนั่นแหละ”
“แล้วตัวปู่เอง... เชื่อเรื่องวิญญาณไหมครับ”
“ปู่เองก็ตอบไม่ได้เต็มปาก” ปู่รองเยียนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“อาจจะมีวิญญาณอยู่จริง หรือทั้งหมดอาจเป็นแค่เรื่องลวงโลก ความลับบางอย่าง... ธรรมชาติก็ลิขิตให้มันถูกฝังกลบไปพร้อมกาลเวลาและประวัติศาสตร์”
ภายในห้องหนังสือแห่งนี้ นอกจากจะเก็บรักษาบันทึกเก่าแก่ของบรรพบุรุษตระกูลเยียน ยังอัดแน่นไปด้วยตำราโบราณจากทั่วสารทิศ
เนื้อหามีทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งปะปนจนแยกไม่ออก ศาสตร์วิชามากมายที่ขาดผู้สืบทอด สุดท้ายก็เลือนหายกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปรา
เยียนซิวเดินออกจากห้องหนังสือ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เขาเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดินยาวของคฤหาสน์หลังเก่า มุ่งหน้าสู่เรือนหลักเพื่อไปลาคุณย่าเล็กก่อนเดินทางกลับ
เมื่อก้าวเท้าเข้าห้องโถงใหญ่ เขายังไม่พบคุณย่าเล็ก แต่สายตาสะดุดเข้ากับร่างของเยียนหลิง ญาติผู้น้องตัวดีที่กำลังนั่งหน้าเครียด มือหยิบขนมในจานเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนคนกำลังระบายอารมณ์
ชายหนุ่มเดินข้ามธรณีประตูเข้าไป ยืนกอดอกมองน้องสาว “ไม่ไปวิ่งเต้นทำคดี มานั่งทำตัวเป็นหนูตกถังข้าวสารอะไรที่บ้านใหญ่ฮึ”
“พี่เยียนซิว!” พอได้ยินเสียงคุ้นเคย เยียนหลิงก็เงยหน้าขวับ ทิ้งขนมในมือราวกับของร้อน ใบหน้าฉายแววเหมือนจะร้องไห้
“โธ่พี่คะ... ในที่สุดก็เสด็จออกมาสักทีฉันมารอพี่จนรากจะงอกแล้วเนี่ย”
เยียนซิวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้าง “แล้วคุณย่าไปไหน”
“ท่านเห็นว่าฉันยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน เลยเข้าไปในครัวทำบะหมี่ให้กิน พี่จะกินด้วยไหมคะ เดี๋ยวหนูตะโกนบอกย่าให้ทำเผื่อ”
“ไม่ต้อง ฉันไม่หิว” เยียนซิวพยักพเยิดหน้าไปทางน้องสาว
“ว่าธุระของเธอมา หายไปสองวันได้เรื่องอะไรมาบ้าง”
พอวกเข้าเรื่องงาน อาการเจริญอาหารของเยียนหลิงก็หดหายไปทันตา เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ตกอย่างคนหมดแรง “ไม่เจออะไรเลยค่ะพี่ ว่างเปล่าสุดๆ”
นับตั้งแต่รับเผือกร้อนคดีนี้มา เธอก็เหมือนหนูติดจั่น วนเวียนอยู่กับการนั่งจ้องจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิดจนตาแฉะ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างฆาตกรกับผู้ตายรอบแล้วรอบเล่า แต่ก็คว้าน้ำเหลว
“พี่รู้ไหมคะ ฉันตรวจเจอคลื่นพลังงานผิดปกติสูงปรี๊ดในที่เกิดเหตุ แต่กลับพลิกแผ่นดินหาไอ้วัตถุต้นตอนั้นไม่เจอเลย มันเหมือนกับว่า... ของสิ่งนั้นล่องหนหายตัวได้ยังไงยังงั้น”
เยียนซิวฟังแล้วไม่ได้แปลกใจ เขารู้อยู่แล้วว่าเยียนหลิงมีเบาะแสในมือน้อยเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น จุดตายของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่การเสียชีวิตของหยวนจื่อกับหลินหยวนฮ่าว สองคนนั้นเป็นเพียงตัวประกอบโชคร้ายที่โดนลูกหลง
ตราบใดที่เยียนหลิงยังมัวแต่งมเข็มหาสาเหตุจากสองคนนี้ ก็ยากที่จะขุดคุ้ยเจอความจริงที่ซ่อนอยู่
“แล้วทางตระกูลฉีล่ะ มีความเคลื่อนไหวอะไรไหม”
“เงียบสนิทเลยค่ะพี่ ไม่มีพิรุธอะไรสักนิด” เยียนหลิงขมวดคิ้ว
“ถามจริงๆ เถอะค่ะ ทำไมพี่ถึงย้ำนักย้ำหนาให้ฉันจับตาดูบ้านนั้น คดีฆาตกรรมนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับตระกูลฉีได้ยังไง”
เมื่อสองวันก่อน ก่อนที่เยียนซิวจะปลีกตัวไปขลุกในห้องหนังสือ คำแนะนำเดียวที่ทิ้งไว้ให้เธอคือ ‘จับตาดูตระกูลฉี’ แม้เยียนหลิงจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ในใจยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“มันอาจจะเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวก็ได้... แต่ตอนนี้เราแค่ยังไม่มีหลักฐานมัดตัว” น้ำเสียงของเยียนซิวเรียบนิ่ง
เยียนหลิงพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาหาพี่ชาย ส่งสายตาอ้อนวอน “พี่คะ... พี่จะกลับเมืองชิ่งเฉิงเมื่อไหร่”
“ทำไม มีอะไรแอบแฝงหรือเปล่าเรา” เยียนซิวปรายตามอง
เยียนหลิงยิ้มแหยๆ หัวเราะแห้งแก้เก้อ “ก็... ไหนๆ ทางโน้นก็ไม่มีคดีด่วน พี่เลื่อนเวลากลับออกไปหน่อยไม่ได้เหรอคะ ฉันอยากจะทำเรื่องเสนอไปที่ศูนย์ใหญ่ ขอตัวพี่มาเป็นที่ปรึกษาพิเศษช่วยสืบคดีนี้หน่อย”
พอกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ เธอก็รีบยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง “พี่ลองคิดดูสิคะ คนเขาก็จ้องคดีตระกูลหลินกันตาเป็นมัน น้าหยวนจื่อแกก็นับเป็นญาติฝ่ายแม่ของพวกเรา”
“ถ้าฉันรับผิดชอบคดีแล้วดันปิดไม่ลง ตัวฉันหน้าแตกน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ชื่อเสียงตระกูลเยียนเราจะป่นปี้ไปด้วยนะ พี่ว่าจริงไหม”
พูดจบเธอก็ทำตาละห้อย
ยังไม่ทันที่เยียนซิวจะอ้าปากตอบ เสียงหัวเราะของหญิงชราก็ดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงชราผมสีดอกเลาเกล้ามวยเรียบร้อย สวมชุดกี่เพ้าสีพื้นดูภูมิฐาน เดินถือถาดไม้ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น
เธอบรรจงวางชามบะหมี่ไก่ฉีกควันฉุยลงบนโต๊ะข้างเยียนหลิง แล้วหันมาส่งยิ้มให้หลานชายคนโต
“เสี่ยวหลิงพูดมีเหตุผลนะเสี่ยวซิว ถ้าคดีนี้คาราคาซัง ปิดไม่ได้ ตระกูลเยียนเราจะเสียหน้าเปล่าๆ ไม่ว่าพวกเราจะคิดยังไงกับบ้านนั้น แต่ในสายตาคนนอก หยวนจื่อก็ยังมีศักดิ์เป็นน้องสาวของแม่เธอ คดีนี้รีบทำให้มันกระจ่าง ขาวสะอาดเร็วๆ จะดีกว่า”
พูดจบ คุณย่าเล็กก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเยียนหลิง ช่วยหลานสาวคนเล็กกล่อมหลานชายคนโตอีกแรง “ถือว่าเห็นแก่ย่า อยู่ต่ออีกสักไม่กี่วันเถอะนะ ช่วยน้องมันหน่อย”
“คุณย่าก็... ตามใจยัยเด็กนี่จนเคยตัว”
เยียนซิวแกล้งถอนหายใจ แล้วปรายตามองเยียนหลิง พอได้ที หญิงสาวก็รีบฉวยโอกาสคว้ามือเหี่ยวย่นของหญิงชรามาแนบแก้มตัวเองอย่างประจบสอพลอ “หนูรู้อยู่แล้วว่าคุณย่าของหนูใจดีที่สุดในโลกเลย!”
หญิงชราหัวเราะร่าอย่างเอ็นดู ลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ แล้วหันไปยิ้มให้เยียนซิวเป็นการกดดันกลายๆ
“ก็ได้ครับ... แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ” เยียนซิวนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างเสียไม่ได้
“เย้! รักพี่ที่สุดเลย! งั้นฉันรีบโทรแจ้งศูนย์ใหญ่เดี๋ยวนี้เลยนะคะ” พอได้ยินคำตอบที่พอใจ
เยียนหลิงก็ลืมความหิวไปจนหมดสิ้น เธอกระเด้งตัวจากเก้าอี้ คว้าโทรศัพท์มือถือแล้ววิ่งจู๊ดออกไปข้างนอกทันที ทิ้งชามบะหมี่ไว้เบื้องหลัง
เยียนซิวไม่ได้ร้องห้าม ปล่อยให้แม่ตัวดีวิ่งไปจัดการเรื่องเอกสารกับทางศูนย์ใหญ่ตามใจชอบ เขาได้แต่มองตามหลังไปพลางส่ายหัวเบาๆ
[จบบท]